ลิเวอร์พูล ของ อาร์เน่อ ชล็อต กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบาก หลังพ่ายแพ้ 3 นัดติดต่อกันในทุกรายการก่อนเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติ ฟอร์มตกดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักก่อนเปิดศึก “แดงเดือด” พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ที่สนามแอนฟิลด์ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่พวกเขาต้องกลับมาคืนฟอร์ม หากไม่อยากให้ความมั่นใจของทีมถดถอยไปมากกว่านี้
1. แบ็คทั้งสองฝั่งยังไม่นิ่ง หลังจากเสีย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไปให้เรอัล มาดริด แม้จะมี เจเรมี่ ฟริมปง และ คอเนอร์ แบรดลีย์ มาเป็นตัวเลือก แต่ทั้งคู่ยังไม่อาจเติมเต็มบทบาทได้เต็มที่ โดยเฉพาะในจังหวะเกมสวนกลับที่เคยเป็นจุดแข็งของลิเวอร์พูล นอกจากนี้ ฟริมปงยังถูกโยกไปเล่นปีกขวาในบางนัด สร้างความสับสนด้านแท็กติก ขณะที่แบ็คซ้ายหน้าใหม่อย่าง มิลอส เคอร์เคซ ก็ยังทำผลงานไม่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่เกือบย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์
2. ฟอร์มตกของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้จะเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลก่อน แต่ซีซั่นนี้ โม ซาลาห์ ยิงได้เพียง 3 ประตูจาก 10 นัด และยังดูไม่สามารถประสานงานได้ดีเหมือนเดิมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่อย่าง อูโก้ เอกิติเก้ การขาดคู่หูที่เข้าขารวมถึงการขาดแบ็คขวาที่สามารถจ่ายบอลได้แม่นยำอย่างอาร์โนลด์ ส่งผลให้ปีกทีมชาติอียิปต์รายนี้ลดความอันตรายลงไปอย่างชัดเจน
3. เวียร์ตซ์ ยังไม่เปล่งประกาย การเข้ามาของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ด้วยค่าตัวมหาศาล ยังไม่ตอบโจทย์แฟนบอลเท่าที่ควร ทั้งฟอร์มกับสโมสรและทีมชาติก็ยังดูไม่เข้าที่ หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าเขาทำให้จังหวะเกมรุกของทีมช้าลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศึกแดงเดือดอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับเจ้าตัวในการเรียกฟอร์มเก่งกลับมา หากได้ลงประสานกับ โซโบซไล และ กราเฟนแบร์ก ตามที่ แดนนี่ เมอร์ฟีย์ แนะนำ
แม้ผลงานนอกบ้านของลิเวอร์พูลในช่วงหลังจะย่ำแย่ แต่การได้กลับมาเล่นในบ้านเจอกับทีมคู่ปรับอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ย่อมเป็นโอกาสทองที่ อาร์เน่อ ชล็อต จะเรียกศรัทธากลับคืนมา ศึกแดงเดือดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เกมใหญ่ของฤดูกาล แต่ยังเป็นเวทีพิสูจน์ตัวจริงของนักเตะหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ซาลาห์, เวียร์ตซ์ หรือแม้แต่แบ็คทั้งสองฝั่งที่ยังไม่ลงตัว
สุดท้ายแล้ว แฟนบอล “หงส์แดง” ต้องลุ้นว่า ลิเวอร์พูล จะหยุดสถิติแพ้รวด 3 นัดลงได้หรือไม่ และเกมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมา หรือความผิดหวังครั้งใหม่ในยุคของ อาร์เน่อ ชล็อต