สโมสรฟุตบอล อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 อย่างเป็นทางการ หลังสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 22 ปี นับตั้งแต่ยุค “ไร้พ่าย” เมื่อปี 2004 โดยทัพ “ปืนใหญ่” ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า สามารถการันตีแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นสมัยที่ 14 ในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ หลังคู่แข่งสำคัญอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำได้เพียงเสมอกับ บอร์นมัธ 1-1 ส่งผลให้แต้มขาดลอยทันที แม้ยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งนัด
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการปลดล็อกความกดดันครั้งใหญ่ของสโมสรอาร์เซน่อล หลังจากไม่ได้สัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดมานานกว่า 2 ทศวรรษ บรรยากาศภายในศูนย์ฝึกซ้อม “ลอนดอน โคลนีย์” เต็มไปด้วยความยินดีของนักเตะ ทีมงาน และแฟนบอลทั่วโลก ที่ร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสร
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของอาร์เซน่อลคือเกมรับที่แข็งแกร่ง สามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 19 นัดในลีก ส่งผลให้ ดาบิด ราย่า คว้ารางวัลถุงมือทองคำเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน ยืนยันความเหนียวแน่นของแนวรับ
การจับคู่ของ วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส กลายเป็นหัวใจของเกมรับ พาทีมเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่อง และเสียประตูน้อยที่สุดในบรรดาลีกใหญ่ยุโรป
อาร์เซน่อลสร้างความแตกต่างด้วยลูกตั้งเตะ โดยเฉพาะลูกเตะมุมที่เปลี่ยนเป็นประตูได้ถึง 19 ลูก รวมถึงประตูสำคัญในเกมชนะ เบิร์นลีย์ 1-0 ซึ่งมีผลต่อการลุ้นแชมป์โดยตรง
ทัพ “ปืนใหญ่” โชว์ความฟิตและวินัยระดับสูง วิ่งมากกว่าคู่แข่งถึง 35 จาก 37 นัด พร้อมสร้างสถิติไร้ใบแดงและไม่เสียจุดโทษตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งถือเป็นสถิติที่สะท้อนความยอดเยี่ยมของทีม
อาร์เซน่อลนำเป็นจ่าฝูงด้วย 82 คะแนน คว้าแชมป์อย่างเป็นทางการ ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มี 78 คะแนน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ที่ 68 คะแนน และ แอสตัน วิลล่า อยู่ที่ 62 คะแนน
อาร์เซน่อลยังเหลือโปรแกรมนัดสุดท้าย โดยจะบุกเยือน คริสตัล พาเลซ พร้อมพิธีชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ
หลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อลยังมีภารกิจสำคัญในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ พบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี
หากทีมของ มิเกล อาร์เตต้า คว้าชัยได้สำเร็จ จะเป็นแชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และกลายเป็น “ดับเบิลแชมป์” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคใหม่ของอาร์เซน่อล พร้อมเปิดฉากยุคทองบทใหม่อย่างเต็มตัว