เรอัล มาดริด โชว์ความแข็งแกร่งในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบลีก เฟส นัดที่ 5 หลังบุกเยือน โอลิมเปียกอส และแม้จะถูกนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 8 จากจังหวะจบสกอร์คมกริบของเจ้าถิ่น แต่ทีมดังจากสเปนยังคงตั้งเกมกลับมาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าบุกใส่อย่างต่อเนื่องเพื่อทวงประตูคืนในช่วงครึ่งแรกของเกมแข่งขันที่สนามจอร์จอส คาราอิสกากิส สเตเดี้ยม
ราชันชุดขาวมาได้ประตูตีเสมอในนาที 22 จากจังหวะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ เปิดบอลจากริมเส้นให้ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หลุดเข้าไปยิงไม่พลาด ก่อนจะใช้เวลาเพียงสองนาทีพลิกขึ้นนำ 2-1 จากลูกโหม่งเผาขน หลังจากนั้นนาที 29 กามาวินก้าแทงยาวให้เอ็มบัปเป้หลุดเดี่ยวซัดตุงตาข่าย ทำแฮตทริกในครึ่งแรก และช่วยให้เรอัล มาดริดนำ 3-1 แม้ลูกยิงของวินิซิอุสในนาที 32 ถูก VAR ริบคืนเพราะล้ำหน้า
ครึ่งหลังเจ้าบ้านเริ่มต้นได้น่ากลัวในนาที 52 เมื่อ เมห์ดี้ ตาเรมี่ โหม่งตีตื้นให้โอลิมเปียกอสไล่มาเป็น 2-3 สร้างความกดดันให้ผู้มาเยือนพอสมควร ทว่าเกมรุกของเรอัล มาดริดยังคงเฉียบคม เมื่อวินิซิอุสโชว์สเต็ปหลบแนวรับก่อนจ่ายให้เอ็มบัปเป้ยิงจ่อ ๆ เป็นประตูที่ 4 ของดาวยิงฝรั่งเศสในเกมนี้ ช่วยให้ทีมหนีห่างเป็น 4-2
ช่วงท้ายเกมนาที 81 โอลิมเปียกอสไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เมื่อกาเบรียล สเตรฟรีซซ่า เปิดบอลให้ อายุบ เอล คาบี้ โหม่งผ่านมืออันเดร ลูนิน ไล่มา 3-4 ทำให้บรรยากาศในสนามตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายเรอัล มาดริดยังคงประคองสกอร์ไว้ได้จนจบเกม แม้เจ้าถิ่นพยายามบุกกดดันอย่างหนักในช่วงเวลาที่เหลือ
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ เรอัล มาดริดเก็บเพิ่มเป็น 12 คะแนน ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 5 ของตารางลีก เฟส พร้อมฟอร์มระดับซูเปอร์สตาร์ของ เอ็มบัปเป้ ที่ซัดคนเดียว 4 ประตู ตอกย้ำความเป็นตัวความหวังหลักในแนวรุกฤดูกาลนี้ ส่วนโอลิมเปียกอสยังคงต้องตามหาชัยชนะแรกในรายการยุโรปปีนี้ต่อไป