ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ยังคงโชว์ความแข็งแกร่งด้านสภาพจิตใจอย่างยอดเยี่ยม หลังเอาชนะช่วง ดวลจุดโทษเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน โดยนัดล่าสุดเฉือน ฟลาเมงโก้ 2-1 ในการดวลเป้า คว้าแชมป์ ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ มาครองได้สำเร็จ
เกมรอบชิงชนะเลิศ ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ ระหว่าง เปแอสเช กับ ฟลาเมงโก้ จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ในเวลา ก่อนที่ลูกทีมของเอ็นรีเก้จะมีความนิ่งและเฉียบขาดกว่าในช่วงดวลจุดโทษ เอาชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์รายการสำคัญอีกหนึ่งถ้วยในปี 2025
ชัยชนะนัดนี้ถือเป็น ครั้งที่ 4 ที่ เปแอสเช ภายใต้การนำของกุนซือชาวสเปน ต้องตัดสินเกมด้วยการดวลจุดโทษ และสามารถคว้าชัยได้ครบทั้ง 4 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมทีมและทัศนคติของนักเตะที่ยอดเยี่ยม
พบ ล็องส์
กู๊ป เดอ ฟร้องซ์ รอบ 64 ทีมสุดท้าย
เสมอ 1-1 (ชนะดวลจุดโทษ 4-3)
พบ ลิเวอร์พูล
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย
เสมอ 1-1 (ชนะดวลจุดโทษ 4-1)
พบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ
เสมอ 2-2 (ชนะดวลจุดโทษ 4-3)
พบ ฟลาเมงโก้
ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ รอบชิงชนะเลิศ
เสมอ 1-1 (ชนะดวลจุดโทษ 2-1)
หลังคว้าแชมป์ เอ็นรีเก้ ให้สัมภาษณ์ชื่นชมลูกทีมว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดปีหนึ่งของสโมสร
“เราสร้างประวัติศาสตร์ได้อีกครั้ง ปี 2025 เป็นปีที่ยอดเยี่ยม เราเล่นด้วยทัศนคติแบบเดียวกันมาตลอด นักเตะทุกคนมีความเชื่อมั่นและความสุขในการเล่น ผมดีใจแทนสโมสรและแฟนบอลอย่างมาก”
กุนซือวัย 54 ปี ยังกล่าวถึงคู่แข่งอย่าง ฟลาเมงโก้ ว่าเป็นทีมคุณภาพสูง และสามารถแข่งขันในระดับยุโรปได้อย่างสบาย
“เราจำเป็นต้องงัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมา ฟลาเมงโก้เป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาสามารถต่อกรกับทีมไหนก็ได้ในโลกนี้”
จากแชมป์ล่าสุด ทำให้ เปแอสเช ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ คว้าแชมป์ไปแล้วถึง 6 รายการในปี 2025 ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการสร้างทีมยุคใหม่ ที่ไม่เพียงแค่เต็มไปด้วยคุณภาพเชิงแท็กติก แต่ยังแข็งแกร่งด้านสภาพจิตใจ โดยเฉพาะในเกมที่ต้องตัดสินด้วยความกดดันสูงอย่างการดวลจุดโทษ