เด็กๆ จะได้ออกจากเกาะแล้ว Jurassic World : Camp Cretaceous ซีซั่น 3 โดย แอดมินเพจกะเทยนิวส์

กะเทยนิวส์

ยาวนานกันเหลือเกินแม่ กับการ์ตูนเด็ก Original Netflix ที่เป็นเรื่องราว Spin-Off มาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Jurassic World ซึ่งเทยก็ดันไปกดติดตามไว้ตั้งแต่ซีซั่น 1 ว่าบาปว่าบุญ นางเดินทางมายาวนานจนถึง ซีซั่น 3 แล้วจ้า เทยเลยอยากจะแวะมาส่งท้ายเดือนนี้กันเสียหน่อยแม่

Jurassic World Camp Cretaceous ซีซั่น 3

เป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กๆ 6 คน ที่ได้รับโอกาสไปเข้าค่ายที่เกาะ Isla Nublar สถานที่ตั้งของ Jurassic World ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับในภาพยนตร์ ก่อนที่สวนสนุกจะเกิดเหตุขัดข้อง และทำให้ผลงานการทดลองอย่างเจ้า Idominus Rex ที่เป็นสัตว์ดุร้าย หลุดออกมา แต่ด้วยความขัดข้องไม่คาดคิด เด็กทั้งหกคนประกอบไปด้วย เอเดรียส,บรู๊คลิน,ยาส,แซมมี่,เคนจิ และ เบน ต้องถูกทิ้งไว้บนเกาะ พวกเขาทั้ง 6 จึงต้องร่วมกันหาวิธีเอาตัวรอดในเกาะที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ ด้วยทักษะที่ทั้ง 6 คนมีติดตัว ต้องร่วมมือกันรอดไปให้ได้

ผ่านมาตลอด 2 ซีซั่น กลุ่มเด็กๆทั้งหกคน ต่างต้องเผชิญกับความอันตรายบนเกาะหลากหลายรูปแบบ ในซีซั่นแรก กับเหตุการณ์เกาะกำลังจะต้องอพยพคนกันออกไป ในซีซั่นสอง เมื่อพวกเขาถูกทิ้งไว้ ก็ต้องเผชิญกับสัตว์ต่างๆมากมาย และการเอาตัวรอดด้วยการหาเสบียง และในซีซั่นนี้ เมื่อทั้งหกได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง พวกเขาจะต้องช่วยกันหาวิธีออกไปจากเกาะนี้ด้วยตัวเองกันให้ได้ พ่วงกับการเผชิญกับความลับสำคัญที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเกาะนี้อีกด้วย

แต่เธอขา มันน่าตกใจเหมือนกันนะคะ พอไล่ไทม์ไลน์กันไปดีดี เอ๊า เด็กทั้งหกคนติดเกาะกันมาหกเดือนแล้วจ้า และนั่นยิ่งทำให้มิตรภาพความเป็นเพื่อนของทั้งหกคนที่ต่างคนต่างที่มากัน เริ่มแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นไปอีกล่ะเธอ และเนื้อเรื่องในซีซั่นสาม ก็ยังพาเราไปพบเจอกับเหตุการณ์เดียวกับภาพยนตร์ Jurassic World : Fallen Kingdom ไปอีก รวมไปถึงตัวร้ายอย่าง Dr.Wu ที่ก็กลับมาเพื่อทำการทดลองอันน่าสยดสยองของฮีให้สำเร็จอีกด้วยล่ะ

เอ้อ… สนุกสนานไม่ไหว

แน่นอนว่าความพิเศษของซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กเรื่องนี้ นอกจากจะเป็น Spin-Off เรื่องราวต่อจากภาพยนตร์ที่เราๆเธอๆคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ตัวการ์ตูนยังสอดแทรกการอุ้มชูความหลากหลายของตัวละครเด็กๆเอาไว้ได้ดี ตั้งแต่เด็กผิวดำ ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีความฝัน เด็กสาวเน็ตไอดอลที่ติดมือถือทั้งวันทั้งคืน เด็กสาวชาวเอเชียที่ครอบครัวต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ไปต่อ แม้จะต้องส่งลูกสาวมาเป็นสายลับ เด็กสาวนักกีฬาที่มีเกราะป้องกันตัวเองสูง เด็กหนุ่มเอาแต่ใจที่ทำอะไรไม่เป็น หรือแม้แต่เด็กหวาดกลัวโลกที่ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากในโลกกว้าง

เมื่อเด็กทั้งหกคนต้องมาอยู่รวมกัน การพยายามหาจุดเชื่อโยงมิตรภาพระหว่างกันให้พอดี และเผชิญกับเรื่องราวที่ไม่คาดคิดให้ผ่านไปได้ในแต่ละเรื่องราว มันช่างยากลำบากเสียจริงนะเธอ

ตัดมาในส่วนของไดโนเสาร์ แม้จะเป็นการ์ตูน แต่เราก็จะได้พบเจอกับไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ๆที่ไม่ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ รวมถึงซีนที่น่าลุ้น น่าหวาดเสียว ชวนตื่นเต้นอีกหลายซีนไม่ว่าจะเป็ฯการเผชิญกับไดโนเสาร์ในสายหมอก ฝูงไดโนเสาร์เรืองแสงได้ หรือแม้แต่ไดโนเสาร์ทดลองพันธุ์ใหม่ที่มีพิษร้ายแรง เด็กๆทั้งหกคน ที่แม้จะอยู่เกาะนานถึงหกเดือนแล้ว แต่ก็ต้องงัดกลเม็ดมาเอาตัวรอดกันต่ออีกยกในซีซั่นนี้ด้วยล่ะเธอ

และที่สำคัญ ใครจะไปคิดว่าเด็กๆเหล่านี้ กลับเป็นคนได้ล่วงรู้ความลับสำคัญของจักรวาล Jurassic World ก่อนที่ไดโนเสาร์ จะรั่วไหลออกไปในเหตุการณ์คฤหาสน์ในภาค Fallen Kingdom อาจจะเป็นไปได้ว่าเด็กทั้งหกคนนี้ แม้จะหนีออกไปจากเกาะได้ แต่เรื่องราวของ Camp Cretaceous อาจจะยังไม่จบลงแค่นี้ก็เป็นได้นะเออ

ไปติดตามกันได้ใน Jurassic World Camp Cretaceous Season 3 บน Netflix กันนะจ้า

เหยี่ยวเทย รายงาน

ย้อนกลับไปในปี 1997 Anaconda เป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่ทำรายได้มหาศาลทั่วโลก แถมยังได้ดารานักร้องดาวรุ่งอย่าง เจนิเฟอร์ โลเปซและไอซ์ คิวป์ มารับบทนำ พ่วงด้วยดารารุ่นใหญ่อย่างจอน วอยซ์ มารับบทเป็นกองคาราวานถ่ายทำสารคดีจาก National Geographic ร่วมเดินทางเข้าป่าอเมซอนไปถ่ายทำชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ระหว่างการเดินทางผ่านลุ่มแม่น้ำ พวกเขาก็พบว่ามีอสูรกายงูยักษ์จ้องเล่นงานพวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาจึงต้องหาหนทางเอาตัวรอดก่อนจะลงไปอยู่ในท้องของอนาคอนด้า

Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid ถูกสร้างขึ้นมาในปี 2004 โดยไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆกับหนังภาคแรก โดยหนังภาคนี้แทบจะหยิบโครงสร้างของหนังภาคแรกมาทั้งยวง เปลี่ยนแค่กลุ่มตัวละครหลักจากทีมถ่ายทำสารคดีให้กลายเป็นเหล่านักวิจัยจากบริษัทยามีแผนการเดินทางไปยังป่าลึกของเกาะบอร์เนียว เพื่อไปนำ “กล้วยไม้สีเลือด” มาทำการสังเคราะห์องค์ประกอบทำยา แน่นอนว่าระหว่างทางพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเหล่างูยักษ์อนาคอนด้า

เหล่าตัวละครนักวิจัยและกองคาราวานร่วมเดินทาง เรียกได้ว่าลอกแบบจากหนังภาคแรกมาครบครัน โดยเฉพาะการวางบุคลิกตัวเอก ตัวร้าย ตัวตลก เป็นรูปแบบจำเพาะ (หนังยุคปี 2000 ต้นๆ มักจะมีการกำหนดลักษณะจำเพาะของตัวละครเอาไว้ เด่นชัดที่สุดคือ นักแสดงผิวสี มักจะต้องเล่นบทตลก พูดจาหยาบคาย ขี้โวยวาย เป็นต้น)   

น่าเสียดายที่หนังชื่อ Anacondas แต่กว่าที่ผู้ชมจะได้เห็นการแผลงฤทธิ์ของงูยักษ์แบบคาหูคาตา ก็กินเวลาเล่าเรื่องไปกว่าเกือบหนึ่งชั่วโมง จนเหตุการณ์ในภาคนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการแสดงบทเกาเหลากันระหว่างตัวละครจนน่ารำคาญ มิหนำซ้ำสิ่งที่คนดูต้องการที่สุดก็คือ งูยักษ์ กลับปรากฏตัวบนจอน้อย และไม่ค่อยจะสาแก่ใจนักสำหรับฉากไคลแม็กซ์ที่ดูราบเรียบจนเกินไป

อย่างไรก็ตามถ้าหากวิเคราะห์ลักษณะของงูอนาคอนด้าในหนังภาค Blood Orchid จะพบว่า การใส่อักษรตัว s ท้ายชื่อหนังเพื่อเพิ่มปริมาณของจำนวนงูยักษ์เข้ามา แต่หนังแทบไม่ได้มีการใช้ประโยชน์จากจำนวนงู ในการสร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญจากสิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เว้นแต่เพียงฉากบ่องู อันปรากฏภาพเหล่าอนาคอนด้ากำลังผสมพันธุ์กันในตอนท้าย ซึ่ง “มาช้า” เกินไปอย่างน่าเสียดาย แถมยังไม่มีการแผลงฤทธิ์แบบหมู่คณะงูใดๆ ให้คนดูสาแก่ใจเลยสักนิด

สุดท้ายแล้ว แม้ Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid จะเป็นหนังฮิตตามสตรีมมิ่งทั่วโลกโดยตลอดมา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในแง่ของงานสร้างและบทภาพยนตร์นั้น ไม่อาจจะเทียบเคียงหนังภาคแรกในทุกด้าน ส่วนแฟรนไชนส์โฮมวิดีโอภาคต่อหลังจากหนังภาคนี้ นั้น บอกได้เลยว่า “อย่าไปเสียเวลาเปิดดูเลยครับ หนักหนากว่า The Hunt for the Blood Orchid หลายเท่าตัว”

เลื่อนหลายรอบ  

อันที่จริง A Quiet Place Part  2 ถูกวางโปรแกรมฉายทั่วโลกเอาไว้ตั้งแต่ ก่อนที่โควิดจะแพร่ระบาดและลุกลามไปทั่วโลกกว่า 1 ปีก่อน การตัดสินใจเลื่อนหนังทั้งหมดของอเมริกา ทำให้ตลาดหนังใหญ่จากฮอลลีวูดตัดสินใจเลื่อนตารางเข้าฉายหนังในค่ายตัวเองกันอย่างจ้าละหวั่น ถึงแม้จะมีความพยายามในการนำหนังฟอร์มยักษ์เข้าโรงอย่าง Tenet และ Mulan แต่ดูเหมือนว่า ด้วยโรคระบาดและวัคซีน (ที่ยังไม่มา) ในช่วงเวลานั้น ทำให้รายได้ของหนังไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร และการฉายหนังไปพร้อมๆกับการลงสตรีมมิ่งหนังอาจจะเป็นแค่ “การทดลอง” เพื่อดูแนวโน้มของตลาดเท่านั้น  แต่เมื่อสถานการณ์ในการออกจากบ้านไม่ตอบโจทย์คนอเมริกา ทำให้หลากหลายสตูดิโอจึงตัดสินใจยังคงเลื่อนหนังฟอร์มยักษ์อีกหลายต่อหลายเรื่องออกไปเรื่อยๆ

ในขณะที่อเมริกายังคงวุ่นวายกับสถานการณ์โควิด ในประเทศไทยโรคโควิดเหมือนจะสามารถถูกควบคุมได้ประมาณหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นคลื่นใต้น้ำที่เรามองไม่เห็น เพราะไม่มีการตรวจเชิงรุก! แต่เมื่อไม่มีการประกาศตัวเลขผู้ติดเชื้อ การเข้าโรงหนังจึงยังเป็นเรื่องที่ใครหลายคนยังรู้สึกสบายใจที่จะไปนั่งชมภาพยนตร์ในโรงหนัง และสวมหน้ากากอนามัย ทำให้หนังใหญ่หลายต่อหลายเรื่องที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ยังคงได้รับความสนใจจากคนดูบางกลุ่ม ที่มั่นใจว่ายังไงการดูหนังฟอร์มยักษ์จากจอมือถือและทีวีที่บ้าน ไม่ตอบโจทย์และไม่สามารถมอบอรรถรสได้ โรงหนังจึงยังเป็นคำตอบสำหรับพวกเขากับการจะดูหนังสักเรื่อง

ตลาดหนังฟอร์มยักษ์ดูเหมือนจะเริ่มมีความหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อ Godzilla vs. Kong เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก (พร้อมกับออกฉายทางสตรีมมิ่ง HBO Max ไปพร้อมๆกัน) แต่การทำเงินเกิน 100 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถือเป็นความสำเร็จที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่ เริ่มมองเห็นเค้าลางของการกลับมาเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งของผู้ชม ยังไม่รวมไปถึงการทำเงินเกินความคาดหมายของหนังที่ดัดแปลงจากเกมอย่าง Mortal Kombat ที่ทำเงินเกินร้อยล้านเหรียญตามไปอีกเรื่อง จนได้รับการอนุมัติการสร้างภาคต่อแล้วเรียบร้อย

เลื่อนหนีตาย

ท่ามกลางสถานการณ์ในอเมริกาที่กำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การระบาดในระลอกที่ 3 ของไวรัสโควิดในประเทศไทยก็คัมแบคสเตจอีกครั้ง หลังจากที่หนัง Mortal Kombat กำลังจะเข้าฉาย คลัสเตอร์ทองหล่อนั่นไง ทีทำสถิติยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ยังไม่รวมไปถึงมาตรการต่างที่ภาครัฐออกมาก็เปรียบเสมือนสำนวนสุภาษิตที่ว่า “วัวหายล้อมคอก” จนทำให้ประเทศไทยวนกลับมาอยู่ในเหตุการณ์แบบเดียวกับตอนที่ไวรัสมรณะนี้ระบาดครั้งแรกในประเทศไทย ในเวอร์ชั่นที่เลวร้ายกว่าหลายเท่าตัว

เมื่อรูปแบบสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ดูเหมือนภาครัฐจะยังคงวาทกรรมเดิมที่ว่าด้วยทางรอดคือ วัคซีนไม่ต้อง หน้ากากอนามัยคือทางออก ชี้ให้คนในประเทศเกิดความสับสนงุนงงยิ่งกว่าหนังของเดวิด ฟินเชอร์มาโดยตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน จวบจนทุกวันนี้ แม้ในหลายจังหวัดที่ไม่เกิดการระบาดหนักของเชื้อไวรัสโควิด โรงภาพยนตร์จะยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อไม่มีหนังใหม่และเป็นหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉาย ประชาชนจึงไม่รู้ว่าจะกลับเข้าโรงหนังไปทำไม ในเมื่อหนังเก่าที่โรงหนังเข้าฉายนั้นพวกเขาสามารถหาดูได้ตามสตรีมมิ่งหรือแผ่นวีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ของตัวเองอยู่แล้ว ยังไม่รวมไปถึงเงินในกระเป๋าสตางค์ที่จางลงเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะกลายเป็นคน “ตกงาน” ในวันไหน

ในขณะเดียวกันที่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างอเมริกา ได้เฉลิมฉลองการถอดหน้ากาก (เพราะได้วัคซีนที่มีคุณภาพ ประชากรได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่) กำลังออกมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ  A Quiet Place Part  2 จึงกลายเป็นหนังภาคต่อที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา (และเข้าฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้น) ตอนนี้ทำเงินในอเมริกา(และแคนนาดา) ไปแล้วทั้งสิ้น 115 ล้านเหรียญฯ ซึ่งส่งสัญญาณให้กับค่ายหนังอเมริการู้ว่า มันถึงเวลาแล้วที่พาเรดหนังฟอร์มยักษ์จะเริ่มกลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง

สุดท้ายฉายดีกว่าปล่อยเก่า

วกกลับมาที่ประเทศไทย ถ้าหากอเมริกาส่งหนังเข้าโรงได้ตามปกติ แต่อย่าลืมว่าหนังแต่ละเรื่อง “มีอายุ” ของมัน และเมื่อถึงห้วงเวลาหนึ่ง หนังใหญ่เหล่าก็จะถูกนำมาฉายลงสตรีมมิ่งในเวลาต่อมา ภูมิภาคอย่างเอเชียจึงต้องตัดสินใจที่จะเอาหนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ในช่วงเวลาที่ “จำเป็น” จะต้องฉาย ไม่เช่นนั้นแล้วหนังก็จะเก่าไปตามอายุของมันเช่นกัน การตัดสินใจเอา A Quiet Place Part  2  เข้าฉายในโรงจึงน่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย แม้ว่าจะไม่ได้ฉายในพื้นที่อย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี และอีกบางจังหวัด แต่อีกหลายจังหวัดในประเทศไทยที่สามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ การกลับมาเข้าโรงภาพยนตร์ของประชาชนน่าจะเป็นอีกหนึ่งหนทาง “ผ่อนคลาย” ความตึงเครียดและพาตัวเองเข้าไปเสพย์ความสนุกตื่นเต้นและหลีกเร้นจากโลกแห่งความเป็นจริงได้ชั่วครู่ชั่วยาม

เราต้องยอมรับกัน ณ วินาทีแล้วว่า โรคโควิด-19  จะไม่มีวันหายไปในไม่กี่วัน แต่มันจะกลายเป็นโรคติดต่อ ที่อยู่คู่กับมนุษยชาติไปอีกสักระยะ เพียงแต่จะมีการคิดค้นวัคซีน ยารักษาโรค ขึ้นมาเพื่อลดทอนอาการให้ทุเลาลง ดังนั้นการทำความเข้าใจกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่าถ้าหากยังมีการแพร่ระบาดอยู่ หน้ากากอนามัยและวิธีสวมใส่ที่ถูกต้องยังเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่จำเป็นกว่าในตอนนี้คือวัคซีนที่มีคุณภาพและสามารถยับยั้งการแพร่เชื้อได้ ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้สิ่งเหล่านี้มา ใช่ว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์ (และธุรกิจอื่นๆ) จะต้องปิดทำการแบบนี้เรื่อยไป เพราะประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือกับภาครัฐในทุกวิถีทางแล้ว รัฐเองก็ควรจะมีวิธีให้ช่องทางกับประชาชนและภาคธุรกิจได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก หารายได้บ้างเช่นกัน

ประชาชนคนไทยควรได้รับเสรีภาพในการใช้ชีวิต ควรได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มีทางเลือก และเฝ้ารอโอกาสในการกลับไปเข้าโรงภาพยนตร์แบบไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย กินป๊อปคอร์น ร้องกรี๊ดตกใจไปกับฉากตื่นเต้นในแบบที่เราคุ้นเคยกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม A Quiet Place Part  2 เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้ ติดตามรายละเอียดแบบเจาะลึกได้ในคอนเทนท์ต่อไป

อ้ายคนหล่อลวง (เมษ ธราธร)
7/10
“สนุกดีอยู่นะ นักแสดงก็ดี๊ ดี แต่มันขาดอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่ลงตัวเลย”

จะว่าไป “อ้ายคนหล่อลวง” เป็นหนังที่ผมทั้งคาดหวังและก็ไม่คาดหวังในคราวเดียวกัน (เอ๊ะ…ยังไง) …ที่ว่าคาดหวังเพราะหนังปะยี่ห้อ GDH ที่อย่างน้อยๆ เราคงคาดหวังถึงมาตรฐานทั้งงานสร้าง โปรดักชัน งานด้านบทได้อยู่ไม่น้อย บวกกับทีมนักแสดงที่ขนมาระดับท๊อปฟอร์ม ทั้งณเดชน์ ใบเฟิร์น พี่แหม่ม คัทลียา แบงค์ ธิติ และดีเจเผือก …แต่ทันทีที่เห็นตัวอย่างหนัง ทำไมผมกลับรู้สึกเฉยๆ ดูแล้วไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่รู้สึกสนุกกับมุก หรือ แก๊ก ที่ตัดมาในตัวอย่าง โดยเฉพาะมุกตลกสังขารในตอนท้ายที่มีเต๋อ ฉันทวิชช์มารับเชิญ …ทั้งๆ ที่การตัดตัวอย่าง ก็ตัดมาได้ดีนะตามมาตรฐานของค่าย …ความคาดหวังที่อยากดูมากเลยกลายเป็นความไม่คาดหวังทันที

“อ้ายคนหล่อลวง” ว่าด้วยเรื่องราวของ อดีตสาวทำงานธนาคารที่ปัจจุบันทำงานในบริษัทสินเชื่อรถยนต์อย่างอินา (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก) ที่จู่ๆ วันหนึ่งเธอโดนทาวเวอร์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) มิจฉาชีพ โทรมาหลอกเพื่อตบทรัพย์ แต่กลับโดนอินา (ที่เคยทำงานธนาคารมาก่อน) ตลบหลังเอาคืน ทำให้ทาวเวอร์ต้องมาทำงานให้อินาเพื่อหลอกลวงเพชร (แบงค์ ธิติ) อดีตแฟนเด็กของอินาที่หลอกเอาเงินเธอไปห้าแสนบาท โดยมีครูนงนุช (แหม่ม คัทลียา) ครูของอินาที่กำลังประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน และ พี่โจน (ดีเจเผือก) พี่ชายคนสนิทของทาวเวอร์ เข้าร่วมขบวนการในครั้งนี้ด้วย

แม้จะรู้สึกเฉยๆ มากกับตัวอย่างหนังที่เห็น แต่เนื้อหนังจริงกลับดูสนุกในระดับมาตรฐานของ GDH โดยเฉพาะส่วนของแผนการหลอกลวงต่างๆ ที่มีทั้งลูกล่อ ลูกชน มี twist หักมุม ตลบหลัง อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมเขียนบทที่ยังคงทำหนังโจรกรรมแบบไทยๆ ที่ค่อนข้างแข็งแรง ดูสนุกอยู่ แม้จะมีกลิ่นไอและอดคิดถึงหนังตระกูล Ocean อยู่บ้างไม่น้อย …แต่ “อ้ายคนหล่อลวง” ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้าได้ใส่ใจกับบท คิดให้เยอะๆ  เราก็จะได้หนังโจรกรรมชั้นดีได้ไม่ยาก บวกกับการได้ทีมนักแสดงที่แข็งแรง เล่นได้เข้าขากัน เลยทำให้หนังเรื่องนี้เอาตัวรอดได้อย่างสบายๆ ตามมาตรฐานของค่าย

ในแง่ของความเป็นหนังโจรกรรม ต้มตุ๋น ผมยอมรับนะว่า “อ้ายคนหล่อลวง” ตอบโจทย์ได้ดีในจุดนี้ แต่ในแง่ของความเป็นหนังโรแมนติก คอมเมดี้ ที่ดูเหมือนจะเป็นหน้าหนังหลักของหนัง ผมกลับรู้สึกว่าหนังพาผมไปไม่ถึงในจุดนั้น …ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมพบในหนังของผู้กำกับเมษ ธราธรแทบทุกเรื่อง ทั้ง ATM เออรัก เออเร่อ ที่พาร์ทตลก พาร์ทตามสืบคนขโมยเงินจากตู้เอทีเอ็มกลับทำงานได้ดีกว่าพาร์ทโรแมนติกของพระเอก นางเอก หรือ ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู แม้ว่าพาร์ทโรแมนติกจะดูดีขึ้น แต่ความเป็นหนังตลกยังกลบอยู่ดี …หรือในงานอย่าง “อ้ายคนหล่อลวง” ยอมรับว่าผู้กำกับเมษ ได้พัฒนางานได้กลมกล่อมกว่างานเรื่องก่อนที่กำกับเดี่ยว (ยกเว้น บ้านฉันตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ งานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับ ที่ทำคู่กับบอล วิทยา) โดยเฉพาะจังหวะการของลูกล่อ ลูกชนตามแบบหนังจารกรรมชั้นดี ผสานมุกตลกที่ยิงเข้าเป้าบ้าง ไม่เข้าเป้าบ้าง แต่โดยรวมๆ กลับดูเพลิดเพลิน และหัวเราะดังๆ ไปกับตัวหนังได้ในหลายๆ มุก (แต่มุกที่ไม่ชอบที่สุดยังคงเป็นทุกมุกที่เล่นกับสรีระ สังขาร ที่มีเต๋อ ฉันทวิชช์ รับเชิญ ไม่ใช่ว่าเต๋อเล่นไม่ดีนะ แต่ผมกลับไม่ตลกเลยสักมุกที่เล่นกับน้ำลายในหนัง)

หนังเดินเรื่องมาอย่างสนุก (สำหรับผม) แต่กลับพาไปไม่ถึงในมุมโรแมนติกในช่วงท้าย ที่เหมือนกับว่าจำเป็นต้องใส่มาเพื่อให้เห็นว่าพระเอก นางเอก ต้องรักกันนะ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดทั้งมวลของหนัง มันไม่มีตรงไหนเลยที่ปูเรื่องราวความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนซ์ของคู่พระ นาง ว่าทั้งคู่ตกหลุมรักกันเลย อารมณ์ตรงนี้เลยพาไปไม่ถึง (สำหรับผม) ซึ่งดูเหมือนพาร์ทโรแมนติกกลับเป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ (รวมถึงเรื่องก่อนๆ ของผู้กำกับไปด้วย) …ไม่ใช่ว่าพระ นาง ทั้งณเดชน์ และ ใบเฟิร์น เล่นไม่ดี ตรงกันข้าม ทั้งคู่เล่นดีมาก ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ไม่มีเคมีที่ดีต่อกัน ตรงกันข้าม เคมีทั้งคู่ดีมาก แต่จะด้วยบท หรือการกำกับ ที่ดันดึงเคมีความโรแมนติกของพระ นางออกมาได้ไม่ถึง มันเลยฉุดความรู้สึกทั้งหมดที่มีในหนัง แทนที่หนังจะดูดี กลมกล่อมกว่านี้ กลับมาสะดุดในจุดที่ควรจะเป็นจุดขายสำคัญของหนัง….นี่เสียดายมากๆ นะ หนังควรได้คะแนนเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ

“อ้ายคนหล่อลวง” ยังคงเป็นงานมาตรฐานที่ดีของ GDH อย่างน้อยมันก็ตอบโจทย์ความดูสนุก แม้ในพาร์ทโรแมนติกจะแห้งแล้ง จืดชืด และไปไม่ถึงฝั่งฝัน (ถ้าพาร์ทนี้ดีนะจะลงตัวกว่านี้เยอะเลย) …แต่วัดจากเสียงหัวเราะของผู้ชมในโรง เชื่อเลยว่าหนังคงได้ใจคนดูหลายๆ คนไปแล้ว ทันทีที่ดูหนังจบ ผมพูดกับตัวเอง “หนังได้เงินแน่ๆ” เชื่อสิ

#อ้ายคนหล่อลวง
#เอ้อระเหยลอยลม

(9.3/10) ” The End Is Here ” [ Avengers: Infinity War ]

เกริ่นก่อนว่าผมและเพื่อนๆได้มีโอกาสได้ดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉายแล้วนั่นก็คือวันที่ 25 เมษาที่ผ่านมานั่นแหละ ซึ่งที่มารีวิวช้าก็ไม่ใช่อะไร มันพูดไม่ถูก และรีวิวไม่ถูกกันเลยทีเดียว ซึ่งกว่าจะได้มีโอกาสมารีวิวก็ได้ดูไป 2 รอบแล้วสำหรับ Infinity War นี้ และก็ว่าจะไปซ้ำอีกรอบเร็วๆนี้ซะหน่อย เพราะรู้สึกมันคันซะเหลือเกิน55555 บอกก่อนเลยว่ารีวิวแบบระมัดระวังสุดๆ ผมจะพยายามไม่สปอย และหากมีสปอยจริงๆก็จะซ่อนสปอยไว้ให้ครับ เพราะผมค่อนข้างแคร์ การสปอยมากๆเลยแหละ เพราะผมเชื่อว่า ความรู้สึกแรกของการดูหนังสำคัญเสมอ และครั้งแรก มันมีครั้งเดียว จึงอยากให้ชมกันให้สนุกโดยไม่รู้อะไรมาก่อนจะแจ่มเว่อเลย5555 เพราะตอนที่ผมไปดูรอบแรกเนี่ย ผมดูรอบ 4 ทุ่มครึ่งของวันที่ 25 ซึ่งผมระวังสปอยมากๆ พอเดินเข้าห้องน้ำที ได้ยินเสียงนิดหน่อย ผมนี่อุดหูเลย 5555 ยิ่งตอนเข้าไปเข้าห้องน้ำในโรงนี่อุดหูสุดฤทธิ์ + ตอนผู้ชมที่เพิ่งดูจบและเดินออกจากโรงผมนี่ก้มหน้าอุดหูเดินผ่านเลย 55555 ก็ไม่บ่นอะไรมากละ มาเริ่มรีวิวกันดีกว่า

————————————————————————————

สิ่งน่ารู้จากหนัง

=นี่เป็นหนังภาพยนตร์ที่ใช้หนังถึง 18 เรื่อง ในระยะเวลา 10 ปีเพื่อปูเข้าสู่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นแนะนำให้ดูให้ครบ! หรือถ้าไม่มีเวลาจริงๆก็แนะนำให้หาอ่านสรุป ต่างๆที่หลายๆกระทู้เคยทำไว้บ้างแล้ว เพื่อที่จะอินกับตัวหนังมากขึ้น

=เป็นหนังที่คนทั่วโลกรอคอยมากที่สุดในปี 2018 นี้เลย

=จริงอยู่ที่ทุกอย่างมาถึงตรงนี้ที่เหมือนจะเป็นบทสรุป แต่เปล่าเลย บทสรุปที่แท้จริงคือ Avengers 4 ในปี 2019 ต่างหาก แต่ที Infinity War หลายๆคนเรียกว่าเป็นบทสรุป คงจะกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของบทสรุปของมหากาพย์ 10 ปีที่ปูมาซะมากกว่า ซึ่งในตอรแรกนั้น Avengers จะแบ่งเป็น 2 Part ซะแล้ว แต่แล้วก็ได้มีการแบ่งเป็นคนละภาค ใช้ชื่อคนละภาคไปเลย

=เป็นหนังที่มียอดการจองตั๋วล่วงหน้าเยอะมากที่สุดใน MCU เยอะขนาดที่ว่า ยอดจองของหนัง 7 เรื่องของ MCU นั้นยังไม่เท่ากับยอดจอง Infinity War เรื่องเดียวเลยด้วยซ้ำ

————————————————————————————

————————————————————————————

สิ่งที่ชอบสำหรับ Infinity War

+ การดำเนินเรื่องฉับไวกว่าทุกๆเรื่องของ Marvel ซึ่งเป็นเหมือนดาบสองคม แต่สำหรับผมแล้ว ผมกลับชอบเพราะหากใครที่ติดตาม Marvel อยู่แล้วก็จะเข้าใจอยู่แล้ว และการดำเนินเรื่องแบบฉับไวแต่หนักแน่นนี้ ก็ทำให้เราได้เห็นฉากอะไรต่างๆมากมายมากขึ้น

+ การแบ่งบทตัวละครที่ต้องยอมรับเลย ว่า ทำได้โคตรดี โคตรเยี่ยมไปเลย คือต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวละครใน Infinity War เนี่ยเยอะมหาเยอะเลยแหละ ถ้าเอาตัวหลักๆใน Poster ก็ประมาณ 20 กว่าตัว ยังไม่รวมตัวอื่นๆที่ไม่อยู่ใน Poster อีก ไหนจะตัวละครลับ ตัวร้าย สมุนต่างๆอีก ต้องบอกได้เลยว่าหนาแน่นแบบเบียดจนอึดอัด จนผมกังวลตั้งแต่ก่อนหนังฉายแล้วว่า จะไหวไหมนะจุดนี้ กลัวจะเป็นจุดอ่อนของหนังจังเลย แต่พอมาดูถึงกับต้องเปลี่ยนความคิด เพราะทำได้ยอดเยี่ยมมาก เราไม่รู้สึกเลยว่าตัวละครไหนดูดรอป ตัวละครไหนดูไม่โดดเด่น ทุกตัวละครโดดเด่นหมดเลย คืออาจจะไม่ได้เยอะ บทพูดเยอะมาก หรือออกเยอะมาก แต่มันเกลี่ยๆเฉลี่ยๆได้โอเค บางตัวละครออกน้อยหน่อย แต่ออกน้อยในแต่ละฉากนั้น การแสดง บทพูด ต่อยหนักทั้งนั้น คือน่าจดจำมากๆในแต่ละฉาก ต้องยอมรับจริงๆว่าในจุดๆนี้ Infinity War ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆจริงๆ

+เคมี ความสัมพันธ์ตัวละครต่างๆในเรื่องที่โคตรลงตัว อย่างที่รู้กันว่า หลายๆตัวละครนั้นพบเจอกันเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้ และมันเป็นครั้งแรกที่โคตรลงตัว คือแบบใครนิสัยแบบไหนก็ยังแบบนั้น แล้วมันเข้ากันมาก คือลงตัวอะ หลายๆอย่างมันดีมาก เป็นอะไรที่ฝันว่าอยากจะเห็นตัวละครนี้เจอตัวละครนู้นอะไรทำนองนี้ แล้วแบบในที่สุดมันก็เป็นจริงอะ แล้วมันดีมาก ฟินสุดในสามโลก5555

+ ความแปลกใหม่! กับ เรื่องของอารมณ์ ความลึก ความคม ของมิติตัวละคร ตัวร้าย ที่ดูแล้วแบบเห้ย นี่ Marvel จริงดิ ทำไมทำได้มีมิติแบบนี้ อีกทั้งยังมีความ Dark  ความหม่นแบบคาดไม่ถึงทั้งโทนภาพ บทพูด เนื้อเรื่องต่างๆ จนต้องขอยืมคำพูดของ Deadpool “โคตรดาร์ค แน่ใจนะว่าไม่ได้มาจาก DC Universe!??” 5555

+ คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ซึ่งน่าจะเป็นหนัง Marvel เรื่องแรกที่ ทำให้ผมคาดเดาอะไรไม่ได้เลยจากหนัง ตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนถึงช่วงท้ายที่อุทานมาหลายรอบมาก ว่า WTF เห้ย อ้าว อะไรยังงี้ตลอดเลย ซึ่งต้องยอมรับจริงๆว่า Marvel ทำให้เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย เก็บความลับ ความน่าสนใจต่างๆได้เก่งมาก

+ มิติของตัวร้ายที่น่าจะมีมิติที่สุดแล้วใน MCU นั่นก็คือ Thanos ซึ่งแม้เราจะได้รู้จักเขามาบ้างแล้วประปรายในหนังแต่ละเรื่องของ MCU แต่ๆพอมาในเรื่องนี้ ต้องยอมรับเลยว่า นี่สินะตัวร้ายของ Marvel ที่สุดยอดที่สุด ที่ใช้เวลาปูมาถึง 10 ปี นี่สินะ ตัวร้ายของ Marvel ที่ทุกคนรอคอย คือแบบมันสุดยอดมากๆในทุกๆด้าน ทั้งความโหด ดิบ ความแข็งแกร่ง โทน มิติตัวละครที่ยอมเลยว่าทำได้ดีและเราเข้าใจเหตุผล เข้าใจตัวเขามากๆ จนแทบจะอยากเปลี่ยนชื่อหนังภาคนี้เลยเป็นชื่อ Thanos : Infinity War 55555

————————————————————————————

สิ่งที่ไม่ชอบหรืออาจจะขัดใจเล็กๆน้อยๆ

-จากที่พูดไปในข้อดีนั่นก็คือ การดำเนินเรื่องที่ฉับไว ซึ่งมันจะเหมือนดาบสองคมได้ เพราะบางคนที่ไม่ได้ติดตาม MCU มามากนักก็อาจจะงงได้และอาจปรับอารมณ์อะไรต่างๆปรับความเข้าใจไม่ทัน หรือแม้แต่คนที่ติดตาม MCU มาตลอดก็อาจจะงงได้ เพราะอะไร? เพราะว่าปกติแล้ว หนัง Marvel จะไม่ดำเนินเรื่องแบบนี้ คือไม่เชิง ฉับไว หนักแน่น น้อยแต่หนักแบบนี้ ซึ่งอาจทำให้หลายๆคนไม่ชินได้

-ด้วยความฉับไว ของเนื้อเรื่อง อาจทำให้บางช่วงบางฉากไม่สุดสักเท่าไร ไม่ว้าวเท่าไร (คือยังไม่ทันว้าวก็ตัดไปแล้วอะไรประมาณนี้ ) และด้วยเวลาของหนังที่จำกัด บางอย่างก็ขยี้ไม่สุด ไม่อินขนาดนั้น แต่สำหรับบางคนก็อาจจะอินได้ ซึ่งส่วนตัวผมก็อินในหลายๆฉากเลยแหละ และก็เข้าใจเพราะรายละเอียดมันเยอะมากที่จะใส่หมดได้ใน 2 ชม.ครึ่งนี้

————————————————————————————

Starwars นั้นถือว่าเป็นหนังที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลกเยอะมากๆ รวมถึงในประเทศไทยและโดยเฉพาะอเมริกาที่ต้องบอกว่าเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุดของเค้าเลย และมีคนดูเยอะมากๆ ทำรายได้ที่นั้นได้เยอะมากเป็นอันดับ 1 ของโลกในหลายๆภาคครับ และในครั้งนี้จะเป็นการปิด ไตรภาค ที่เริ่มโดยภาค 7 ที่ทาง  ‎J. J. Abrams‎  กำกับ และ ต่อเนื่องมาจนถึงภาค 9 คือภาคล่าสุดที่อยู่ในโรงตอนนี้นั้นเอง ซึ่งต้องบอกก่อนตั้งแต่ ภาค ล่าสุด มาถึงภาค 7 นั้นห่างหายไปนานมาก และเป็นการกลับมาที่หลายๆคนรอคอยและได้เสียงตอบรับดีมากจริงๆ และ กำกับโดยทาง  ‎J. J. Abrams‎  นั้นเอง แต่พอมาภาคต่อที่ 8 The Last Jedi นั้นได้มีการเปลี่ยน ผู้กำกับมาเป็นทาง Rian Johnson ซึ่งก็มีเสียงตอบรับแปลกๆด้านแฟนคลับพอสมควรเพราะ ฉีกจาก 7 และ แนวทางของ Star Wars อย่างมากจริงๆ และมีหลายๆคนนั้นไม่ชอบ และพวกนี้มันจึงส่งผลมาถึงตัว Star Wars 9 ที่ทาง  ‎J. J. Abrams‎  กลับมากำกับและเป็นเหมือนการมาสานต่อภาค 8 หรือ หาทางลงให้กับหนังว่าจะเอาแนวไหนยังไง และ มันกลายเป็นการ Play Safe สุดๆของหนังภาคต่อครั้งนี้ และอาจจะทำให้ทาง Disney พยายามเน้นเอาปลอดภัย เอาใจแฟนๆ จนบางทีมันทำให้อะไรหลายๆอย่างพัง และ มีหลายๆจุดที่น่าเสียดายมากจริงๆ ต้องบอกก่อนว่าโดนส่วนตัวนั้นติดตามมาตลอดครับ แต่ภาคนี้โดยรวมนั้น น่าเสียดายและน่าผิดหวังในการเล่าเรื่อง และการปิดไตรภาค ของชุดนี้จริงๆ

เนื้อเรื่องของเรื่องนี้นั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่กับทาง เรย์ และ ไคโร เร็น ครับ จะเน้นหนักกว่าเดิมไปอีกแต่นี้ขนาดเน้นหนักแล้วมันยังทำได้น่าผิดหวังอย่างมาก เนื้อเรื่องในภาคนี้มันกลับไปเฉยแบบสุดๆและเหมือนไม่พยายามฉีกแนวจนมันเหมือนการฉายซ้ำๆไปเปลี่ยนตัวละคร ซึ่งจริงๆในภาค 8 นั้นถือว่าดีมากๆที่กล้าฉีกแนวไปซะที แม้ว่าจะจบแบบไม่สนใจอะไรเกินไปหน่อยก็ตาม แต่พอมาอันนี้มันกลับมาวนเวียนแต่เรื่องราวเดิมๆครับแน่นอนว่ามันเหมือนเป็นปัญหาหนักจริงๆที่จะทำยังไงใหมันต่อกับ 8 ก็แอบเห็นใจพอสมควร แต่พอมาดูหนังมันกลับใช้เวลา 2 ชั่วโมงไปกับอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่มีความสมเหตุสมผล และบางอันก็ใช้เวลาเกินจำเป็นรวมถึงปมอะไรต่างๆ แม้จะได้เฉลยแต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเลย รวมถึงฉากหลายๆอันยัดๆแปะๆเข้ามา เอาใจแฟนๆจนหนังไม่มีความต่อเนื่องหรือเข้ากันได้เท่าไรและแน่นอนว่าเหมือนกับหาทางลงยาก เลยเอาใจแฟนมันไปเลยเต็มที่อะไรอยากเห็นใส่เข้ามาจนมันเกิดเป็นอะไรแบบนี้ครับ หนังเลยไม่ได้มีความเป็นหนังเลยแต่ก็ยังดีว่าจบได้ดีอยู่บ้างในช่วงหลังๆแต่ช่วงต้นยันมาท้ายเรื่องนั้นน่าผิดหวังมากๆ

หนังไม่มีเวลาเลยสำหรับตัวละครแต่ละตัว หนังรีบรัดเกินไปหมด ไม่ทันจะเข้าใจหรือเล่าเรื่องหรืออินก็เปลี่ยนแล้ว เพราะต้องใส่ฉากเอาใจแฟนๆเข้ามานู้นนี้ครับ เท่าที่ดูและรู้สึกแบบนี้จริงๆ แต่ขอไม่โทษ ผกก JJ คนเดียว ครับมันมีผลหลายๆอย่าง ทั้งตัวค่าย Disney เอง การดำเนินเรื่องของภาคที่แล้ว การสานต่อ การคิดภาคจบ มันมีผลกันทั้งหมด ไม่มีใครผิดแบบเต็มๆเพราะมันเหมือนเอาหนังคนละเรื่องมาสานต่อเอาหนังที่ร้าวแตกไปอีกแนวเอามาต่ออีกแนวยังไงก็ไม่ไหลลื่น และความกลัวของค่ายที่ไม่กล้าฉีกแบบเดิมก็ส่งผลทำให้มันออกมาแบบนี้ครับ

นักแสดงในเรื่องนี้อาจจะพูดถึงการแสดงอะไรได้ไม่เยอะเ พราะหนังมันไวและไม่ได้ส่งให้นักแสดง ได้แสดงได้เต็มที่เท่าไรครับ และตัวละครนั้นเยอะมากๆและเหมือนจะจัดการได้ไม่ดีเท่าที่ควรเลยทำให้นักแสดงเกือบทุกคนไม่ได้แสดงออกมาได้เต็มที่หรือให้เราได้อินไปกับบทนั้นเท่าไรครับ ส่วนตัวนักแสดงหลักๆนั้นที่จะเน้นๆคงจะเป็น ทางของ เรย์ ( เดซี่ ริดลีย์ ) และ ไคโร เร็น ( อดัม ไดรเวอร์ ) ซึ่งแน่นอนว่าบทนั้นจะส่งให้นักแสดงมากกว่าคนอื่นๆแต่ก็ยังถือว่าน้อยและไม่ได้เน้นเท่าที่หวังไว้ มันแลดูบางเบาอ่อนไปมากๆ และการที่นักแสดงเข้ามาเยอะๆแต่จัดการไม่ดีเลยทำให้มันเบาบาง ปลิวๆไปไม่มีน้ำหนักจริงๆ และรวมถึงมิติ ของตัวร้ายที่ไม่ดีเท่าที่ควร และ ไม่น่าจะเป็นแบบนี้ ไม่มีน้ำหนักอะไรเลย และไม่น่าเล่นกับตัวละครนี้มากเท่าไร และการเล่าเรื่อง เหตุผลอะไรของมันนั้นไม่ค่อยมีน้ำหนักจริงๆ จนบางทีอาจจะไม่ต้องใส่ตัวนี้มาก็ได้ไม่ได้มีพลังการแสดงเท่าที่ควรครับ และไม่มีฉากให้จดจำหรือมีอิมแพ็คอะไรเลยหลังจากดูหนังจบแล้วมันแบบว่างเปล่า จบแล้วก็จบไป ไม่มีตัวละครเด่นๆที่ควรค่าแก่การจดจำเลยจริงๆครับ

งานภาพ เรื่องนี้นั้นต้องบอกว่ายังคงเอกลักษณ์ของตระกูลหนังนี้ได้อยู่แน่นอนแหละทาง JJ เค้าเป็นสาวกตัวจริงงานภาพอะไรนั้นไม่มีปัญหาเลยทั้งการเข้าฉาก การถ่ายมุมมองอะไรนั้นมันคือ StarWars เลยจริงๆ ส่วนงานโทนสีอะไรสวยงามเหมือนเดิม และยังคงมีแสงแฟลชอยู่บ้างตามสไตล์พี่เค้า แต่ไม่ได้เยอะเกินจำเป็นแบบเรื่องก่อนๆแล้ว งาน CG นั้นเนียนสมจริงครับ และมิติของภาพนั้นทำได้ดี ทางผมนั้นได้ดูในแบบ IMAX 3D เรื่องของมิติภาพนั้นสวย เน้นความลึกของภาพมากกว่า แต่ไม่มีฉากแบบพุ่งๆ ทะลุจอ หรือ จะเป็นฉากขยายของหนังเลยในโรง IMAX แอบเสียดายนิดหน่อยครับ ในด้านของเพลงประกอบนั้นยังคงทำได้ดีจากทาง  john williams  ที่ทรงพลังและคุ้นเคยกันดีครับเป็นการพัฒนาเสียงให้มันทรงพลังและอิงตามฉากแต่ละฉากของหนังได้ดี แม้จะเป็นซาวด์ที่เราคุ้นเคยกันแต่มีการปรับเปลี่ยนพอสมควรครับ แน่นอนว่ามันส่งผลต่ออารมณ์ของหนังได้ดีและลุ้นไปกับฉากนั้นๆได้ครับ งานภาพและเสียงเรื่องนี้เลยไม่ได้มีจุดให้ติอะไรและยังคงประทับใจได้เสมอครับ

ถ้าในแง่ของความสนุกดูแบบไม่สนใจอะไรมากนัก ความสนุก ตื่นเต้น ว้าวๆ เอาใจคนดู Entertain ของมันแน่นอนว่าดีกว่า ภาค 8 ครับแต่เรื่องของความลงตัวความกล้าฉีกอะไร และแปลกใหม่ของ 8 ยังคงทำได้ดีกว่าสำหรับตัวผมนะ ภาคนี้มันไม่ได้แย่ถ้าคนชอบดูหนัง บันเทิง อะไรทั่วไป แต่พอมันมาเป็นหนัง STARWARS มันกลับทำได้ผิดหวังและไม่ควรใช้ชื่อนี้ในหลายๆอย่าง ความสมเหตุผมของตัวละครและอีกมากมาย แน่นอนแหละว่าเอาใจแฟนๆได้แต่มันกลับกลายเป็นไม่ใช่หนังที่ดีเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นหนังบันเทิง อวกาศที่เล่าเรื่องเร่งๆแต่ก็มีการแทรกแอคชั่น อะไรมาเอาใจ และปิดด้วยที่หลายๆคนน่าจะเดากันได้ มันเลยธรรมดาเกินไปจริงๆและแฟนๆหลายคนอาจจะผิดหวังครับ.

     ว่ากันแบบไม่อ้อมค้อมนะครับ ผมว่า Birds of Prey เนี่ย เป็นหนังที่สนุกที่สุดในบรรดาหนัง DC ที่ผมดูมาเลย     ที่ผมบอกว่า “สนุกที่สุด” เพราะว่าตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์ การดำเนินเรื่องมันไม่น่าเบื่อ มีมุขตลกหยอดมาตลอดทั้งเรื่อง และมีฉากแอคชั่นที่มันส์สาแก่ใจคอหนังกำลังภายในแน่นอน แต่ผมไม่สามารถใช้คำว่า “ดีที่สุด” กับเรื่องนี้ได้ เพราะหนังไม่ได้ลงตัวเพอร์เฟคแบบที่ Wonder Woman ทำเอาไว้ หรือว่าไม่ได้มหัศจรรย์เหมือน Aquaman แต่ว่า Birds of Prey มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เข้าขั้น “เจ๋งและเท่ห์” สุดๆ    Birds of Prey เป็นเรื่องราวอีกด้านที่บอกเล่าผ่านฮาร์ลีย์ด้วยตัวเอง ซึ่งมีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเล่าได้ เมื่อวายร้ายที่ชอบหลงตัวเองแห่งก็อตแธมอย่าง โรมัน ซิโอนิส และ ซาส มือขวาจอมขยันของเขาพุ่งเป้าไปที่สาวน้อยที่ชื่อแคส ทั้งเมืองต้องเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในการตามหาเธอ บนเส้นทางที่ขัดแย้งกันระหว่างฮาร์ลีย์ ฮันเทรส แบล็ค คานารี และ เรเน่ มอนโตย่า เหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะร่วมมือกันโค่นโรมันให้ได้

     ผมขอชื่นชมพัฒนาการของ DCEU ในช่วงหลังๆ มานะครับ เพราะตอนแรกที่เริ่มกับ Man of Steel ก็ยังพอโอเค แต่พอมาถึง BvS กับ Suicide Squad เนี่ยผมว่าจักรวาลเริ่มสั่นคลอนละ จากนั้นก็มาปังกับแม่ Wonder Woman ก่อนจะดิ่งลงเหวอีกครั้งกับ Justice League     แต่แล้วความหวังก็ปรากฎตัวขึ้นเมื่อ Aquaman ออกฉายและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์(และเป็นหนัง DCEU เรื่องแรกที่สามารถทำรายได้ทะลุหลักพันล้าน) หลังจากนั้นก็มี Shazam! ตามออกมาซึ่งก็ผลตอบรับก็ถือว่าดีในระดับนึง สำหรับ Birds of Prey นี้ ถึงแม้รายได้จะน้อยที่สุดในบรรดาหนัง DCEU ทั้งหมด แต่ว่าในด้านคำวิจารณ์นั้นถือว่าออกมาดีเลยล่ะ     มาพูดถึงตัวหนัง ผมว่าเวิร์คในระดับหนึ่งเลยนะ ถ้าถามว่าผมชอบอะไรมากที่สุดในเรื่อง ผมชอบ story ของหนังครับ หนังมีทั้งพล็อตหลักและพล็อตรอง พล็อตหลักคือฮาร์ลีย์ ควินน์ต้องทำภารกิจฉกเพชรที่แคสซานดรา เคนขโมยมาจากโรมัน ไซโอนิสไปคืนเจ้าของให้ได้ แต่พล็อตรองนั้นมีค่อนข้างเยอะ ทั้งการสืบคดีของเจ้าหน้าที่มอนโทย่า, การทำงานให้ไซโอนิสของไดน่า และก็การตามล่าล้างแค้นของเฮเลน่า พล็อตเหล่านี้ได้ถูกเล่าพร้อมกันในช่วงครึ่งแรก ซึ่งจะว่าไปถ้าผกก. ไม่เจ๋งจริงผมว่าพังแน่นอนครับ ก็ต้องชื่นชม Cathy Yan ในการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกครับ ถือว่าทำออกมาได้น่าพึงพอใจมาก

     เหล่าตัวละครในเรื่องถือว่าสร้างสีสันให้หนังเป็นอย่างมากครับ ฮาร์ลีย์ ควินน์นี่คือตัวชูโรงของหนังเลยก็ว่าได้ ต้องขอชื่นชม Margot Robbie ครับที่เล่นบทนี้ออกมาได้ทะเล้น บ้าบอ และน่ารักมาก ถ้าไม่ใช่เธอผมก็แทบนึกไม่ออกแล้วว่าใครจะมาเล่นแทนเธอได้ เรเน่ มอนโทย่าก็ถือว่าดิบดี และผมชอบที่ Rosie Perez เล่นบทนี้ได้เฟี้ยวฟ้าวมาก ส่วนแบล็ค แคนาเร่ รายนี้ผมว่าเด่นพอสมควรเลย แถมการแสดงของ Jurnee Smollett-Bell ก็ดีมากๆ อย่างฉากในบาร์ตอนกลางเรื่องนี่ถือว่าเธอเล่นได้นิ่ง(แต่เจ็บลึก)มาก แต่รายที่ผมชอบมากที่สุดก็คือฮันเทรส เจ๊แกออกน้อยแต่ว่าออกมาทีนี่แย่งซีนชาวบ้านได้เยอะเลย แถม Mary Elizabeth Winstead ก็สวยสะพรั่งแถมเท่ห์สุดๆ     ตัวละครอื่นๆ อย่างแคสซานดรา เคนที่แสดงโดยน้อง Ella Jay Basco นั้นก็โอเคครับ แต่ว่าโดนรัศมีสี่คนด้านบนกลบหมดเลยไม่ค่อยได้ฉายแสงเท่าไหร่ แต่รายที่รัศมีจับมากๆ ก็คือ Ewan McGregor ในบทแบล็ค แมสก์ครับ ฉากที่พี่แกไปบอกให้ลูกน้องขึ้นไปเต้นบนโต๊ะนี่น่ากลัวดีแท้ และสุดท้ายผมขอพื้นที่ชมลุง Dana Lee ในบทด็อคครับ ลุงแกออกมาน้อย แต่ออกมาทีไรได้ใจผมตลอด

     ผมชอบเทคนิคการเล่าเรื่องนะ ช่วงแรกมันจะดูเมาๆ นิดนึง(เพราะคนเล่าเรื่องก็คือตัวฮาร์ลีย์ ควินน์ ซึ่งนางก็ดูเมาๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนเมาๆ เล่าเรื่องมันก็จะประมาณนี้แหละ555) แต่ว่ามันทำให้หนังดูมีเสน่ห์ขึ้นเป็นกองเลยครับ เพราะตัวหนังมันไม่ได้จำเป็นต้องเล่าเรื่องแบบมีชั้นเชิงหรอก แค่เล่าให้มันสนุกก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งหนังมันก็ทำได้ครับ ถึงแม้ครึ่งเรื่องแรกหนังจะเข้าเรื่องช้า แต่ว่ามันไม่ได้น่าเบื่อเลยสักกะนิด เพราะมันมีลูกเล่นแพรวพราวโผล่มาตลอด เช่น การ freeze frame หน้าตัวละครไว้แล้วก็ใส่ข้อมูลลงไปในเฟรมเหมือนวิดีโอเกม หรือว่าจะเป็นการหยุดฉากเพื่อที่จะย้อนไปเล่าเรื่องปูมหลังของตัวละคร ฯลฯ     พอถึงช่วงครึ่งหลัง หนังก็เริ่มเข้าสู่พล็อตหลัก นั่นก็คือการที่ฮาร์ลีย์ต้องตามหาแคสซานดรา เคนเพื่อเอาเพชรจากเธอมาให้ได้ ซึ่งช่วงนี้ของหนังมันโคตรสนุกเลยครับ ฉากแอคชั่นก็มันส์โคตรๆ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยเห็นฮาร์ลีย์มาบู๊ๆ แบบนี้เท่าไหร่(ใน Suicide Squad นางแค่เหวี่ยงไม้เบสบอลไปมาแค่นั้น นอกนั้นก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยนอกจากปากมากทั้งเรื่อง) ยิ่งฉากไคล์แมกซ์ที่เหล่าทีมนกผู้ล่าต้อมาร่วมกันต่อสู้นั้น มันมีความเป็น Feminism มากๆ เลยครับ ซึ่งมันก็ไม่ได้ล้นจนน่าเกลียดอะไร(ต่างจาก Charlie’s Angels ที่เน้นประเด็นนี้จนดูเหยียดไปในตัว)

     ในส่วนของการแสดง ผมว่าเด็ดดวงทุกคนเลยครับ Robbie นี่นอนมาอยู่แล้วกับบทนี้ กลับมาคราวนี้ถือว่าเธอได้ทำอะไรเยอะกว่าตอนที่เล่น Suicide Squad เสียอีก, Perez ก็อย่างที่ว่าครับ นางเฟี้ยวฟ้าวอยู่แล้ว, Smollett-Bell นี่ก็เกินคาดมาก ตอนร้องเพลงคือเสน่ห์ล้นพ้น, Winstead นี่ผมชอบมากครับ เล่นได้เถื่อนและดุโดนใจสุด ยิ่งใครที่ตามเธอมาตั้งแต่ Die Hard เนี่ยจะยิ่งชอบเธอมากขึ้นไปอีก(บางทีก็แอบคิดนะว่า ที่เธอเก่งขนาดนี้เนี่ย แม็คเคลนเทรนเธอมาใช่มั้ย555) ส่วนคนอื่นๆ ก็เล่นดีไม่ตกครับ แต่ว่าสี่สาวที่ว่ามาคือเด่นจริงไรจริง     ในด้านของเพลงประกอบ จ๊าบครับ จ๊าบโคตร แต่ละเพลงคือเข้ากับบริบทของฉากสุดๆ อย่างฉากโรงงานเคมีระเบิดนั้น เพลง Joke’s On You ก็ช่วยส่งเสริมอารมณ์ของฉากนั้นให้ดีขึ้นไปอีก หรือว่าฉากในบาร์ที่มีเพลง Boss B**ch ก็สร้างอารมณ์เมามันส์ให้กับฉากได้ดี ที่พีคมากก็คือเพลง Experiment On Me ในฉากแอคชั่นในคุกตอนกลางเรื่องที่ทั้งการตัดต่อ มุมกล้อง คิวบู๊ บวกกับเพลงประกอบทำให้ฉากนี้มันออกมาเท่ห์และมันส์สุดๆ

     สรุปแล้ว Birds of Prey ก็เป็นหนัง DCEU ที่ทั้งแปลก แหวก และโคตร weird แต่ว่าทำออกมาได้สนุก ถึงแม้ว่าหนังจะไม่ได้ดีเว่อร์อะไรมากมาย แต่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่โคตรมันส์และน่าจดจำเป็นอย่างมาก ใครที่ชอบหนังแอคชั่นต่อสู้มันส์ๆ แบบ John Wick ผมว่าเรื่องนี้เข้าทางแน่นอนครับ หรือว่าใครที่ชอบฮาร์ลีย์ ควินน์ยิ่งต้องดูครับ เรื่องนี้เธอเด่นมาก และก็มีมิติเยอะกว่าตอนเล่น Suicide Squad เสียอีก
คะแนนเฉลี่ยรวม : 8.5/10เรตหนัง : หนังดีที่ควรดู

ภาพแรกจากกองถ่ายภาพยนตร์ The Flash เผยภาพ ไมเคิล คีตัน ในบท บรูซ เวย์น

ผู้ใช้ทวิตเตอร์นามว่า NewWestBoy ได้โพสต์ภาพอย่างเป็นทางการจากกองถ่ายภาพยนตร์ The Flash ของ DCEU (DC Extended Universe) ซึ่งเผยให้เห็นภาพของ ไมเคิล คีตัน (Michael Keaton) ในบท Bruce Wayne หรือ Batman ที่มาในชุดสูทอันโดดเด่น

นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นภาพของ เอซรา มิลเลอร์ (Ezra Miller) ในบท Barry Allen หรือ The Flash และ ซาช่า แคลล์ (Sasha Calle) ในบท Supergirl ด้วยhttps://s.isanook.com/mv/0/ud//112373/1624262412.html

The Flash เป็นภาพยนตร์ฉายเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโรควาวเร็วสูงในจักรวาล DCEU ที่ประสบปัญหาขัดข้องจนต้องเลื่อนการพัฒนาโปรเจกต์มาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งได้ แอนดี มัสเชียตติ (Andy Muschietti) ผู้กำกับ It ทั้ง 2 ภาค เข้ามาคุมโปรเจ็กต์ จึงได้เร่งพัฒนาโปรเจกต์อย่างต่อเนื่อง โดยอ้งอิงเนื้อเรื่องคราว ๆ จากคอมิก Flashpoint ซึ่งเป็นหนึ่งในคอมิกเรื่องราวของ The Flash ที่โด่งดังที่สุด

ภาพยนตร์ The Flash นั้น ได้วางตัวให้ Barry Allen หรือ The Flash เดินทางข้ามเวลากลับไปช่วยชีวิตแม่ของเขาก่อนที่จะถูกฆาตกรรม ด้วยศักยภาพในการวิ่ง ที่เร็วเสียจนสามารถย้อนเวลาได้ ดัุงที่ปรากฏใน Zack Snyder’s Justice League

The Flash

แต่ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เขาต้องเดินทางผจญภัยในมิติคู่ขนานต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ในทีมผู้สร้างสามารถนำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ในอดีตกลับมาปรากฏตัวได้ หนึ่งในนั้นคือ ตัวละคร Bruce Wayne หรือ Batman เวอร์ชั่นดั้งเดิมของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ที่รับบท ไมเคิล คีตัน ซึ่งโด่งดังมากเมื่อปี 1989 และได้รับการจดจำมาจนถึงทุกวันนี้

The Flash มีกำหนดฉายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2022

1 13 14 15