แฟนบอล ลิเวอร์พูล ต้องจับตามองข่าวร้อนล่าสุด เมื่อมีรายงานว่า อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิล อาจถูกพิจารณาขายในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 หลังจากมีข้อเสนอมหาศาลจาก ซาอุดิโปรลีก และความสนใจจาก ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ใน กัลโช่ เซเรีย อา
ปัจจุบัน อลิสซอน เบ็คเกอร์ อายุ 33 ปี และยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แต่สัญญาของเขากับ ลิเวอร์พูล จะหมดลงในปี 2027 แม้จะมีข่าวเรื่องออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีเพื่อรักษามูลค่าตัวผู้เล่น
อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การได้รับข้อเสนอเงินก้อนโตทั้งค่าตัวและค่าเหนื่อย จึงเป็นประเด็นที่ บอร์ดบริหารหงส์แดง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
รายงานจาก เอียน ดอยล์ (Ian Doyle) นักข่าว Liverpool Echo ระบุว่า สโมสรจาก ซาอุดิโปรลีก พร้อมทุ่มเงินค่าตัวและค่าเหนื่อยระดับสถิติ เพื่อล่าตัว อลิสซอน เบ็คเกอร์ อีกทั้ง ยูเวนตุส ก็จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หวังดึงอลิสซอนกลับไปโชว์ฝีมือในลีกอิตาลีอีกครั้ง
การเตรียมตัวสืบทอดตำแหน่ง
การคว้าตัว จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ มาร่วมทีมในปี 2025 ทำให้ หงส์แดง มีตัวแทนที่พร้อมใช้งานทันที หากอลิสซอนย้ายออก
ปัญหาอาการบาดเจ็บ
ในฤดูกาล 2025-26 อลิสซอน เริ่มมีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ (Hamstring) บ่อยครั้ง ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการลงสนาม
มูลค่าทางการเงิน
การปล่อยผู้รักษาประตูวัย 33 ปี ในช่วงซัมเมอร์นี้ ถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ ลิเวอร์พูล จะได้เงินก้อนโตกลับคืนสู่สโมสร ก่อนที่มูลค่าจะลดลงเมื่อสัญญาใกล้หมด
ลงสนามรวมทุกรายการ: 28 นัด
คลีนชีต: 11 นัด
ประตูที่เสีย: 30 ประตู
แม้จะเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของทีมภายใต้การคุมทัพของ อาร์เน่่ สล็อต แต่การตัดสินใจเรื่องอนาคตอาจเน้นทางเดินที่มั่นคงทางการเงินเพื่อสร้างทีมระยะยาว
หากมีข้อเสนอ 60–70 ล้านปอนด์ สำหรับผู้รักษาประตูวัย 33 ปี แฟนบอลลิเวอร์พูล จะเลือกให้ขายเพื่อเงินก้อนโตหรือรั้งตัวไว้จนหมดสัญญา? ความเห็นในโซเชียลและฟอรั่มแฟนบอลต่างแบ่งเป็นสองฝั่ง:
ขาย: เพื่อสร้างทีมและลดความเสี่ยงด้านอาการบาดเจ็บ
รั้งตัวไว้: เพื่อความต่อเนื่องในแนวรับและความมั่นคงในทีม
บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา เดินหน้าแผนงานระยะยาวเพื่อรักษาแกนหลักของทีม ล่าสุดเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่กับ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงตัวเก่งให้สำเร็จเป็นรายถัดไป หลังจากเพิ่งประกาศจับ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ต่อสัญญายาวจนถึงปี 2030
รายงานจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดซื้อขายนักเตะ ระบุว่า บอร์ดบริหาร บาเยิร์น มิวนิค กำลังมุ่งมั่นรั้งตัว แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษให้อยู่กับทีมต่อไปในระยะยาว แม้ว่าสัญญาฉบับเดิมของนักเตะยังมีผลอยู่
ผลงานอันร้อนแรงของเคนในฤดูกาล 2025/26 ที่ซัดไปแล้วกว่า 45 ประตูในทุกรายการ ทำให้สโมสรเตรียมยกระดับสัญญาใหม่เพื่อตอบแทนผลงาน และแสดงให้เห็นว่าเขาคือ “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ของทีมที่ไม่อาจขาดได้
การผลักดันสัญญาของเคนเกิดขึ้นทันทีหลังจาก บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จในการต่อสัญญากับ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลังตัวแกร่งออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2030
การต่อสัญญาครั้งนั้นมาพร้อมกับ ค่าเหนื่อยระดับท็อปของสโมสร สะท้อนแนวทางของทีมที่ต้องการรักษาแกนหลักไว้ให้มั่นคง และสร้างความมั่นใจว่าทีมจะยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว
ฟาบริซิโอ โรมาโน่ รายงานเพิ่มเติมว่า การพูดคุยระหว่างตัวแทนของ แฮร์รี่ เคน และบอร์ดบริหารบาเยิร์นยังดำเนินต่อไป โดยประเด็นหลักอยู่ที่ รายละเอียดด้านการเงินและโบนัสตามผลงาน
อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่เป็นบวกคือ เคนเองพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในเมืองมิวนิค และสถานะของเขาในทีม ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการบรรลุข้อตกลงน่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อสยบข่าวลือความสนใจจากสโมสรในพรีเมียร์ลีกและลีกมหาเศรษฐี เช่น ซาอุดีโปรลีก
การเก็บ อูปาเมกาโน่ และ เคน ไว้กับทีมได้ในระยะยาว ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังคู่แข่งในยุโรปว่า บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมุ่งมั่นเป็นมหาอำนาจลูกหนังต่อไป
หากการต่อสัญญาของ แฮร์รี่ เคน เสร็จสิ้น เขาจะกลายเป็นนักเตะที่มี อิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร และพร้อมทำลายสถิติยิงประตูต่อไปภายใต้ยูนิฟอร์มสีแดงเพลิงของเสือใต้แห่งบาวาเรีย
ตลาดนักเตะปี 2026 กำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนักรายงานตรงกันว่า ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีก กำลังพิจารณาคว้าตัว ควิชา ควารัตสเคเลีย (Khvicha Kvaratskhelia) ปีกจอมเทคนิคทีมชาติจอร์เจีย ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (PSG) มาเป็นตัวแทนระยะยาวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
หลายปัจจัยทำให้ชื่อของ ควารัตสเคเลีย ขึ้นแท่นตัวเลือกอันดับหนึ่งของทีมแมวมอง ลิเวอร์พูล
อายุและช่วงพีคการค้าแข้ง: ปัจจุบัน 25 ปี กำลังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพ
สไตล์การเล่น: มีทักษะการเลี้ยงบอลชาญฉลาด, สร้างสรรค์โอกาส, และมีสัญชาตญาณการทำประตูที่เฉียบคม คล้ายกับบทบาทที่ ซาลาห์ เคยสร้างให้ทีม
ความใฝ่ฝัน: แหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่า การได้เล่นพรีเมียร์ลีกคือความฝันสูงสุดของเขา และ ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในสโมสรที่เขาชื่นชม
ลิเวอร์พูล ติดตามฟอร์มของปีกจอร์เจียรายนี้มาตั้งแต่สมัยเขาพา นาโปลี คว้าแชมป์ เซเรีย อา แต่ในช่วงนั้นการเจรจายังไม่สำเร็จ
จนกระทั่ง ควารัตสเคเลีย ย้ายไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อเดือนมกราคม 2025 แต่ทีม “หงส์แดง” ไม่เคยละสายตา และพร้อมเปิดการเจรจาอีกครั้ง หากสถานการณ์ของ ซาลาห์ ชัดเจน
ผลงานของ ควารัตสเคเลีย กับ PSG ในฤดูกาลนี้ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2026) น่าสนใจและต่อเนื่อง
ลงเล่นทุกรายการ: 30 นัด
ประตู: 9 ประตู
แอสซิสต์: 6 ครั้ง
ไฮไลท์: สร้างโอกาสทำประตูเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อเกม และมีสถิติเลี้ยงผ่านคู่แข่งสำเร็จสูงสุดลีกเอิง
แม้ ควารัตสเคเลีย จะมีสัญญากับ PSG ถึงปี 2029 แต่โปรเจกต์ใหม่ของ ลิเวอร์พูล และความกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองในอังกฤษ อาจทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นจริง
ค่าตัวคาดการณ์: 80–100 ล้านยูโร
คู่แข่ง: อาจต้องแข่งกับทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม
หาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตัดสินใจอำลา แอนฟิลด์ ในซัมเมอร์ 2026 แฟนบอล เดอะ ก๊อป เตรียมลุ้นการมาถึงของ ควิชา ควารัตสเคเลีย ปีกจอมเทคนิคชาวจอร์เจีย ที่จะเข้ามาสานต่อมรดกเบอร์ 11 ของทีม
วูล์ฟแฮมป์ตัน vs ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ)
ถิติช่วงหลังฟ้องชัดเจนว่าเจ้าบ้านทัพ “หมาป่า” เน้นเกมรับแบบเต็มรูปแบบโดยเฉพาะการเล่นในถิ่นโมลินิวซ์ กราวด์ ที่เสียประตูยากมาก ส่วนทางฝั่ง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แม้จะมีเกมรุกที่จัดจ้านแต่เมื่อต้องออกมาเยือนทีมที่ตั้งรับลึกมักจะเจอปัญหาในการเจาะตาข่าย ประกอบกับสภาพร่างกายนักเตะที่กรำศึกหนักทำให้ความเฉียบคมอาจลดลงไปบ้าง เกมนี้จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นการชิงจังหวะกันในแดนกลางและจบสกอร์กันไม่เกินเรทที่ตั้งไว้แน่นอน
แนะนำ: ต่ำ 3
ระดับความมั่นใจ: 85%
ผลบอลที่คาด: ยิงเข้าไม่ถึง 3 ลูก
สปอร์ติ้ง ลิสบอน vs ปอร์โต้ (โปรตุเกส คัพ)
สปอร์ติ้ง ลิสบอน จะดวลกับปอร์โต้ในโปรตุเกส คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ทั้งสองทีมถือเป็นคู่แข่งหัวตารางที่เน้นเกมรับอย่างเหนียวแน่น เกมโคปา เดล เรย์ มักเล่นระมัดระวังและรอสวนกลับ ทำให้มีโอกาสสกอร์รวมต่ำ โดยสถิติ 6 นัดหลังที่เจอกันในทุกรายการมี 4 เกมที่สกอร์รวมไม่เกิน 2.25 ลูก และ 5 เกมเหย้าของสปอร์ติ้งหลังสุดยิงไม่เกิน 2 ประตูถึง 4 เกม เกมนี้จึงแนะนำเลือกต่ำ
แนะนำ: ต่ำ 2.25
ระดับความมั่นใจ: 85%
ผลบอลที่คาด: ยิงเข้าไม่ถึง 2 ลูก
บาร์เซโลน่า vs แอตเลติโก มาดริด (โคปา เดล เรย์ สเปน)
แม้สกอร์นัดแรกบาร์ซ่าจะตามหลังอยู่เยอะแต่นั่นคือแรงผลักดันที่จะทำให้พวกเขาเปิดเกมรุกเต็มสูบในคัมป์นูเพื่อกู้หน้าต่อหน้าแฟนบอลด้วยฟอร์มการเล่นในบ้านที่ดุดันและผู้เล่นแนวรุกที่กำลังท็อปฟอร์มเชื่อว่าบาร์เซโลน่าจะคว้าชัยชนะในเกมนี้ได้ไม่ยากแนะนำให้ วางต่อ บาร์เซโลน่า 1 ลุ้นกินเต็มในเม็ดที่สอง
แนะนำ: ต่อ บาร์เซโลน่า 1
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 4-1
… เทพสนามนิรนาม …
เอฟเวอร์ตัน vs เบิร์นลีย์ (พรีเมียร์ลีก)
เอฟเวอร์ตันช่วงนี้ทรงบอลดูแน่นขึ้นชัด จังหวะขึ้นเกมเริ่มมีแบบแผนมากขึ้น การเชื่อมบอลจากกลางไปหน้าทำได้ไหลลื่นกว่าเดิม จุดเด่นคือสปีดเกมเวลาบุกจะเร่งจังหวะทันทีที่เห็นช่อง ทำให้คู่แข่งตั้งรับไม่ทันบ่อย และการเข้าทำหลากหลายทั้งเจาะกลางและออกข้าง เบิร์นลีย์ปัญหาหลักยังอยู่ที่เกมรับ เวลาโดนกดต่อเนื่องจะเริ่มเสียตำแหน่งกันเอง โดยเฉพาะจังหวะป้องกันพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษที่มักเปิดช่องให้ยิงง่าย ถ้าโดนทีมที่เดินเกมเร็วใส่จะยิ่งเสียทรงไว พอดูภาพรวมรูปเกมแล้วเจ้าบ้านดูคุมจังหวะได้เหนือกว่า มีโอกาสไล่บี้จนปิดเกมได้
ฟันธง : ต่อ เอฟเวอร์ตัน 0.5/1
สกอร์ที่คาด : เอฟเวอร์ตัน 2-0 เบิร์นลีย์
ความมั่นใจ : 83%
คัมบูร์ vs อัลเมเร่ ซิตี้ (ฮอลแลนด์ ดิวิชั่น 2)
คัมบูร์เป็นทีมที่เล่นเกมรุกมันส์อยู่แล้ว จุดแข็งคือการเคลื่อนบอลเร็วและหาพื้นที่ยิงเก่ง เวลาได้จังหวะจะเดินเกมบุกต่อเนื่องแบบไม่พัก ทำให้คู่แข่งต้องถอยตั้งรับลึกแทบตลอด อีกอย่างคือจังหวะจบสกอร์ช่วงหลังดูเฉียบขึ้นเยอะ อัลเมเร่จุดอ่อนคือรับมือเกมเพรสสูงไม่ค่อยได้ เวลาโดนบีบเร็วจะเสียบอลง่าย แล้วพอเสียโมเมนตัมก็โดนบุกซ้ำทันที ยิ่งต้องมาเจอทีมที่บุกต่อเนื่องแบบนี้มีสิทธิ์โดนกดแทบทั้งเกม เมื่อเทียบความดุดันเกมรุกและคุณภาพจังหวะเข้าทำ ฝั่งเจ้าถิ่นดูเหนือกว่าชัด
ฟันธง : ต่อ คัมบูร์ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : คัมบูร์ 3-1 อัลเมเร่
ความมั่นใจ : 85%
บรอมลี่ย์ vs โอลดัม แอธเลติก (ลีกทู อังกฤษ)
บรอมลี่ย์เป็นทีมที่เล่นมีวินัยและอ่านเกมขาด จุดเด่นคือการยืนตำแหน่งดี ทำให้คู่แข่งหาช่องเจาะลำบาก เวลาได้บอลจะไม่เร่งมั่ว แต่ค่อย ๆ ต่อขึ้นไปจนหาจังหวะจบสกอร์แบบเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โอลดัมเวลาต้องเจอทีมที่จัดระบบเกมรับดี มักขึ้นเกมลำบาก เพราะการต่อบอลยังไม่เนียนพอ พอโดนตัดจังหวะกลางสนามบ่อยจะเสียความมั่นใจทันที แล้วต้องหันไปใช้บอลยาวซึ่งไม่ใช่สไตล์ถนัด ภาพรวมดูแล้วเจ้าถิ่นคุมเกมได้มากกว่า และมีโอกาสเบียดคว้าชัย
ฟันธง : ต่อ บรอมลี่ย์ 0.5
สกอร์ที่คาด : บรอมลี่ย์ 1-0 โอลดัม
ความมั่นใจ : 82%
🖊 ตาข่ายทอง.
ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 นัดกลางสัปดาห์ คืนวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 03.15 น. (เช้ามืดวันพุธ) เกมที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งสองทีม เมื่อ “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมบ๊วยของตาราง เตรียมเปิดรัง โมลินิวซ์ สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่กำลังเร่งเครื่องลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์อย่างเข้มข้น
เกมนี้จึงเป็นมากกว่าการเก็บสามแต้ม เพราะเจ้าบ้านต้องดิ้นรนหนีตกชั้น ขณะที่ทีมเยือนต้องการชัยชนะเพื่อรักษาความหวังไปเล่นฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้า
วูล์ฟแฮมป์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ เริ่มเรียกความมั่นใจกลับมาได้ หลังเกมล่าสุดเปิดบ้านเอาชนะ แอสตัน วิลล่า 2-0 หยุดสถิติแพ้ต่อเนื่องลงสำเร็จ
สภาพทีมล่าสุด
ตัวเจ็บ: ฮวาง ฮี-ชาน (น่อง), อันเดร (กล้ามเนื้อ)
เช็กฟิต: ยอร์เกน สตรานด์ ลาร์เซ่น (เอ็นร้อยหวาย)
ปัญหาใหญ่ของวูล์ฟส์ยังคงเป็นเกมรับที่เสียประตูเฉลี่ยถึง 1.76 ลูกต่อเกม มากที่สุดกลุ่มท้ายตาราง หากยังแก้จุดนี้ไม่ได้ การเจอกับแนวรุกลิเวอร์พูลถือว่าเป็นงานหนักอย่างยิ่ง
ฝั่งทีมเยือนของกุนซือ อาร์เน่ สล็อต กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มแรง ชนะรวด 3 นัดติด ล่าสุดไล่ถล่ม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 5-2 เกมรุกผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง
สภาพทีมล่าสุด
ตัวเจ็บ: โฟลเรียน เวียร์ตซ (หลัง), อเล็กซานเดอร์ อิซัค, คอเนอร์ แบรดลีย์
ข่าวดี: เจเรมี ฟริมปง ฟิตกลับมาประจำการแบ็กขวา
คีย์แมน: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ประสานงานกับ อูโก้ เอกิติเก้ และ โคดี้ กัคโป
แม้จะขาดเพลย์เมกเกอร์คนสำคัญอย่างเวียร์ตซ แต่คุณภาพแนวรุกโดยรวมยังดูเหนือกว่าชัดเจน และยิงไปแล้วถึง 47 ประตูในฤดูกาลนี้
21/12/2568: ลิเวอร์พูล 2-1 วูล์ฟแฮมป์ตัน
19/05/2567: ลิเวอร์พูล 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
16/09/2566: วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-3 ลิเวอร์พูล
02/03/2566: ลิเวอร์พูล 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
04/02/2566: วูล์ฟแฮมป์ตัน 3-0 ลิเวอร์พูล
ภาพรวม 5 เกมหลัง ลิเวอร์พูลชนะถึง 4 นัด แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าค่อนข้างชัดเจน
คาดว่าเจ้าบ้านจะมาในระบบ 4-4-1-1 เน้นรับแน่นแล้วโต้กลับเร็ว ใช้เสียงเชียร์ในโมลินิวซ์เป็นแรงกระตุ้น อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนเกมรับที่เสียประตูง่ายอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่
ลิเวอร์พูลน่าจะครองบอลบุกตามสไตล์ 4-3-3 หากได้ประตูเร็ว เกมจะเปิดทันที และด้วยความเร็วของแนวรุกอย่างซาลาห์และเอกิติเก้ มีโอกาสเจาะแนวรับเจ้าถิ่นได้หลายครั้ง
แม้จะเป็นเกมเยือนที่ไม่ง่าย แต่คุณภาพทีมและโมเมนตัมของลิเวอร์พูลเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด หากไม่มีข้อผิดพลาดส่วนตัว เกมนี้มีโอกาสบุกเก็บสามแต้มได้สำเร็จ
สกอร์ที่คาด: วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-3 ลิเวอร์พูล
แนะนำเดิมพัน: ต่อ ลิเวอร์พูล -0.75
ความเคลื่อนไหวสำคัญของทัพ “ซามูไรบลู” เมื่อ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ออกมายืนยันว่า วาตารุ เอ็นโด กองกลางกัปตันทีมวัย 33 ปี ของ ลิเวอร์พูล ได้เข้ารับการผ่าตัดข้อเท้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูร่างกายอย่างใกล้ชิด
เป้าหมายสำคัญคือการเรียกความฟิตให้ทันช่วยทีมชาติญี่ปุ่นในศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคมนี้
อาการบาดเจ็บของเอ็นโดเกิดขึ้นในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 เกมที่ลิเวอร์พูลบุกเฉือนชนะ ซันเดอร์แลนด์ 1-0 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์
ในเกมดังกล่าว เอ็นโดถูกใช้งานในตำแหน่งแบ็กขวา และเกิดจังหวะลงพื้นผิดจังหวะจนข้อเท้าพลิกอย่างรุนแรง ไม่สามารถเล่นต่อได้และต้องถูกเปลี่ยนตัวออกทันที หลังเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ทีมแพทย์มีความเห็นให้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการอย่างเหมาะสมและป้องกันการเรื้อรังในระยะยาว
ฮาจิเมะ โมริยาสุ เปิดเผยกับสื่อญี่ปุ่นว่า
“เขาเข้ารับการผ่าตัดแล้ว ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนี้เราคาดว่าเขากำลังฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมสำหรับฟุตบอลโลก เราจะติดตามดูความคืบหน้าต่อ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แต่เราต้องการเขาในฟุตบอลโลก เป็นสิ่งที่เขา สโมสร และเราต่างเห็นพ้องต้องกัน”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งตัวนักเตะ สโมสร และทีมชาติ ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการเร่งฟื้นฟูร่างกายให้ทันศึกใหญ่กลางปีนี้
ในวัย 33 ปี เอ็นโดไม่เพียงเป็นกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลาง ด้วยบทบาทผู้นำ ความแข็งแกร่ง และประสบการณ์ในฟุตบอลยุโรประดับสูงกับลิเวอร์พูล
หากเขาฟิตสมบูรณ์ทันศึกฟุตบอลโลก 2026 จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสมดุลให้กับทีมของโมริยาสุอย่างมาก โดยเฉพาะในเกมที่ต้องรับมือกับทีมระดับท็อปของโลก
ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย จะเปิดฉากวันที่ 11 มิถุนายน และแข่งขันไปจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าทำผลงานให้ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
การมีเอ็นโดในสภาพร่างกายสมบูรณ์ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความหวังในการทะลุเข้าสู่รอบลึก ๆ ของทัพซามูไรบลู
วาตารุ เอ็นโด ผ่าตัดข้อเท้าเรียบร้อย
อยู่ระหว่างฟื้นฟูร่างกายที่ประเทศญี่ปุ่น
ทีมชาติญี่ปุ่นจับตาความคืบหน้าใกล้ชิด
เป้าหมายหลักคือคัมแบ็กทันฟุตบอลโลก 2026
แฟนบอลญี่ปุ่นและสาวกหงส์แดงทั่วโลกต่างเฝ้ารอข่าวดีว่า กัปตันจอมขยันรายนี้จะกลับมาฟิตเต็มร้อยได้ทันเวลา เพื่อพาทีมชาติไล่ล่าความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง
ศึก “แดร์ คลาสซิเคอร์” แห่งศึก บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2025/26 ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์น มิวนิค จบลงด้วยเกมสุดดราม่า เมื่อทีมเยือนบุกเฉือนชนะ 3-2 จากฟอร์มร้อนแรงของ แฮร์รี่ เคน ที่เหมาคนเดียวสองประตู พา “เสือใต้” เก็บสามแต้มสำคัญ พร้อมขยับหนีจ่าฝูงเป็น 11 คะแนน ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 10 นัดสุดท้ายของซีซั่น การคว้าชัยไป-กลับในเกมแห่งศักดิ์ศรีครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเหนือกว่าของยอดทีมจากแคว้นบาวาเรียอย่างชัดเจน
เปิดฉากเกมมาเป็นฝั่งบาเยิร์นที่ครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า ทว่ากลับเป็นดอร์ทมุนด์ที่ขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 26 จากจังหวะฟรีคิกทางฝั่งซ้าย ดาเนียล สเวนส์สัน เปิดโค้งเข้าเขตโทษให้ นิโก้ ชล็อตเตอร์เบ็ค โหม่งเต็มศีรษะส่งบอลเสียบตาข่ายให้เจ้าบ้านออกนำ 1-0 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวเพิ่งรอดใบแดงจากจังหวะปะทะหนักใส่ โจซิป สตานิชิช และโดนเพียงใบเหลืองเท่านั้น
ท้ายครึ่งแรกดอร์ทมุนด์ต้องปรับแผนเมื่อ เอ็มเร่ ชาน กัปตันทีมมีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ส่งผลให้ รามี่ เบนเซไบนี่ ถูกเปลี่ยนลงสนามแทน จบ 45 นาทีแรก เจ้าถิ่นนำ 1-0 แม้รูปเกมจะเป็นรองก็ตาม
กลับมาครึ่งหลัง บาเยิร์นยังเดินเกมบุกต่อเนื่อง และนาทีที่ 54 ก็ตามตีเสมอสำเร็จ โจชัว คิมมิช เปิดบอลลึกเข้าเขตโทษ แซร์ช กนาบรี้ โหม่งตั้งกลับมาให้ แฮร์รี่ เคน ยิงจ่อ ๆ ไม่พลาด สกอร์ขยับเป็น 1-1 และเป็นประตูที่ 29 ของเจ้าตัวในลีกซีซั่นนี้
หลังโดนตีเสมอ ดอร์ทมุนด์จำเป็นต้องเปิดเกมรุกมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นเปิดพื้นที่ให้บาเยิร์นเล่นงาน จังหวะสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ชล็อตเตอร์เบ็ค ไปทำฟาวล์ สตานิชิช ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที และเป็น เคน รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด พาเสือใต้แซงนำ 2-1 พร้อมทำสถิติครบ 30 ประตูในบุนเดสลีกาฤดูกาล 2025/26 ตอกย้ำสถานะดาวยิงหมายเลขหนึ่งของลีก
ช่วง 10 นาทีสุดท้ายเกมเปิดหน้าแลกอย่างดุเดือด นาทีที่ 83 ดอร์ทมุนด์ตามตีเสมอ 2-2 จากจังหวะที่ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ครอสบอลจากฝั่งขวาเข้ากลาง และเป็น ดาเนียล สเวนส์สัน สอดมาแหย่เท้าจิ้มบอลเข้าประตู จุดประกายความหวังให้แฟนบอลเจ้าถิ่น
แต่ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน บาเยิร์นเร่งเครื่องบุกทันที ไมเคิ่ล โอลีเซ่ ลากบอลถึงเส้นหลังก่อนปาดเข้ากลาง บอลถูกสกัดโดย โจ๊บ เบลลิงแฮม แต่ยังมาเข้าทาง โจชัว คิมมิช วอลเลย์สวนเต็มข้อเสียบตาข่ายอย่างเฉียบขาด กลายเป็นประตูชัย 3-2 ให้ทีมเยือนแบบสุดสะใจ
ชัยชนะนัดนี้ไม่เพียงเป็นสามแต้มธรรมดา แต่คือสัญญาณสำคัญของการลุ้นแชมป์ บุนเดสลีกา 2025/26 บาเยิร์นนำห่าง 11 คะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย โอกาสคว้าแชมป์จึงสดใสอย่างมาก ขณะที่ดอร์ทมุนด์ต้องกลับไปแก้ไขเกมรับและความผิดพลาดส่วนบุคคลที่ทำให้เสียประตูสำคัญ
ด้านแฮร์รี่ เคน ยังคงเป็นหัวใจเกมรุกของทีม ยิงครบ 30 ประตูในลีกอย่างรวดเร็ว และมีลุ้นคว้าดาวซัลโวอีกสมัย หากรักษามาตรฐานนี้ต่อไป การคว้าชัยในแดร์ คลาสซิเคอร์ทั้งเหย้าและเยือนฤดูกาลเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำว่าบาเยิร์น มิวนิค กำลังเดินหน้าเต็มกำลังสู่ตำแหน่งแชมป์ลีกเยอรมนีอีกครั้ง
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เดินหน้าลุ้นแชมป์เต็มตัว หลังบุกเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 ถึงสนามเอลแลนด์ โร้ด ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 28 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เก็บเพิ่มเป็น 59 คะแนน ไล่จี้จ่าฝูงอย่าง อาร์เซน่อล เหลือเพียง 2 แต้ม โดยแข่งเท่ากันที่ 28 นัด ขณะที่ “ยูงทอง” รั้งอันดับ 15 มี 31 คะแนน เหนือโซนตกชั้น 6 แต้ม
เปิดฉากเกมที่เอลแลนด์ โร้ด เป็นทางฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ที่ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่จังหวะจบสกอร์ยังไม่เฉียบคม ขณะที่เจ้าถิ่นอาศัยเกมสวนกลับเล่นงานแนวรับทีมเยือน และมีลุ้นจาก โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน ที่หาพื้นที่ยิงได้หลายครั้ง แม้จะยังไม่ตรงกรอบก็ตาม
นาที 39 แมนฯ ซิตี้ เริ่มเร่งเครื่องและได้ลุ้นต่อเนื่องจาก โอมาร์ มาร์มูช ที่ซัดเลียดไปติดเซฟของ คาร์ล ดาร์โลว์ ก่อนที่ นิโก้ โอไรลี่ จะได้โขกเน้น ๆ แต่ยังไม่ผ่านความเหนียวของนายด่านลีดส์
กระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 45+2 ทีมเยือนมาได้ประตูสำคัญจากจังหวะประสานงานสุดเฉียบ ไรยัน ไอต์-นูรี่ หลุดไปถึงเส้นหลังแล้วปาดเข้ากลางให้ อองตวน เซเมนโย่ พุ่งชาร์จจ่อ ๆ ส่งบอลตุงตาข่าย พาแมนฯ ซิตี้ บุกนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เข้าสู่ครึ่งหลัง ลีดส์ ยูไนเต็ด พยายามเปิดเกมรุกมากขึ้น หวังทวงประตูคืน ทว่าจังหวะสุดท้ายยังขาดความเฉียบคม ขณะที่แมนฯ ซิตี้ คุมจังหวะเกมและรอโอกาสสวนกลับ
นาที 73 ทีมเยือนเกือบได้ประตูที่สอง เมื่อ มาร์ค เกฮี ได้โขกเต็มศีรษะ บอลกำลังจะเสียบใต้คานอยู่แล้ว แต่ คาร์ล ดาร์โลว์ ยังโชว์ซูเปอร์เซฟ พุ่งปัดออกหลังได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้สกอร์ยังคง 1-0
ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 คว้าสามแต้มสำคัญในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : อันดับ 2 มี 59 คะแนน จาก 28 นัด
อาร์เซน่อล : จ่าฝูง นำหน้าเพียง 2 คะแนน (แข่ง 28 นัดเท่ากัน)
ลีดส์ ยูไนเต็ด : อันดับ 15 มี 31 คะแนน เหนือโซนตกชั้น 6 แต้ม
ชัยชนะเกมนี้ทำให้เส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 เข้มข้นขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคี่ยวระหว่าง อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือช่องว่างเพียง 2 คะแนนเท่านั้นในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่น
อาร์เซน่อล – เชลซี (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ) วันอาทิตย์ 1 มีนาคม2569
ศึกลอนดอนดาร์บีแมตช์ระหว่าง อาร์เซนอล และ เชลซี ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ เวลา 23:30 น. ถือเป็นเกมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของเจ้าบ้าน โดยอาร์เซนอลกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงหลังถล่มท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 4-1 เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้พวกเขายังคงครองจ่าฝูง ขณะที่เชลซีภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรซีเนียร์ กำลังพยายามทำแต้มเพื่อลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีก
อาร์เซนอล (จ่าฝูง)
ฟอร์มของอาร์เซน่อลตอนนี้เรียกได้ว่าร้อนแรงสุด ๆ โดยเฉพาะเกมดาร์บีที่พวกเขาชนะรวดมาตลอด ล่าสุดการที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ กลับมาซ้อมได้ทำให้แฟนบอลมีลุ้นว่าจะได้เห็นเขาลงสนามเจอทีมเก่า ส่วน วิคเตอร์ โยเคอเรส กองหน้าตัวเก่งก็อยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรงต่อเนื่อง หลังจากทำประตูได้ในหลายเกมติดต่อกัน ทำให้เกมรุกของอาร์เซน่อลน่ากลัวเป็นพิเศษ ยิ่งเล่นในบ้านยิ่งมั่นใจ เพราะสถิติการเล่นดาร์บีในบ้านนั้นแข็งแกร่งสุด ๆ แพ้เพียงนัดเดียวจาก 25 นัดหลังสุด
เชลซี (อันดับ 5)
ด้าน เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรซีเนียร์ ก็กำลังพยายามทำแต้มเพื่อรักษาพื้นที่ลุ้นแชมเปียนส์ลีก ถึงฟอร์มล่าสุดจะไม่แพ้ใครมา 6 นัดติด แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟอร์มสะดุดจากการเสมอ เบิร์นลีย์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำให้ยังไม่มั่นคงเท่าไหร่ นอกจากนี้พวกเขายังเจอปัญหานักเตะบาดเจ็บและติดโทษแบนหลายราย โดยจะไม่มี เวสลีย์ โฟฟานา ที่ติดโทษแบน รวมถึง เอสเตเวา วิลเลียน, มาร์ก กูกูเรยา และ เจมี่ กิตเทนส์ ที่บาดเจ็บทั้งหมด ทำให้เกมรับของทีมดูเปราะบางไปพอสมควร และสถิติออกไปเยือนอาร์เซน่อลช่วงหลังก็ไม่ค่อยดีนัก
คาดว่าเกมนี้ อาร์เซน่อล จะเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกตั้งแต่นาทีแรกตามสไตล์ถนัด เน้นเจาะทางปีกเพื่อสร้างโอกาส ส่วน เชลซี จะเล่นรับอย่างมีวินัยและรอโอกาสสวนกลับด้วยความเร็วของกองหน้า เกมนี้น่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยแทคติกอย่างดุเดือด แต่ด้วยความเก๋าเกมของอาร์เซน่อลและความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน ทำให้พวกเขาน่าจะเป็นฝ่ายเบียดเอาชนะไปได้ ส่วนใครที่อยากลุ้นสกอร์รวมท้ายเกม เกมนี้ยิงเกิน 2 ลูกมีโอกาสสูงทีเดียว เป็นแมตช์ที่แฟนบอลทั้งสองทีมรอลุ้นจนจบเกมแน่นอน เน้นสูง 2.5 มีลุ้น
… เทพสนามนิรนาม …
แมนฯ ยูไนเต็ด พบกับ คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ) วันอาทิตย์ที่ 01 มีนาคม 2569
ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คู่นี้เป็นการพบกันระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ คู่นี้จะเริ่มแข่งกัน วันอาทิตย์ที่ 01 มีนาคม 2569 เวลา 21.00 น. ตามเวลาของประเทศไทย
แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จากผลงาน 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ พวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 4 นัด และเสมอ 1 นัด โดยยังไม่แพ้ให้กับทีมใดเลย นัดล่าสุดก็สามารถเก็บชัยชนะได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและสภาพทีมที่กำลังลงตัวอย่างมาก เกมรุกมีความเฉียบคมและหลากหลาย ทั้งการเข้าทำจากริมเส้นและการประสานงานในพื้นที่แคบ ขณะที่แดนกลางสามารถควบคุมจังหวะเกมได้ดี ส่วนเกมรับก็มีความเหนียวแน่น เสียประตูน้อยและยืนตำแหน่งกันอย่างมีวินัย คาดว่าเกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมาในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 เพื่อเน้นการครองบอลและเดินเกมบุกกดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกม
ทางฝั่ง คริสตัล พาเลซ ผลงาน 5 นัดหลังสุดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ โดยชนะ 3 เสมอ 1 และแพ้ 1 นัด แม้จะไม่ได้ร้อนแรงเท่าเจ้าบ้าน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความอันตรายในเกมสวนกลับ จุดเด่นของทีมอยู่ที่ความเร็วในแนวรุกและการเล่นเกมริมเส้นที่สามารถสร้างปัญหาให้แนวรับคู่แข่งได้ อย่างไรก็ตาม เกมรับยังมีจังหวะผิดพลาดให้เห็นบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอทีมที่บุกกดดันหนัก คาดว่า คริสตัล พาเลซ จะเลือกใช้ระบบ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 เพื่อเน้นความรัดกุมในแดนกลางและรอโอกาสโต้กลับเร็ว
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ดูเหนือกว่าในเรื่องของความมั่นใจและความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสถิติไร้พ่ายใน 5 นัดหลังสุดที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทั้งเกมรุกและเกมรับ ขณะที่ คริสตัล พาเลซ แม้จะมีเกมสวนกลับที่อันตราย แต่หากถูกกดดันต่อเนื่องอาจต้านทานได้ลำบาก รูปเกมมีแนวโน้มที่เจ้าบ้านจะเป็นฝ่ายครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า คู่นี้จึงมีแนวโน้มที่จะจบลงด้วยสกอร์รวมที่สูงกว่า 2 ประตู ไปที่สูง 2.75 ได้เลย
“KickVision”
เอเอส โรม่า vs ยูเวนตุส (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
บิ๊กแมตช์แห่งอิตาลีที่มักจะสู้กันดุเดือดทุกครั้ง โดยเฉพาะ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า ยามเล่นในถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิโก มักจะเปิดเกมรุกแลกแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรี ขณะที่ “ม้าลาย” ยูเวนตุส แม้ช่วงหลังจะมีเกมรับที่เหนียวแน่น แต่สถิติการเจอกันในพักหลังมักจะมีสกอร์เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งเสมอ ยิ่งโรม่าต้องการแต้มเพื่อพื้นที่ยุโรป ส่วนยูเวนตุสก็หวังชัยชนะเพื่อเบียดลุ้นแชมป์ ทำให้รูปเกมจะไม่อุดแน่นอน เรตราคาเปิดมาที่ 2.5 ถือว่ากำลังพอเหมาะ เพราะทั้งคู่มีแนวรุกที่เฉียบขาดและมักจะมีจุดผิดพลาดในเกมรับให้เห็นบ่อยครั้งในฤดูกาลนี้ เชื่อว่าเกมน่าจะเปิดแลกกันสนุกและมีโอกาสจบที่สกอร์ 2-1 หรือ 2-2 ได้ไม่ยาก
เลือกเล่น : สูง 2.5
เรอัล เบติส vs เซบีย่า (ลาลีกา สเปน)
ศึกดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองเซบีย่าที่ความเดือดพุ่งทะลุปรอทเสมอ แต่ชั่วโมงนี้ต้องยอมรับว่า “เรอัล เบติส” ดูมีความลงตัวและขุมกำลังที่สดกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเล่นในบ้านที่แข็งแกร่งและมีระบบทีมที่เหนียวแน่นภายใต้การทำทีมที่เน้นผลลัพธ์ ต่างจาก “เซบีย่า” ที่ซีซั่นนี้ฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะเกมนอกบ้านที่มักจะเสียสมาธิและโดนเจาะตาข่ายได้ง่ายในช่วงท้ายเกม เรตราคาต่อ 0.75 อาจจะดูสูงสำหรับบอลดาร์บี้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพร้อมของเจ้าถิ่นที่ต้องการขยับอันดับ การเบียดคว้าชัยชนะในถิ่นตัวเองเป็นสิ่งที่ทำได้แน่ และมีโอกาสลุ้นเม็ดที่สองเพื่อกินเต็มสูงมาก
เลือกเล่น : ต่อ เรอัล เบติส 0.75
โอลิมปิก มาร์กเซย vs โอลิมปิก ลียง (ลีกเอิง ฝรั่งเศส)
ศึก “ช็อค โอลิมปิก” ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกที่ดุดันและสกอร์ที่ไหลลื่น โดยเฉพาะมาร์กเซยยามเล่นใน สต๊าด เวโลโดรม มักจะเดินหน้าบุกกดดันคู่แข่งตั้งแต่นาทีแรกอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ลียงเองก็เป็นทีมที่มีสไตล์ไม่ยอมใครและมีกองหน้าที่จบสกอร์ได้เฉียบขาดพร้อมสวนกลับเสมอ สถิติย้อนหลังบ่งบอกชัดเจนว่าคู่นี้เจอกันมักจะจบด้วยการมีสกอร์รวมถล่มทลายแทบทุกครั้ง เรตราคา 2.75 ดูเหมือนจะสูงแต่เมื่อพิจารณาจากสไตล์ของทั้งสองทีมที่เน้นเกมบุกเป็นหัวใจหลักและมักจะเสียประตูง่ายยามโหมบุกหนัก จึงเชื่อมั่นว่ากำแพง 3 ลูกในนัดนี้จะถูกพังลงได้ไม่ยากเย็นนัก
เลือกเล่น : สูง 2.75
— กุนซือไร้เงา —
ฟูแล่ม vs สเปอร์ส (พรีเมียร์ลีก)
ฟูแล่ม ช่วงนี้เล่นดูมั่นใจขึ้นเยอะ เกมรุกต่อบอลลื่นและกล้าเดินเกมบุกมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาเล่นในบ้านจะเร่งจังหวะตั้งแต่ต้น กดดันคู่แข่งต่อเนื่องจนได้โอกาสยิงเรื่อย ๆ จุดเด่นคือการเข้าทำหลากหลายทั้งบอลสั้นและโยนยาว ทำให้รูปเกมมักเป็นฝ่ายคุมจังหวะ สเปอร์สยังมีจังหวะแผ่วให้เห็น โดยเฉพาะเกมรับเวลาโดนบุกต่อเนื่องจะเริ่มเสียตำแหน่งง่าย แล้วยิ่งเจอทีมที่เพรสสูงแบบเจ้าบ้านมีสิทธิ์โดนกดจังหวะยาว ภาพรวมทรงบอลเจ้าถิ่นดูแน่นกว่า มีลุ้นเบียดชนะตามเรต
ฟันธง : ต่อ ฟูแล่ม 0.5
สกอร์ที่คาด : ฟูแล่ม 2-1 สเปอร์ส
ความมั่นใจ : 81%
ฮัมบูร์ก vs RB ไลป์ซิก (บุนเดสลีกา)
ฮัมบูร์กเป็นทีมที่เล่นเกมเปิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจอใครก็กล้าแลก โดยเฉพาะในบ้านจะเร่งสปีดเกมแล้วดันไลน์สูง ทำให้แมตช์ส่วนใหญ่มีจังหวะยิงต่อเนื่อง แต่ข้อเสียคือแนวรับมีช่องให้โดนสวนตลอด ไลป์ซิกสไตล์เกมรุกจัดเหมือนกัน เดินเกมเร็วและสวนกลับโคตรอันตราย เวลาเจอทีมที่เปิดพื้นที่หลังไลน์รับแบบนี้มักสร้างโอกาสยิงได้เยอะ รูปเกมมีแนวโน้มแลกกันมันส์ตั้งแต่ต้น โอกาสสกอร์ไหลสูง
ฟันธง : สูง 2.5/3
สกอร์ที่คาด : ฮัมบูร์ก 2-2 ไลป์ซิก
ความมั่นใจ : 83%
ยัง บอยส์ vs เอฟซี ซูริค (สวิต ซูเปอร์ ลีก)
ยัง บอยส์ทรงบอลดูเหนือกว่าชัด เกมรุกต่อบอลแม่นและขึ้นเกมไว เวลาเล่นในบ้านจะเดินเครื่องบุกต่อเนื่องจนคู่แข่งแทบตั้งรับไม่ทัน จุดแข็งคือจังหวะเข้าทำพื้นที่สุดท้ายที่เฉียบและกดดันได้ยาว ซูริคเวลาเจอทีมสปีดเกมเร็วจะมีปัญหา โดยเฉพาะเกมรับที่ยืนตำแหน่งไม่ค่อยนิ่ง พอโดนบุกเป็นชุดจะเริ่มเสียรูปแล้วเปิดช่องให้เจาะง่าย ยิ่งมาเจอทีมที่บุกต่อเนื่องแบบนี้มีสิทธิ์โดนคุมเกมทั้งแมตช์
ฟันธง : ต่อ ยัง บอยส์ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : ยัง บอยส์ 2-0 ซูริค
ความมั่นใจ : 82%
🖊 ตาข่ายทอง.
ก่อนหน้า 1 … 35 36 37 38 39 … 84 ถัดไป »