ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลับมาปลดล็อกชัยชนะในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ หลังบุกเฉือนเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0 ถึงถิ่นเซลเฮิร์สต์ พาร์ค ในเกมบ็อกซิ่งเดย์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้ประตูชัยจาก อาร์ชี่ เกรย์ แม้ว่า ริชาร์ลิซอน จะส่งบอลเข้าประตูถึงสองครั้ง แต่ถูก VAR ริบคืนทั้งหมด
ชัยชนะนัดนี้ช่วยให้ “ไก่เดือยทอง” เก็บเพิ่มเป็น 25 คะแนน ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 11 ของตารางพรีเมียร์ลีก พร้อมสร้างความมั่นคงให้อนาคตของกุนซือ โธมัส แฟร้งค์ ขณะที่ “ดิ อีเกิ้ลส์” คริสตัล พาเลซ แพ้ในลีกเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกัน
เกมเริ่มมาได้ 17 นาที สเปอร์สเกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ ลูคัส เบิร์กวัลล์ จ่ายให้ เปโดร ปอร์โร่ เปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนที่ ริชาร์ลิซอน จะซัดบอลตุงตาข่าย แต่ VAR ตรวจสอบและชี้เป็นจังหวะล้ำหน้า ทำให้ทีมเยือนชวดประตูออกนำไปอย่างน่าเสียดาย
นาที 35 คริสตัล พาเลซ ได้โอกาสลุ้นจากจังหวะผิดพลาดในแดนหลังของสเปอร์ส บอลเข้าทาง อดัม วอร์ตัน ซัดเรียด แต่ยังไม่ผ่านมือ กูเยลโม่ วิคาริโอ นายด่านทีมเยือน
ก่อนหมดครึ่งแรก นาที 42 สเปอร์สมาได้ประตูสำคัญจากลูกเตะมุม ร็องดาล โกโล่ มูอานี่ โหม่งย้อนเข้ากลางประตูให้ ริชาร์ลิซอน โขกต่อ ก่อนที่ อาร์ชี่ เกรย์ จะซ้ำด้วยลูกโหม่งเข้าไปไม่พลาด ส่งให้สเปอร์สบุกนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง สเปอร์สยังคุมเกมได้ดี นาที 75 ริชาร์ลิซอน ส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายอีกครั้งจากระยะเผาขน แต่ VAR ยังคงทำงานและจับเป็นจังหวะล้ำหน้า ทำให้หัวหอกบราซิลยังไร้สกอร์ในเกมนี้ แม้จะมีบทบาทสำคัญตลอดทั้งเกม
ช่วงท้ายเกม นาที 88 ริชาร์ลิซอนจ่ายให้ วิลสัน โอโดแบร์ก ได้ยิงเต็มข้อ บอลพุ่งชนโคนเสาซ้ายอย่างน่าเสียดาย ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะของสเปอร์ส 1-0
คริสตัล พาเลซ 0-1 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
ผู้ทำประตู : อาร์ชี่ เกรย์ (น.42)
สนาม : เซลเฮิร์สต์ พาร์ค
ชัยชนะนัดนี้ถือเป็นการเรียกความมั่นใจของสเปอร์ส หลังไม่ชนะในลีกมา 2 เกมก่อนหน้า ขณะที่คริสตัล พาเลซ ยังคงต้องเร่งแก้ฟอร์ม หลังแพ้ในพรีเมียร์ลีกเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกัน
ไรยัน แชร์กี แนวรุกดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทั้งยิงทั้งจ่าย พา “เรือใบสีฟ้า” บุกเอาชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 2-1 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา เก็บสามแต้มสำคัญได้ถึงถิ่นซิตี้ กราวด์
เกมนี้ แข้งวัย 22 ปี ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง และไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง ด้วยผลงานที่โดดเด่นทั้งในเกมรุก การสร้างสรรค์โอกาส และความอันตรายในพื้นที่สุดท้าย จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเกม
ลงสนาม : 89 นาที
สัมผัสบอล : 67 ครั้ง
สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง : 7 ครั้ง
ผ่านบอลสำเร็จ : 87% (41/47 ครั้ง)
ยิงประตูรวม : 4 ครั้ง
ยิงตรงกรอบ : 2 ครั้ง
ทำประตู : 1 ลูก
สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม : 3 ครั้ง
แอสซิสต์ : 1 ครั้ง
เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง : 2 ครั้ง
ชนะการดวลรวม : 5 ครั้ง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ แชร์กี ต่อเกมรุกของแมนฯ ซิตี้ ได้อย่างชัดเจน ทั้งการจบสกอร์เองและการปั้นเกมให้เพื่อนร่วมทีม
ผลงานในเกมนี้ทำให้ฟอร์มช่วงหลังของ ไรยัน แชร์กี ยิ่งน่าจับตามองมากขึ้น โดยใน 6 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ เจ้าตัวมีส่วนร่วมกับการทำประตูไปแล้วถึง 6 ลูก (ยิง 2 ประตู, แอสซิสต์ 4 ครั้ง)
ด้วยสไตล์การเล่นที่คล่องตัว กล้าเลี้ยง กล้าเล่น และมีความคิดสร้างสรรค์สูง ทำให้ แชร์กี กำลังกลายเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกของทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้
จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมที่โชว์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะบอกว่า ไรยัน แชร์กี คือหนึ่งในแข้งที่กำลังเล่นได้ดีที่สุดของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเวลานี้ และหากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ต่อไป มีโอกาสสูงที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมในระยะยาว
แฟนบอลเรือใบสีฟ้าคงต้องจับตาดูให้ดี เพราะดาวรุ่งรายนี้กำลัง “เล่นดีจนต้องแชร์” สมชื่อจริงๆ
อาร์เซน่อล กลับขึ้นไปนั่งตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกครั้ง หลังเปิดสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เฉือนเอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบหวุดหวิด 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก คืนวันที่ 27 ธันวาคม เก็บเพิ่มเป็น 42 คะแนน นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับสองอยู่ 2 แต้มเท่าเดิม พร้อมยืดสถิติไม่แพ้ใครในบ้านต่อไป
ขณะที่ฝั่ง “เดอะ ซีกัล” ยังฟอร์มฝืด ไม่ชนะในลีกเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน รั้งอันดับ 12 ของตาราง มี 24 คะแนน
ก่อนเกมนี้ อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า หล่นไปอยู่อันดับ 2 หลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ลงแข่งก่อนหน้าเก็บชัยชนะไปได้ ทำให้เกมนี้ “ปืนใหญ่” ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคว้า 3 คะแนน เพื่อทวงบัลลังก์จ่าฝูงคืนมาให้ได้
เริ่มเกมมา อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายเดินหน้าบุกกดดันตั้งแต่ต้น และเกือบได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 4 จากจังหวะยิงของ บูคาโย่ ซาก้า แต่ยังติดเซฟของ บาร์ต แฟร์บรุคเค่น
กระทั่งนาทีที่ 14 เจ้าบ้านมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดพลาดในเกมรับของไบรท์ตัน เดแคลน ไรซ์ โขกต่อให้ ซาก้า ก่อนจะไหลเข้ากลางให้ มาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีม ซัดนอกกรอบเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาแรก เป็นประตูแรกของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้
ช่วงท้ายครึ่งแรก อาร์เซน่อล ยังมีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มจาก เดแคลน ไรซ์ และ เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่ยังไม่ผ่านมือ แฟร์บรุคเค่น จบ 45 นาทีแรก เจ้าบ้านนำอยู่ 1-0
กลับมาเล่นครึ่งหลัง นาทีที่ 52 อาร์เซน่อล หนีห่างเป็น 2-0 จากลูกเตะมุมของ เดแคลน ไรซ์ ที่เปิดมาเสาแรก ก่อนที่ จอร์จินโย่ รุตแตร์ จะโขกผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง
นาที 61 เจ้าถิ่นเกือบได้ประตูที่สาม เมื่อ โอเดอการ์ด ชิพบอลให้ วิคตอร์ โยเคเรส หลุดเข้าไปยิง แต่ยังติดเซฟนายด่านทีมเยือน
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 64 ไบรท์ตัน มาได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ ยาซิน อายารี ยิงชนเสา ก่อน ดีเอโก้ โกเมซ จะตามซ้ำเข้าไปอย่างสวยงาม
ช่วงท้ายเกม ทีมเยือนเกือบตีเสมอได้จากลูกยิงของ ยานคูบ้า มินเตห์ แต่ ดาบิด ราย่า ยังโชว์ซูเปอร์เซฟช่วยทีมไว้ได้ ขณะที่นาที 85 กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ตัวสำรองของอาร์เซน่อล พลาดโอกาสทองยิงข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย
จบเกม อาร์เซน่อล เปิดบ้านเอาชนะ ไบรท์ตัน 2-1 เก็บสามแต้มสำคัญกลับขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก มี 42 คะแนน ทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับสอง 2 แต้มเหมือนเดิม
ส่วน ไบรท์ตัน ฟอร์มยังไม่กระเตื้อง ไม่ชนะในลีกเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน รั้งอันดับ 12 ของตาราง มี 24 คะแนน
ลิเวอร์พูล เก็บสามแต้มสำคัญในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังเปิดสนามแอนฟิลด์เฉือนเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไปด้วยสกอร์ 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม โดยไฮไลต์สำคัญของเกมอยู่ที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนี ที่สามารถยิงประตูแรกของตัวเองในสีเสื้อ “หงส์แดง” ได้สำเร็จ ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นของแฟนบอลเต็มความจุสนาม
เกมนี้ ลิเวอร์พูลออกสตาร์ตได้อย่างดุดัน และเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งแรก ก่อนที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จะจัดการยิงประตูที่สองของทีม ส่งให้เจ้าบ้านขึ้นนำ 2-0 ภายใน 45 นาทีแรก นับเป็นประตูแรกของเจ้าตัวนับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ และถือเป็นการปลดล็อกความกดดันได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม วูล์ฟแฮมป์ตัน ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และสามารถทำประตูตีไข่แตกได้ตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง ส่งผลให้เกมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะอาศัยความเหนียวแน่นในช่วงท้ายเกม รักษาสกอร์เอาไว้ได้ และคว้าชัยชนะไปในที่สุด
หลังจบเกม ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกหลังยิงประตูแรกให้ลิเวอร์พูลว่า
“มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะการได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลที่อัดแน่นเต็มสนาม ผมมีความสุขจริงๆ ผมมั่นใจมาเสมอว่าสักวันหนึ่งผมจะยิงประตูได้ ผมอยากให้มันเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ แต่ฟุตบอลก็เป็นแบบนี้ และผมต้องยอมรับมัน”
มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนียังกล่าวถึงภาพรวมของเกมว่า
“เราทำได้ดีมากในครึ่งแรก ทุกคนทำงานหนัก แต่ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายมันยากขึ้นมาก ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไม เราต้องพยายามแก้ไขจุดนี้ให้ได้”
เวียร์ตซ์ ยังยอมรับว่าฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้ออกสตาร์ตได้ตามเป้าหมาย แต่เชื่อมั่นว่าทีมกำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“มันเป็นชัยชนะที่เราต้องการ แม้การเริ่มต้นฤดูกาลจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราดีขึ้นเรื่อยๆ และสามารถเก็บแต้มสำคัญได้”
ชัยชนะนัดนี้ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ยังคงรักษาโมเมนตัมในการลุ้นพื้นที่หัวตารางพรีเมียร์ลีกต่อไป ขณะที่ประตูแรกของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของผลงานที่ร้อนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
เอซี มิลาน – เวโรน่า (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี) วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568
ศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง เอซี มิลาน เปิดซาน ซีโร่ รับมือ เวโรน่า ทีมหนีตกชั้น หวังยืดสถิติชนะรวด 9 นัด พร้อมลุ้นเก็บสามแต้มปิดปี ขยับกดดันกลุ่มลุ้นแชมป์บนตารางคะแนน พร้อมลงสนามเวลา 18:30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
เจ้าบ้านกำลังอยู่ในฟอร์มแรงหลังไม่แพ้ใครในลีก 15 นัดติด แม้จะแพ้ในเกมอิตาลี ซูเปอร์ โคปา รอบรองชนะเลิศมาก็ตาม นัดล่าสุดเปิดบ้านเสมอ ซัสเซาโล่ 2-2 ทำให้สถิติไม่แพ้ใครในบ้าน 7 นัดหลังสุด และชนะ 5 จาก 8 เกม ข่าวดีสำหรับเจ้าบ้านคือ ราฟาเอล เลเอา อาจกลับมาช่วยทีมได้ แต่จะไม่มี ซามูเอล ชุควูเอเซ่ และ อิสมาแอล เบนนาเซอร์ ที่ติดภารกิจรับใช้ชาติในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์
ฝั่งเวโรน่า กำลังฟื้นฟอร์มเก็บชัยชนะมา 2 นัดติด ไล่ตั้งแต่บุกชนะ ฟิออเรนติน่า 2-1 แล้วก็ตามด้วยชนะ อตาลันต้า 3-1 แต่ถ้ามองภาพรวม เวโรน่ายังเจอปัญหาเวลาเจอทีมใหญ่ โดยแพ้ 4 เสมอ 1 จาก 5 นัดที่เจอทีมท็อป 8 นอกจากนี้เกมเยือนก็ยังไม่ค่อยน่าไว้วางใจเพราะเสียประตูเฉลี่ย 1.63 ประตูต่อเกม และจะไม่มี ซาเน็ตติ ที่ติดโทษแบน
เจ้าบ้านถือว่าดูดีกว่าชัดเจน ม่แพ้ใครในลีก 15 นัดติดแล้ว คาดว่า เจ้าบ้านอย่าง เอซี มิลาน น่าจะเน้นเต็มที่เพื่อเก็บสามแต้มสำคัญ ส่วน ทีมเยือยอย่าง เวโรน่าก็จะพยายามเร่งเครื่องหนีตกชั้น แต่สุดท้ายแล้ว เจ้าบ้านน่าจะเป็นฝ่ายเบียดชนะได้มากกว่า เพราะภาพรวมต่างๆยังชี้ให้เจ้าบ้านดูดีกว่า ไปต่อเจ้าบ้าน 1 ไม่พลาดชัยส่งท้ายปี !!
… เทพสนามนิรนาม …
ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี คืนวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 โบโลญญ่า เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ซาสซูโอโล่ เวลา 00:00 เกมนี้ถือว่าน่าสนใจพอสมควร เพราะทั้งสองทีมฟอร์มช่วงหลังใกล้เคียงกัน แต่ภาพรวมเจ้าบ้านยังดูมีจุดได้เปรียบมากกว่า
ฝั่ง โบโลญญ่า ผลงานระยะหลังอาจไม่หวือหวา แต่รูปเกมถือว่าแข็งพอตัว เจอทีมใหญ่ก็ไม่หลุดง่าย เกมรับยังมีวินัย เสียประตูไม่เยอะ และเล่นแบบรัดกุมพอสมควร จุดเด่นคือเกมในบ้านที่มักเล่นได้เหนียวแน่น ครองบอลดี และไม่เปิดพื้นที่ให้คู่แข่งเล่นง่าย แม้จังหวะจบสกอร์จะไม่ได้ดุดันมาก แต่ความนิ่งของทีมยังไว้ใจได้
ด้าน ซาสซูโอโล่ ฟอร์มช่วงหลังขึ้น ๆ ลง ๆ เกมรุกมีวันที่ยิงได้เยอะ แต่ก็มีหลายเกมที่จังหวะเข้าทำขาดความแน่นอน แนวรับยังมีปัญหาเวลาโดนเพรสหนัก โดยเฉพาะเกมเยือนที่มักเสียรูปเกมง่าย เมื่อเจอทีมที่คุมจังหวะได้ดี มักต้องถอยลงไปตั้งรับลึกและเล่นยากตลอดทั้งเกม
หากมองภาพรวม โบโลญญ่ายังดูเหนือกว่าในเรื่องความแข็งแกร่งและความแน่นอน แม้ผลงานล่าสุดจะไม่ได้โดดเด่นมาก แต่ยังรักษามาตรฐานทีมได้ดีกว่า ซาสซูโอโล่ยังมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอและความแน่นอนของผลงาน เมื่อเทียบกันแล้วฝั่งโบโลญญ่ามีโอกาสชนะมากกว่าในเกมนี้
ฟันธง ต่อ โบโลญญ่า 0.5/1 เจ้าบ้านภาพรวมดีกว่า มีลุ้นเบียดชนะในเกมนี้
🖊 ตาข่ายทอง.
เอซี มิลาน vs เวโรน่า ( กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี )
มิลานในถิ่นซาน ซิโร่ นาทีนี้ยังไงก็ประมาทไม่ได้ เกมรุกดุดันและสร้างโอกาสจบสกอร์ได้เยอะมาก ยิ่งเจอกับเวโรน่าที่หลังบ้านรั่วแถมชอบสมาธิหลุดช่วงท้ายเกม บอกเลยว่ามีโอกาสโดนส่องยับ สถิติที่ผ่านมามิลานกินนิ่มมาตลอดและส่วนใหญ่สกอร์มักจะไหล ยิ่งเวโรน่าต้องดิ้นรนหนีตายคงไม่มาเน้นรับอย่างเดียวแน่ๆ ต้องมีสวนกลับบ้าง ซึ่งเข้าทางเจ้าบ้านที่ถนัดเกมโต้กลับเร็ว เชื่อว่าระดับแนวรุกของมิลานน่าจะกดคนเดียวสองเม็ดได้ไม่ยาก ส่วนทีมเยือนก็น่าจะมีฮึดสู้จนแอบมีเซอร์ไพรส์ช่วยเติมสกอร์ให้ ฟันธงเลยว่าคู่นี้ซัดกันนัวพังตาข่ายกระจายทะลุเรทสูงแน่นอน
แนะนำ: สูง 2.5
ระดับความมั่นใจ: 95 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
คาซ่า เพีย vs วิตอเรีย กิมาไรส์ ( โปรตุเกส ซุปเปอร์ลีก )
คาซ่า เพีย ฟอร์มในบ้านช่วงหลังไม่ได้แย่ แต่ปัญหาชัดๆ คือเกมรับเสียประตูแทบทุกนัด เวลาเจอทีมที่กล้าเพรสซิ่งมักออกอาการให้เห็น วิตอเรีย กิมาไรส์ ภาพรวมดูเหนือกว่า ทั้งคุณภาพนักเตะและความสม่ำเสมอ เกมเยือนอาจไม่ถึงกับโหด แต่แนวรุกยังพอหวังผลได้เสมอ รูปเกมคู่นี้ไม่น่าจะอุดใส่กัน ถ้าเกมเปิดตั้งแต่ครึ่งแรก โอกาสได้เห็นสกอร์ไหลมีสูง เพราะทั้งสองฝั่งมีจุดพลาดในแนวรับเหมือนกัน มองภาพรวมแล้วจังหวะเกมมีโอกาสยิงกันไปมา ครบสามลูกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เลือกเชียร์ สูง 2 ดูมีภาษีกว่า
แนะนำ: สูง 2
ระดับความมั่นใจ: 95 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
อาเหม็ดสปอร์ vs อิกเดียร์ ( ตุรกี ดิวิชั่น 2 )
อาเหม็ดสปอร์ฟอร์มในบ้านปีนี้ไว้ใจได้เลย รั้งรองจ่าฝูงและโกยแต้มเป็นว่าเล่น แนวรุกดุดันยิงกระจายเกือบทุกนัด ส่วนอิกเดียร์แม้จะอยู่โซนบนของตารางแต่ฟอร์มนอกบ้านยังแกว่ง เสียประตูง่ายและมักจะคุมสมาธิไม่อยู่ช่วงท้ายเกม สถิติการเจอกันอาจจะสูสีแต่ชั่วโมงนี้ความมั่นใจของอาเหม็ดสปอร์ดูเหนือกว่าชัดเจน แผงหลังทีมเยือนน่าจะต้านทานการบุกต่อเนื่องของเจ้าบ้านลำบาก ฟันธงเลยว่าเจ้าถิ่นจะอาศัยความเก๋าเบียดเอาชนะไปได้แน่นอน วางอาเหม็ดสปอร์รอรับทรัพย์ได้เลย
แนะนำ: ต่อ อาเหม็ดสปอร์ 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: อาเหม็ดสปอร์ ชนะ อิกเดียร์ 2-0 , 2-1
“KickVision”
อตาลันต้า vs อินเตอร์ มิลาน ( กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี )
คู่นี้เจอกันทีไรใส่กันยับตลอด อตาลันต้าในบ้านเกมรุกจัดจ้านอยู่แล้วเน้นเปิดหน้าแลกตามสไตล์ ส่วนอินเตอร์มาตรฐานแชมป์เก่าเกมรุกดุพึ่งพาได้ทุกตำแหน่ง ทั้งสองทีมมีทีเด็ดที่ลูกสวนกลับเร็วและจังหวะเข้าทำที่เฉียบคม สถิติหลังๆ ที่เจอกันมักจะมีสกอร์ไหลและส่วนใหญ่จบที่ผลชนะแบบยิงกันกระจาย เชื่อว่านัดนี้ไม่มีใครยอมใครน่าจะเปิดเกมบุกเข้าใส่กันตั้งแต่ต้นเกมเพื่อชิงความได้เปรียบ มองดูแล้วโอกาสที่จะเห็นลูกที่สามและสี่มีสูงมากตามทรงบอลที่เน้นเอนเตอร์เทนคนดู ฟันธงเลยว่าคู่นี้กินสูงได้ไม่ยากเย็นเตรียมรอกินเต็มได้เลย
แนะนำ: สูง 2.75
ระดับความมั่นใจ: 95 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
บราก้า vs เบนฟิก้า ( โปรตุเกส ซุปเปอร์ลีก )
บราก้าเกมเหย้าไว้ใจได้พอสมควร เวลาเจอทีมใหญ่ไม่ค่อยตั้งรับอย่างเดียว กล้าเปิดหน้าแลกตลอด เบนฟิก้าชั่วโมงนี้เกมรุกถือว่าคม ตัวรุกมีสปีดและความเฉียบ ยิงได้แทบทุกนัด แม้เล่นนอกบ้าน สไตล์ของคู่นี้มักเป็นบอลเพรสซิ่งสูง พอเสียบอลก็สวนกันเร็ว ทำให้เกมเปิดตั้งแต่ต้น แนวรับบราก้ายังมีจังหวะหลุดให้เห็นบ่อย ส่วนเบนฟิก้าเองก็ไม่ได้แน่นถึงขั้นคลีนชีตง่ายๆ ถ้าได้ประตูแรกเร็ว เกมจะยิ่งไหล เพราะอีกฝั่งต้องเร่งตาม มองแล้วรูปเกมไม่น่าอึดอัด มีโอกาสยิงกันไปมาสุดท้ายยังเชื่อว่าประตูมาแน่ อยู่ฝั่ง “สูง 2.25” ลุ้นสบายกว่า
แนะนำ: สูง 2.25
ระดับความมั่นใจ: 95 %
ผลบอลที่คาด: ยิง 2 ลูกขึ้น
อคาเดมีโค วิสุ vs เบนฟิก้า B ( โปรตุเกส ดิวิชั่น2 )
อคาเดมีโค วิสุ ปีนี้มาดีจัด รั้งอันดับ 3 ของตาราง แถมฟอร์มในบ้านดุดันสุดๆ ชนะมาหลายนัดติดและรักษาคลีนชีทได้บ่อยครั้ง ส่วนฝั่งเบนฟิก้า B จะเป็นทีมพลังหนุ่มที่ยิงประตูได้เยอะ แต่เกมรับยังมีช่องโหว่ให้เห็นตลอด โดยเฉพาะเวลาออกไปเล่นนอกบ้านที่มักจะเสียแต้มง่ายๆ ดูแล้วเจ้าบ้านมีแรงจูงใจสูงกว่าเพื่อเป้าหมายในการเลื่อนชั้นและสถิติเจอกันในบ้านวิสุก็ข่มอยู่พอสมควร เชื่อว่าเกมนี้เจ้าถิ่นจะใช้ความเก๋าและเสียงเชียร์เบียดเอาชนะไปได้ในที่สุด ฟันธงวางอคาเดมีโค วิสุ มีเฮแน่นอน
แนะนำ: ต่อ อคาเดมีโค วิสุ 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90 %
ผลบอลที่คาด: อคาเดมีโค วิสุ ชนะ เบนฟิก้า B 2-0
— กุนซือไร้เงา —
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ค็อบบี้ เมนู กองกลางดาวรุ่งวัย 20 ปี ยังคงเป็นนักเตะคนสำคัญในแผนงานระยะยาวของสโมสร แม้ในฤดูกาลนี้จะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอก็ตาม
ฤดูกาล 2024/25 ค็อบบี้ เมนู ตกเป็นตัวสำรองของทีมปีศาจแดงเป็นส่วนใหญ่ โดยได้ลงสนามเป็นตัวจริงเพียงนัดเดียวในศึก คาราบาว คัพ และลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 11 นัด ในฐานะตัวสำรองเท่านั้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีกระแสข่าวว่า ดาวรุ่งรายนี้เริ่มพิจารณาอนาคตของตัวเอง และอาจย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา รวมถึงมีความเป็นไปได้อีกครั้งในตลาดนักเตะเดือนมกราคม โดยมี นาโปลี ยอดทีมจากอิตาลีให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่มีท่าทีต้องการปล่อยตัวนักเตะออกจากทีมแต่อย่างใด
รูเบน อโมริม กล่าวถึงลูกทีมรายนี้ว่า เป็นนักเตะที่มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับใช้ได้หลากหลายบทบาทในแดนกลาง
“ค็อบบี้ เมนู จะได้รับโอกาสของเขา เขาเล่นได้หลายตำแหน่ง เขาสามารถเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับได้ เล่นในระบบกองกลางสามคน หรือแม้แต่บทบาทเดียวกับที่ เมสัน เมาท์ ทำในเกมล่าสุด”
กุนซือชาวโปรตุเกสยังย้ำว่า เมนูไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลือกชั่วคราว แต่เป็นนักเตะที่สโมสรให้ความสำคัญในอนาคต
อโมริม ปิดท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษรายนี้จะมีบทบาทสำคัญกับทีมในระยะยาว หากอดทนและรอเวลาที่เหมาะสม
“สำหรับผม เขาคืออนาคตของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาแค่ต้องรอโอกาสของเขา และในโลกฟุตบอล ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 2 วัน”
แม้ ค็อบบี้ เมนู จะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนักในฤดูกาลนี้ แต่คำยืนยันจาก รูเบน อโมริม สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมองเขาเป็นทรัพยากรสำคัญของทีมในอนาคต และพร้อมมอบโอกาสเมื่อจังหวะเหมาะสมมาถึง
ทีมชาติอียิปต์ โชว์หัวใจนักสู้ แม้จะเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่ท้ายครึ่งแรก แต่ยังต้านทานเกมบุกของ แอฟริกาใต้ ได้ตลอด 45 นาทีหลัง ก่อนเบียดคว้าชัยหวุดหวิด 1-0 จากจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เก็บชัยชนะสองนัดรวด มี 6 คะแนนเต็ม การันตีผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2025 ได้สำเร็จ
การแข่งขันฟุตบอล แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2025 (AFCON 2025) ที่ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นเกมนัดที่สองของกลุ่ม บี ระหว่าง อียิปต์ พบ แอฟริกาใต้ โดยทั้งสองทีมต่างเก็บชัยชนะมาได้ในเกมแรก ทำให้เกมนี้มีความหมายทั้งต่อการลุ้นแชมป์กลุ่ม และการการันตีตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์
ครึ่งแรกของเกม ทั้งสองทีมยังหาจังหวะจบสกอร์แบบจะแจ้งไม่ได้มากนัก จนกระทั่งนาทีที่ 41 VAR เข้ามามีบทบาท หลัง คูลิโซ่ มูเดา แบ็กขวาแอฟริกาใต้ใช้มือฟาดใส่ใบหน้าของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในกรอบเขตโทษ
ผู้ตัดสินเช็กภาพช้าและตัดสินให้เป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ ซาลาห์ จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด ในนาทีที่ 45 ส่งให้อียิปต์ออกนำ แอฟริกาใต้ 1-0
อย่างไรก็ตาม ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+2 โมฮาเหม็ด ฮานี่ แบ็กขวาอียิปต์ไปย่ำใส่คู่แข่ง ทำให้โดนใบเหลืองที่สอง กลายเป็นใบแดง ถูกไล่ออกจากสนามทันที ส่งผลให้ทัพ “มัมมี่” ต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนตลอดครึ่งหลัง
ครึ่งหลัง แอฟริกาใต้ หรือ “บาฟาน่า บาฟาน่า” เปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างหนัก นาที 61 เกือบได้จุดโทษ หลัง มูเดา หลุดเดี่ยวก่อนล้มลงในเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินเป่าล้ำหน้าไปก่อน
นาที 79 ออเบรย์ โมดิบา ตัวสำรองแอฟริกาใต้ ได้โอกาสซัดเน้น ๆ แต่ยังติดเซฟของ โมฮาเหม็ด เอล เชนาวี่ นายทวารอียิปต์ ที่โชว์ฟอร์มเหนียวช่วยทีมเอาไว้ได้
ช่วงท้ายเกมเกิดจังหวะดราม่า เมื่อแอฟริกาใต้เรียกร้องจุดโทษ หลัง ยาสเซอร์ อิบราฮิม สกัดบอลแล้วบอลไปโดนแขน VAR เช็กสถานการณ์ และผู้ตัดสินวิ่งไปดูจอ ก่อนตัดสินใจไม่ให้เป็นจุดโทษ ทำให้อียิปต์รอดพ้นการเสียประตูแบบหวุดหวิด
จบเกม อียิปต์ เฉือนชนะ แอฟริกาใต้ 1-0 เก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัด การันตีผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย AFCON 2025 แน่นอนแล้ว ส่วน แอฟริกาใต้ ต้องไปลุ้นชะตาการเข้ารอบในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มต่อไป
ผลการแข่งขัน:
อียิปต์ 1-0 แอฟริกาใต้
ผู้ทำประตู: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (จุดโทษ นาที 45)
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเฉือนชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-0 ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 เกมบ็อกซิงเดย์ โดยได้ประตูชัยจาก แพทริค ดอร์กู กลายเป็นฮีโร่ของทีม ส่ง “ปีศาจแดง” ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 5 ของตารางคะแนน ขณะที่ “สาลิกาดง” ฟอร์มฝืด ไม่ชนะในลีกเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกัน
รายการ : พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2025/26
วันแข่งขัน : วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568
สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ผลการแข่งขัน : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
ช่วง 20 นาทีแรก เป็นทางฝั่ง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ครองเกมได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นสกอร์ได้
นาทีที่ 24 แฟนบอลเจ้าถิ่นได้เฮ เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ แพทริค ดอร์กู ซัดด้วยเท้าซ้ายเต็มแรงในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม และถือเป็น ประตูแรกของเจ้าตัวในสีเสื้อ “ปีศาจแดง”
หลังจากนั้น ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายคุมเกมได้เหนือกว่า แต่ไม่สามารถบวกสกอร์เพิ่มได้ จบครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำอยู่ 1-0
ครึ่งหลัง นิวคาสเซิ่ล เดินหน้ากดดันอย่างหนักเพื่อทวงประตูคืน แต่แนวรับของเจ้าถิ่นยังยืนตำแหน่งได้ดี
นาทีที่ 60 แมนฯ ยูไนเต็ด เกือบได้ประตูที่สอง จากจังหวะที่ เบนยามิน เชชโก้ ได้โอกาสหลุดยิง แต่บอลพุ่งชนคานอย่างจัง
ด้านทีมเยือนก็มีลุ้นไม่แพ้กัน เมื่อ ลูอิส ฮอลล์ ยิงไกลชนคาน ก่อนที่ แอนโธนี กอร์ดอน จะได้สับไกอีกครั้งแต่บอลหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-0
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : อันดับ 5 แข่ง 18 นัด มี 29 คะแนน
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : อันดับ 11 มี 23 คะแนน ไม่ชนะในลีก 3 นัดติด
แมนฯ ยูไนเต็ด : เปิดบ้านพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : ออกไปเยือน เบิร์นลีย์
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568
ประตูชัย : แพทริค ดอร์กู (นาที 24)
แมนยู เก็บ 3 แต้มสำคัญ ลุ้นพื้นที่ยุโรป
นิวคาสเซิ่ล ฟอร์มฝืด เกมรุกยังขาดความเฉียบคม
คืนวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2568 พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะกลับมาสนุกอีกครั้ง เมื่อ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าของรายการ เกมนี้มีกำหนดลงสนามเวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย
แม้ภาพรวมความแข็งแกร่งจะต่างกัน แต่การเล่นในบ้านของฟอเรสต์อาจทำให้แมนฯ ซิตี้ไม่สามารถบุกได้ง่ายนัก
ครั้งล่าสุดที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก คือ 1-0 ในเดือนมีนาคมฤดูกาลที่ผ่านมา
ครั้งล่าสุดที่ฟอเรสต์ชนะเรือใบสีฟ้าสองครั้งติดต่อกันในลีก เกิดขึ้นเมื่อ เดือนกันยายน ปี 1995
แมนฯ ซิตี้ ทำประตูไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเกมเยือนฟอเรสต์ในพรีเมียร์ลีก (3/6) แต่ไม่แพ้เลยใน 3 เกมที่ทำประตูได้ (ชนะ 2 เสมอ 1)
สถิติทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าแม้แมนฯ ซิตี้จะเป็นทีมใหญ่ แต่ฟอเรสต์มักสร้างปัญหาให้ทีมเยือนเสมอ
บาดเจ็บ: โอลา ไอน่า, แดน เอ็นดอย, ไรอัน เยตส์, คริส วู้ด
ติดทีมชาติ: วิลลี่ โบลี่, อิบราฮิม ซ็องกาเร่ (แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์)
ข่าวดี: มัตซ์ เซลส์ ผู้รักษาประตูหายเจ็บกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรอง และมีโอกาสทวงตำแหน่งตัวจริง
ฟอเรสต์น่าจะมาในระบบ 4-2-3-1 เพื่อเน้นตั้งรับลึกและรอจังหวะสวนกลับ
11 ตัวจริงตามคาด (4-2-3-1)
ผู้รักษาประตู: มัตซ์ เซลส์
กองหลัง: นิโกโล่ ซาโวน่า, นิโกล่า มิเลนโควิช, มูรีลโล่, เนโก วิลเลี่ยมส์
กองกลางตัวรับ: เอลเลียต แอนเดอร์สัน, นิโกลัส โดมิงเกซ
กองกลางตัวรุก: โอมารี่ ฮัทชินสัน, มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย
กองหน้า: อีกอร์ เชซุส
ฟอเรสต์ยังต้องพึ่งความเด็ดขาดของแนวรุกในโอกาสสวนกลับ และหวังให้ความผิดพลาดของคู่ต่อสู้ช่วยสร้างความได้เปรียบ
มีโอกาสกลับ: ออสการ์ บ็อบบ์
บาดเจ็บ/ชวด: จอห์น สโตนส์, เฌเรมี่ โดกู, โรดรี้ เอร์นานเดซ, มาเตโอ โควาซิช
ติดทีมชาติ: รายาน เอต-นูรี, โอมาร์ มาร์มูช (แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์)
แมนฯ ซิตี้จะมาในระบบ 4-3-3 เน้นครองบอล, บีบพื้นที่สูง และสร้างโอกาสยิงต่อเนื่อง
11 ตัวจริงตามคาด (4-3-3)
ผู้รักษาประตู: จานลุยจิ ดอนนารุมม่า
กองหลัง: มาเตอุส นูเนส, รูเบน ดิอาส, ยอสโก้ กวาร์ดิโอล, นิโก้ โอไรลี่
กองกลาง: แบร์นาร์โด้ ซิลวา, นิโก้ กอนซาเลซ, ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส
กองหน้า: รายาน แชร์กี, เออร์ลิง ฮาแลนด์, ฟิล โฟเด้น
เออร์ลิง ฮาแลนด์: ตัวจบสกอร์หลัก, มีสถิติยิงต่อเนื่อง
เควิน เดอ บรอยน์: จ่ายบอลแม่นยำ, สร้างสรรค์เกม
รูเบน ดิอาส & แบร์นาร์โด้ ซิลวา: ทำให้ทีมมีความสมดุลระหว่างเกมรุกและรับ
คาดว่า แมนฯ ซิตี้ จะครองบอลและบุกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเกม ขณะที่ฟอเรสต์จะถอยลงมาตั้งรับแน่น เกมอาจดูอึดอัดช่วงแรก แต่หากซิตี้ยิงนำได้เร็ว เกมจะเข้าทางทีมเยือนทันที
ฟอเรสต์จะต้องอาศัยความเด็ดขาดในจังหวะสวนกลับและการใช้โอกาสให้คุ้มค่า แม้สถิติการพบกันจะไม่เอื้อมากนัก แต่การเล่นในบ้านสามารถสร้างความได้เปรียบเล็ก ๆ ให้พวกเขา
ฟอร์มและสถิติ: แมนฯ ซิตี้เหนือกว่า แต่ฟอเรสต์เคยสร้างความประหลาดใจได้
ตัวผู้เล่น: ทั้งสองทีมมีผู้เล่นบาดเจ็บและติดทีมชาติ แต่ทีมหลักของแมนฯ ซิตี้ยังคงแข็งแกร่ง
ฟันธงผลการแข่งขัน: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0.75 มีโอกาสสูงในการเก็บสามแต้มสำคัญ
… เทพสนามนิรนาม …
ก่อนหน้า 1 … 62 63 64 65 66 … 83 ถัดไป »