แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดทีมแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังคงรักษาฟอร์มแกร่งในฟุตบอลถ้วย หลังเปิดสนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกคาราบาว คัพ อังกฤษ ได้สำเร็จ โดยได้ประตูจาก ไรยัน แชร์กี้ และ ซาวินโญ่
การแข่งขันฟุตบอล คาราบาว คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันพุธที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก และแชมป์รายการนี้ถึง 8 สมัย เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เบรนท์ฟอร์ด ทีมร่วมลีก
เริ่มเกมมาได้เพียง 16 นาที เจ้าถิ่นต้องเจอปัญหาเมื่อ ออสการ์ บ็อบบ์ มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตัดสินใจส่ง ฟิล โฟเด้น ลงสนามแทน
นาทีที่ 19 เบรนท์ฟอร์ดเกือบได้ประตูขึ้นนำจากลูกฟรีคิกระยะกว่า 25 หลา ของ มาธิอัส แยนเซ่น แต่ยังไม่ผ่านมือ เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด นายทวารแมนฯ ซิตี้ ที่ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด
จนกระทั่งนาทีที่ 32 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะสุดเฉียบของ ไรยัน แชร์กี้ ที่พักอกก่อนล็อกเข้าขวาแล้วยิงนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง นาทีที่ 64 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูที่สอง เมื่อแนวรับเบรนท์ฟอร์ดเคลียร์บอลไม่ขาด มาเข้าทาง แชร์กี้ ก่อนจ่ายให้ ฟิล โฟเด้น ซัดเต็มข้อ แต่ยังติดเซฟของ มาร์ค วัลดิมาร์สสัน
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 67 แฟนบอลเรือใบได้เฮอีกครั้ง เมื่อ ซาวินโญ่ ลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนยิงไปแฉลบแนวรับเบรนท์ฟอร์ด บอลเปลี่ยนทางเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด ส่งให้ แมนฯ ซิตี้ นำห่าง 2-0
ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-0 คว้าตั๋วผ่านเข้าสู่ รอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ ได้สำเร็จ และยังคงเดินหน้าลุ้นแชมป์สมัยที่ 9 ต่อไป
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ผงาดคว้าแชมป์ ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2025 ไปครองได้สำเร็จ หลังดวลจุดโทษเอาชนะ ฟลาเมงโก้ แชมป์จากทวีปอเมริกาใต้ ด้วยสกอร์ 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ที่จัดขึ้น ณ ประเทศกาตาร์
ศึกชิงแชมป์รายการนี้เป็นการพบกันตามคาด ระหว่าง
เปแอสเช แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2024/25
ฟลาเมงโก้ แชมป์โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส 2025
ตลอดเกมทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันอย่างสนุก สมศักดิ์ศรีแชมป์จากสองทวีป
ครึ่งแรก เปแอสเช เป็นฝ่ายครองเกมได้ดีกว่า และมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 38 จากจังหวะจบสกอร์ของ ควิช่า ควารัตสเคเลีย
นาที 38 | เปแอสเช 1-0 ฟลาเมงโก้
ควิช่า ควารัตสเคเลีย
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งหลัง ฟลาเมงโก้ แก้เกมมาดี และตามตีเสมอได้จากลูกจุดโทษของ จอร์จินโญ่ ในนาทีที่ 62
นาที 62 | เปแอสเช 1-1 ฟลาเมงโก้
จอร์จินโญ่ (จุดโทษ)
จบ 90 นาที ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที แต่ก็ยังไม่มีประตูเพิ่มเติม ทำให้การตัดสินแชมป์ต้องไปวัดกันที่การดวลจุดโทษ
ในการดวลจุดโทษ มัตเวย์ ซาโฟนอฟ ผู้รักษาประตูของเปแอสเช โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบ เซฟลูกสำคัญหลายครั้ง ช่วยให้ทีมเอาชนะ ฟลาเมงโก้ ไปได้ 2-1 ในการดวลจุดโทษ
ส่งผลให้ เปแอสเช คว้าแชมป์ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2025 ไปครอง และกลายเป็น ทีมที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการนี้ ต่อจาก เรอัล มาดริด เมื่อปี 2024
ฟีฟ่า อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2025 (รอบชิงชนะเลิศ)
เปแอสเช 1-1 ฟลาเมงโก้
(เปแอสเช ชนะจุดโทษ 2-1)
บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่ง บุนเดสลีกา เยอรมนี ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีม ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขวาฉีกขาด จากเกมลีกนัดล่าสุดที่ทีมเปิดบ้านเสมอ ไมนซ์ 05 2-2 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ในเกมดังกล่าว บาเยิร์น มิวนิค เปิด อัลลิอันซ์ อารีน่า ต้อนรับการมาเยือนของ ไมนซ์ 05 แม้ทีมจะขึ้นนำก่อนแต่กลับถูกตีเสมอ ส่งผลให้ บาเยิร์น ทำได้เพียง 1 คะแนน เกมนี้ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ นอยเออร์ มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้ทีมต้องใช้ตัวสำรองลงเฝ้าเสาช่วงท้ายเกม
จากการตรวจอย่างละเอียดพบว่า กล้ามเนื้อต้นขาขวาฉีกขาด ทางสโมสรยังไม่ได้ระบุเวลาพักฟื้นที่แน่นอน แต่สื่อดังเยอรมัน Bild คาดว่า นอยเออร์อาจพักเพียงไม่กี่สัปดาห์ และมีโอกาสกลับมาฟิตทันช่วยทีมใน เกมเปิดบ้านพบโวล์ฟสบวร์ก วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม ปีหน้า ซึ่งเป็นเกมแรกหลังพักเบรกหนีหนาว
นอยเออร์ วัย 39 ปี ถือเป็นหัวใจสำคัญของทีมทั้งในลีกและ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกการขาดเขาไปอาจเป็นงานหนักสำหรับ บาเยิร์น มิวนิค ในการรักษาความมั่นคงแนวรับ
ก่อนเข้าสู่ช่วง Winter Break บาเยิร์น มีคิวบุกไปเยือน ไฮเดนไฮม์ วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม เกมนี้ นอยเออร์ จะหมดสิทธิ์ลงสนามแน่นอน ทำให้โอกาสของผู้รักษาประตูสำรองอย่าง ซอมเมอร์ (หรือผู้รักษาประตูสำรองคนอื่นๆ) มีความสำคัญมาก
ปัจจุบัน บาเยิร์น มิวนิค รั้ง อันดับ 1 บุนเดสลีกา หลังลงเล่น 14 นัด มี 38 คะแนน นำ แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมอันดับสอง 9 คะแนน แม้จะเสีย ผู้รักษาประตูตัวหลัก แต่ทีมยังถือว่ามีความแข็งแกร่ง และมีลุ้นคว้าแชมป์ลีกต่อเนื่อง
ความคงเส้นคงวาแนวรับ: นอยเออร์ เป็นหัวใจของแนวรับ บาเยิร์น มานานหลายปี
ประสบการณ์ระดับโลก: แชมป์โลก 2014 และมีประสบการณ์ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
การจัดทีมสำรอง: บาเยิร์น ต้องพึ่งพาผู้รักษาประตูสำรอง ซึ่งจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทีม
การเตรียมตัวหลังเบรก: นอยเออร์คัมแบ็กทันเกมเปิดบ้าน พบโวล์ฟสบวร์ก จะเป็นสัญญาณดีสำหรับแฟนบอล
เชลซี เดินหน้าล่าแชมป์ คาราบาว คัพ สมัยที่ 6 ต่อไป หลังบุกไปเอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมจากลีก วัน ด้วยสกอร์ 3-1 ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยเกมนี้ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับเหมาคนเดียวสองประตู พาทัพ “สิงห์บลูส์” ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นทีมแรก
การแข่งขันจัดขึ้นที่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม เมื่อคืนที่ผ่านมา
ครึ่งแรก คาร์ดิฟฟ์สู้ไม่ถอย กดดันเชลซีอยู่หมัด
รูปเกมในครึ่งเวลาแรก เจ้าถิ่น คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เปิดเกมสู้แบบไม่เกรงศักดิ์ศรี บีบสูงและไล่เพรสจนแนวรุกของเชลซีต่อบอลไม่ถนัด
นาทีที่ 33 คาร์ดิฟฟ์เกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ อีซัค เดวี่ส์ สร้างความปั่นป่วนทางฝั่งขวา ก่อนปาดบอลไปแฉลบแนวรับเชลซีเกือบเสียบเสาแรก แต่ยังเป็น ฟิลิป ยอร์เกนเซ่น นายด่านสิงห์บลูส์ ที่โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้หวุดหวิด
จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมยังทำประตูกันไม่ได้ เสมอ 0-0
ครึ่งหลัง การ์นาโช่ เปลี่ยนเกม ยิงเบิ้ลพาเชลซีเข้าวิน
กลับมาเล่นครึ่งหลัง นาทีที่ 57 เชลซีมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จาก อเลฮานโดร การ์นาโช่ ที่ลงมาเปลี่ยนจังหวะเกมรุกของทีมเยือน
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 75 เจ้าถิ่นไม่ยอมง่ายๆ เมื่อ เดวิด เทิร์นบูลล์ ขึ้นโขกเต็มศีรษะส่งบอลเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้คาร์ดิฟฟ์ไล่ตีเสมอเป็น 1-1
ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 82 เชลซีกลับมานำอีกครั้ง 2-1 จากจังหวะยิงของ เปโดร เนโต้ บอลแฉลบแนวรับคาร์ดิฟฟ์เล็กน้อยก่อนพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไป
ก่อนหมดเวลา ในช่วงทดเจ็บนาที 90+3 ชูเอา เปโดร พักอกอย่างเหนือชั้นก่อนกระดกบอลให้ อเลฮานโดร การ์นาโช่ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดไม่พลาด เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ ปิดกล่องให้เชลซีบุกชนะ 3-1
เชลซี ผ่านเข้ารอบรองฯ คาราบาว คัพ เป็นทีมแรก
ชัยชนะเกมนี้ส่งให้ เชลซี ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ เป็นทีมแรกเรียบร้อยแล้ว โดยรอบตัดเชือกจะมีการ จับสลากประกบคู่ในคืนวันพุธนี้
แฟนบอลสิงห์บลูส์ยังคงมีความหวังเห็นทีมรักเดินหน้าล่าแชมป์ถ้วยนี้เป็นสมัยที่ 6 ต่อไป
ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ เริ่มเข้าสู่ช่วงเข้มข้น หลังผ่านไปแล้ว 16 นัด โดยสองทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ยังคงเบียดแย่งพื้นที่ยุโรปกันอย่างสูสี เมื่อมี 26 คะแนนเท่ากัน ต่างกันเพียงผลต่างประตูได้เสียเท่านั้น
โปรแกรมพรีเมียร์ลีก 5 นัดถัดไปของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเจอกับโปรแกรมที่ค่อนข้างหนัก โดยมีทั้งเกมเยือนและเกมรับมือทีมระดับกลางถึงบนของตาราง
• พบ แอสตัน วิลล่า (เยือน) – 21 ธ.ค.
• พบ นิวคาสเซิ่ล (เหย้า) – 26 ธ.ค.
• พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน (เหย้า) – 30 ธ.ค.
• พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด (เยือน) – 4 ม.ค.
• พบ เบิร์นลี่ย์ (เยือน) – 7 ม.ค.
วิเคราะห์เส้นทางแมนยู
• เกมเยือน แอสตัน วิลล่า และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ถือเป็นบททดสอบสำคัญ
• การได้เล่นในบ้านพบ นิวคาสเซิ่ล และ วูล์ฟส์ เป็นโอกาสเก็บแต้มเต็ม
• หากแมนยูเก็บได้อย่างน้อย 9–10 คะแนน มีโอกาสยึดพื้นที่ ท็อป 6 ได้ต่อเนื่อง
โปรแกรมพรีเมียร์ลีก 5 นัดถัดไปของ ลิเวอร์พูล
ฝั่งลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับโปรแกรมโหดไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเกมเยือนทีมบิ๊กเนม
• พบ สเปอร์ส (เยือน) – 20 ธ.ค.
• พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน (เหย้า) – 27 ธ.ค.
• พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด (เหย้า) – 1 ม.ค.
• พบ ฟูแล่ม (เยือน) – 4 ม.ค.
• พบ อาร์เซน่อล (เยือน) – 8 ม.ค.
วิเคราะห์เส้นทางลิเวอร์พูล
• เกมเยือน สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล คือด่านหินของจริง
• สองเกมเหย้าพบ วูล์ฟส์ และ ลีดส์ จำเป็นต้องเก็บ 6 แต้มเต็ม
• หากพลาดในเกมใหญ่ อาจกระทบการลุ้นพื้นที่ ยูโรปา ลีก หรือ แชมเปี้ยนส์ ลีก
เมื่อพิจารณาจากโปรแกรมแข่งขัน:
– แมนยู ได้เปรียบเล็กน้อยจากการมีเกมในบ้านมากกว่า และคู่แข่งระดับกลางหลายทีม
– ลิเวอร์พูล ต้องเจอเกมเยือนบิ๊กทีมถึง 3 นัด ซึ่งอาจทำแต้มหลุดได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองทีมยังมีคะแนนเท่ากัน และช่วง 5 นัดถัดไปนี้อาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ใครจะก้าวขึ้นมาครองพื้นที่ยุโรป ก่อนเข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก
โธมัส แฟร้งค์ ผู้จัดการทีมชาวเดนมาร์คของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือพรีเมียร์ลีก จากการกำหนดอัตราต่อรองล่าสุดของบ่อนรับพนันถูกกฎหมายในอังกฤษ หลังพา ไก่เดือยทอง ทำผลงานย่ำแย่อย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้
เกมล่าสุด สเปอร์ส บุกไปพ่าย น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แบบหมดรูป 3-0 ทำให้กระแสกดดันถาโถมเข้าใส่กุนซือรายนี้อย่างหนัก ไม่เพียงแค่แฟนบอลที่ไม่พอใจ แต่ยังรวมถึงบุคคลระดับตำนานของสโมสรด้วย
หลังความพ่ายแพ้แบบไร้รูปเกม เปโดร ปอร์โร่ แบ็กขวาของทีมออกมายอมรับและขอโทษแฟนบอลต่อผลงานในสนาม ขณะที่ อลัน ชูการ์ อดีตประธานสโมสรสเปอร์ส ออกมาเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้บอร์ดบริหารปลด โธมัส แฟร้งค์ ออกจากตำแหน่ง
อดีตบิ๊กบริหาร ไก่เดือยทอง ยังแนะนำให้สโมสรทุ่มงบประมาณเพื่อดึง เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือ ลิเวอร์พูล เข้ามารับงานแทน เพื่อยกระดับทีมให้กลับมาท้าทายความสำเร็จอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม โธมัส แฟร้งค์ ยืนยันผ่านสื่อว่าการกอบกู้สเปอร์สไม่ใช่งานที่สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น พร้อมย้ำว่าทีมจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างและแนวทางการเล่น
ปัจจุบัน สเปอร์ส รั้งอันดับ 11 ของตารางพรีเมียร์ลีก หลังผ่านไป 16 นัด โดยมีผลงานดังนี้
ชนะ 6 นัด
เสมอ 4 นัด
แพ้ 6 นัด
เก็บได้รวม 22 คะแนน ซึ่งถือว่ายังห่างไกลจากความคาดหวังของแฟนบอล
สำหรับ แอนจ์ ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมชาวออสเตรเลีย แม้จะพาสเปอร์สคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ซึ่งเป็นโทรฟี่แรกของสโมสรในรอบ 17 ปี แต่ผลงานในลีกกลับย่ำแย่เกินรับได้
สเปอร์ส จบฤดูกาลพรีเมียร์ลีกด้วยอันดับ 17 เก็บได้เพียง 38 คะแนน ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่งในที่สุด
เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้จัดการทีมทั้งสองราย เราจะพิจารณาเฉพาะผลงาน 16 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก ของฤดูกาลก่อนและฤดูกาลปัจจุบัน เพื่อประเมินว่า สเปอร์ส ตัดสินใจแต่งตั้งกุนซือใหม่ได้เหมาะสมหรือไม่
ซีซั่นก่อน (แอนจ์ ปอสเตโคกลู)
คะแนนรวม: (ใส่ข้อมูลเพิ่มเติมได้)
อันดับตาราง: (ใส่ข้อมูลเพิ่มเติมได้)
รูปแบบการเล่น: เกมรุกจัดจ้าน แต่เกมรับมีปัญหา
ซีซั่นนี้ (โธมัส แฟร้งค์)
คะแนนรวม: 22 คะแนน
อันดับตาราง: 11
รูปแบบการเล่น: เน้นระบบ แต่ยังขาดความสม่ำเสมอ
แม้ผลงานของ โธมัส แฟร้งค์ จะยังไม่โดดเด่น แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลก่อน สเปอร์สยังคงรักษามาตรฐานได้ดีกว่าในหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ด้วยความคาดหวังของสโมสรและแรงกดดันจากแฟนบอล หากผลงานไม่กระเตื้องขึ้นในเร็ววัน เก้าอี้กุนซือของเขาก็อาจสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาร์เซน่อล ทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องเจอกับข่าวร้ายครั้งใหญ่สำหรับ แนวรับ เมื่อ เบน ไวท์ กองหลังตัวหลักได้รับบาดเจ็บ แฮมสตริง และมีแนวโน้มต้องพักยาว 4–5 สัปดาห์ ตามรายงานของ เดอะ ซัน
เบน ไวท์ ได้รับบาดเจ็บในช่วงครึ่งแรกของเกมที่อาร์เซน่อลเปิดบ้านเฉือนชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และถูกเปลี่ยนตัวออกทันทีให้ ไมล์ส ลูอิส-สเคลลีย์ ลงสนามแทน
ทีมแพทย์ของ “เดอะ กันเนอร์ส” รีบส่งตัวไวท์เข้ารับการสแกนหลังเกม และผลยืนยันว่าอาการเจ็บครั้งนี้เป็น แฮมสตริงเดี้ยงซ้ำ เนื่องจากในช่วงต้นฤดูกาลเขาเคยมีอาการเจ็บแฮมสตริงอีกข้างมาแล้ว ซึ่งทำให้ทีมต้องวางแผนจัดการแนวรับใหม่
ปัญหาของอาร์เซน่อลไม่ได้จบแค่เบน ไวท์ เพราะ คริสเตียน มอสเกร่า อีกหนึ่งกองหลังตัวสำรอง กำลังพักรักษาอาการบาดเจ็บข้อเท้า ซึ่งคาดว่าจะกลับมาลงสนามได้ เดือนหน้า ขณะที่ กาเบรียล มากัลเญส ยังไม่สามารถกลับมาลงซ้อมได้จากอาการบาดเจ็บต้นขา
การขาดนักเตะตัวหลักหลายรายในแนวรับ ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือของทีมต้องปรับแผนการเล่นอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาความเหนียวแน่นของแนวรับในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
อาร์เซน่อลกำลังนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่เพียง 2 คะแนน ในตารางพรีเมียร์ลีก ซึ่งหมายความว่าการเสียนักเตะตัวหลักในแนวรับอาจส่งผลต่อเส้นทางการลุ้นแชมป์โดยตรง
นัดถัดไป อาร์เซน่อลมีคิวบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน วันเสาร์นี้ ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญในการเก็บคะแนนและรักษาความได้เปรียบในตารางคะแนน
นักวิเคราะห์ฟุตบอลมองว่า อาร์เซน่อลต้องใช้ แท็กติกการเล่นแนวรับเป็นหมู่ และอาจต้องปรับแผนการใช้ แบ็คขวาหรือเซ็นเตอร์แบ็คตัวสำรอง เพื่อทดแทนเบน ไวท์ และลดความเสี่ยงต่อการเสียประตู
การเจ็บของเบน ไวท์ ถือเป็น ความท้าทายครั้งใหญ่ สำหรับอาร์เซน่อลในช่วงฤดูกาลที่กำลังเข้มข้น การจัดการแนวรับอย่างมีประสิทธิภาพ และการฟื้นตัวของผู้เล่นบาดเจ็บ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลุ้น แชมป์พรีเมียร์ลีก ของทีมปืนใหญ่
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสเก็บสามแต้มสำคัญ หลังเปิดบ้านเสมอ บอร์นมัธ แบบสุดเดือด 4-4 ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ “ปีศาจแดง” ยังมี 26 คะแนน พลาดขยับขึ้นอันดับ 5 ของตาราง ก่อนมีคิวบุกเยือน แอสตัน วิลล่า ในสุดสัปดาห์นี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้ฟอร์มที่กำลังดี แม้สองเกมเหย้าในลีกก่อนหน้านี้จะยังไม่ชนะ เปิดรังรับการมาเยือนของบอร์นมัธ ที่ผลงานในลีกไม่ชนะใครมา 6 นัดติดต่อกัน แต่สถิติการพบกันช่วงหลัง ทีมเยือนไม่แพ้ “ปีศาจแดง” มาแล้ว 4 เกมติด
เริ่มเกมได้เพียง 8 นาที เจ้าถิ่นเกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายให้ เมสัน เมาท์ วิ่งเข้าซัดจ่อ ๆ ระยะ 7 หลา แต่ ยอร์เย่ เปโตรวิช นายด่านบอร์นมัธ ยังปัดไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
นาทีที่ 13 แมนยูมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะต่อเนื่องในเขตโทษ เมื่อ มาเตอุส คุนญ่า โหม่งบอลไปติดมือผู้รักษาประตู ก่อนที่ อาหมัด ดิยัลโล่ จะโขกซ้ำเผาขนเข้าไปไม่เหลือ โดยผู้ตัดสินเช็ก VAR ก่อนยืนยันให้เป็นประตู
หลังจากนั้น นาทีที่ 26 ดีโอโก้ ดาโลต์ ลากบอลขึ้นเกมก่อนแทงให้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ได้ซัด แต่บอลไปตรงตัวนายทวารทีมเยือน
ครึ่งหลังเกมเปิดแลกกันอย่างดุเดือด บอร์นมัธฮึดสู้และยิงแซงนำ 3-2 สร้างความกดดันให้แฟนเจ้าถิ่นอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงหัวใจนักสู้ ยิงคืนสองประตูรวด พลิกกลับมานำ 4-3
แต่ช่วงท้ายเกม ความผิดพลาดในแนวรับยังคงเป็นปัญหา และกลายเป็น อีลี จูเนียร์ ครุบปี้ ตัวสำรองของบอร์นมัธ ที่ซัดประตูตีเสมอ 4-4 แบบสุดมัน แบ่งแต้มกลับบ้านไปได้สำเร็จ
ผลเสมอเกมนี้ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีเพิ่มเป็น 26 คะแนน รั้งอันดับเดิม และพลาดโอกาสขยับขึ้นอันดับ 5 ของตารางพรีเมียร์ลีก ก่อนมีโปรแกรมสำคัญต้องออกไปเยือน แอสตัน วิลล่า ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งของ “ปีศาจแดง”
เชลซี กลับมาคว้าชัยชนะได้อีกครั้งหลังจากไร้ชัยสี่เกมติดทุกรายการ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดล่าสุด “สิงห์บลูส์” เปิดบ้านเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้ทีมมีเพิ่มเป็น 28 คะแนน ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 4 ของตารางคะแนน ซึ่งชัยชนะนัดนี้ถือเป็นการเรียกความมั่นใจกลับสู่ทีมได้อย่างเต็มที่
ผู้เล่นที่เป็นดาวเด่นของเกมนี้คือ มาโล กุสโต้ กองกลางชาวฝรั่งเศส ที่โชว์ฟอร์มทั้งยิงและจ่าย พาทีมเก็บสามแต้มสำคัญได้สำเร็จ ประตูแรกของเกมมาจากความสามารถในการหาจังหวะยิงที่เฉียบคม ขณะที่แอสซิสต์ของเขาช่วยให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูเพิ่มความห่างออกไป กุสโต้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของเชลซีในเกมนี้
ตลอด 90 นาที เชลซีพยายามเน้นเกมรุกตั้งแต่ต้น ครองบอลบุกกดดันเอฟเวอร์ตันไม่ให้ตั้งเกมได้ง่าย ๆ การเคลื่อนที่ฉับไวและความเข้าใจกันระหว่างนักเตะ ทำให้ทีมสามารถสร้างโอกาสยิงประตูหลายครั้ง แม้เอฟเวอร์ตันพยายามตั้งรับ แต่ก็ไม่สามารถต้านความคมของเชลซีได้ ทำให้ต้องกลับบ้านมือเปล่า
ชัยชนะนัดนี้ไม่เพียงเพิ่มคะแนนและอันดับของทีมเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นความมั่นใจให้ผู้เล่นเชลซี โดยเฉพาะนักเตะดาวรุ่งและกุสโต้ ที่แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นตัวหลักของทีมในช่วงการแข่งขันสำคัญ นอกจากนี้การเล่นร่วมกันระหว่างผู้เล่นตัวเก๋าและดาวรุ่งยังช่วยให้เชลซีมีเกมรุกที่หลากหลายและยากต่อการคาดเดา
สำหรับนัดต่อไป เชลซีมีคิวบุกไปเยือนอาร์เซนอล ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์และลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อไป แฟนบอล “สิงห์บลูส์” จึงน่าจะได้เห็นฟอร์มของมาโล กุสโต้ และเพื่อนร่วมทีมอีกครั้งในเกมที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น
เชลซี 2-0 เอฟเวอร์ตัน
ผู้ทำประตูสำคัญ: มาโล กุสโต้ 1 ประตู + 1 แอสซิสต์
สนาม: สแตมฟอร์ด บริดจ์
อันดับปัจจุบัน: เชลซี อันดับ 4, เอฟเวอร์ตัน อันดับ 8
ฤดูกาลแรกของ ฮูโก้ เอกิติเก้ ในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ด้วยผลงานการทำประตูเป็นกอบเป็นกำ พร้อมสร้างสถิติสำคัญในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จนแฟนบอล “หงส์แดง” เริ่มเห็นภาพกองหน้าคนใหม่ที่ทีมตามหามานาน
หลังย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล เอกิติเก้ปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบทบาทกองหน้าตัวเป้าที่สามารถจบสกอร์ได้เฉียบคมและเคลื่อนที่สร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม
จนถึงตอนนี้ เขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจจากทุกรายการที่ลงสนาม
ยิงไปแล้ว 10 ประตู
ทำ 2 แอสซิสต์
มีส่วนร่วมกับเกมรุกของทีมอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของเอกิติเก้ในฐานะกองหน้าหมายเลข 9 ของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง
หนึ่งในช่วงเวลาที่ฟอร์มของฮูโก้ เอกิติเก้ถูกพูดถึงมากที่สุด คือผลงานใน 2 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก ที่เขาสามารถทำไปได้ถึง 4 ประตูเพียงคนเดียว ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บแต้มสำคัญในการลุ้นพื้นที่หัวตาราง
ฟอร์มการจบสกอร์ที่เฉียบขาด ไม่ว่าจะเป็นการยิงในกรอบเขตโทษหรือการเข้าทำจังหวะแรก แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณกองหน้าระดับสูงที่ทีมขาดหายไปในช่วงก่อนหน้านี้
นอกจากจำนวนประตูแล้ว เอกิติเก้ยังสร้าง สถิติยิงประตูเร็วที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ด้วยการใช้เวลาเพียง 46 วินาที หลังเสียงนกหวีดเริ่มเกม
สถิติดังกล่าวไม่เพียงเป็นตัวเลขที่น่าจดจำ แต่ยังสะท้อนถึงความกระหาย ความตื่นตัว และการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยมของกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้ ซึ่งสามารถฉวยโอกาสได้ทันทีเมื่อแนวรับคู่แข่งพลาด
จากผลงานที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้ชัดว่า ฮูโก้ เอกิติเก้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็น
การเป็นตัวจบสกอร์หลัก
การดึงตัวประกบเพื่อเปิดพื้นที่ให้แนวรุกคนอื่น
การเพรสซิ่งจากแดนหน้า ตามสไตล์ฟุตบอลของทีม
หากเขายังรักษาฟอร์มการเล่นระดับนี้ไว้ได้ตลอดฤดูกาล ลิเวอร์พูลอาจได้กองหน้าตัวหลักระยะยาวที่สามารถพาทีมกลับไปประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลถ้วยยุโรป
ฤดูกาลเดบิวต์ของ ฮูโก้ เอกิติเก้ กับลิเวอร์พูล ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ผลงานส่วนตัวและสถิติที่สร้างขึ้นในพรีเมียร์ลีก ด้วย 10 ประตู 2 แอสซิสต์ และการยิงประตูเร็วที่สุดของฤดูกาล ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่จับตามองอย่างแท้จริง
ก่อนหน้า 1 … 64 65 66 67 68 … 83 ถัดไป »