วันที่ 14 ธันวาคม 2025 – อาร์เซน่อล ทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดสนาม เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม เฉือนเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ทีมบ๊วยของตารางไปแบบหวุดหวิด 2-1 ในเกมลีกคืนวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม ส่งผลให้ทีมปืนใหญ่เก็บเพิ่มเป็น 36 คะแนน นำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5 แต้ม แม้จะลงเล่นมากกว่าหนึ่งนัด
เกมในครึ่งแรกเป็นฝั่งทีมเยือนที่ได้โอกาสทำประตูหลายครั้ง นาที 27 ฮวัง ฮี ชาน หลุดเดี่ยวแต่ยิงติดตัว ดาบิด ราย่า ขณะที่เจ้าถิ่นอาร์เซน่อลได้ลุ้นจากลูกเตะมุมของ เดแคลน ไรซ์ บอลลอยเข้าทาง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แต่ยิงไม่ผ่าน ทำให้จบ 45 นาทีแรกยังเสมอกัน 0-0
ครึ่งหลัง อาร์เซน่อลเดินหน้าบุกหนัก นาที 63 เดแคลน ไรซ์ ซัดฟรีคิกข้ามกำแพง แต่ แซม จอห์นสโตน ยังปัดออกไปได้ ก่อนที่นาที 70 เจ้าถิ่นจะขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะเตะมุมของ บูคาโย่ ซาก้า บอลโค้งชนเสาสองก่อนกระดอนโดนแขนผู้รักษาประตูทีมเยือนเข้าประตูไป
เกมเข้าสู่ช่วงท้ายอย่างดราม่า นาที 90 วูล์ฟแฮมป์ตัน ตีเสมอ 1-1 จากการยิงไกลของ มาเตอุส มาเน่ ที่บอลแฉลบแนวรับอาร์เซน่อลเปลี่ยนทางเข้าประตู อย่างไรก็ตาม ในนาที 90+4 เยอร์สัน มอสเกร่า แนวรับทีมเยือนโหม่งเข้าประตูตัวเอง ส่งให้อาร์เซน่อลขึ้นนำอีกครั้ง
จบเกม อาร์เซน่อล เอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญ รั้งตำแหน่ง จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ต่อไป ส่วนวูล์ฟแฮมป์ตันยังคงอยู่ท้ายตาราง ต้องลุ้นหนักในการหนีตกชั้น
ประตูแรก: บูคาโย่ ซาก้า (อาร์เซน่อล) นาที 70
ประตูตีเสมอ: มาเตอุส มาเน่ (วูล์ฟแฮมป์ตัน) นาที 90
ประตูชัย: เยอร์สัน มอสเกร่า (ทำเข้าประตูตัวเอง) นาที 90+4
ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาสนับสนุนความเห็นของ พอล สโคลส์ และ นิกกี้ บัตต์ โดยแนะนำว่า ค็อบบี ไมนู กองกลางดาวรุ่งวัย 20 ปี ควรพิจารณาย้ายออกจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากกุนซือ รูเบน อโมริม และมีโอกาสลงสนามเพียงน้อยนิดในฤดูกาลนี้
ไมนูถือเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของ แมนยู หลังทำผลงานโดดเด่นให้ทีมชาติอังกฤษใน ยูโร 2024 และยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับคำชื่นชมจากสื่อและแฟนบอล แต่กลับต้องเสียเวลาเกือบ 18 เดือนในอาชีพกับสโมสรโดยไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างเหมาะสม ซึ่งหลายตำนานมองว่าอนาคตของเขากำลังถูกทำลาย
ริโอ เฟอร์ดินานด์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ผมเห็น บัตตี้ กับ สโคลซี่ พูดถึงเรื่องนี้ในพอดแคสต์ของพวกเขา และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าผมอยู่ในมุมของ ค็อบบี ไมนู ผมคงย้ายออกจากทีมไปแล้ว ผมไม่มีทางเลือกอื่น”
เฟอร์ดินานด์เน้นย้ำว่า ไมนูควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองและโอกาสลงสนาม เพราะอาชีพนักฟุตบอลสั้นมาก หากปล่อยเวลา 2 ปีหายไปโดยไม่ได้ลงเล่นเต็มที่ อาจเสียโอกาสเติบโตและสร้างชื่อเสียง
อดีตกองหลังแมนยูยังชี้ว่า ไมนูน่าจะตัดสินใจย้ายทีมตั้งแต่หกเดือนก่อน แต่ความรักต่อสโมสรทำให้เขาต้องการอยู่สู้ต่อ อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปจนใกล้ครบสองปีแล้ว การตัดสินใจเพื่ออนาคตของตัวเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เฟอร์ดินานด์ยังเตือนด้วยว่า หาก ค็อบบี ไมนู ตัดสินใจย้ายออกไป และ รูเบน อโมริม ถูกปลดในอนาคต แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องเสียใจที่ปล่อยให้ดาวรุ่งพรสวรรค์สูงรายนี้จากไปเพียงเพราะระบบหรือสไตล์การทำทีมของผู้จัดการคนเดียว
สำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่า ค็อบบี ไมนู จะตัดสินใจอยู่สู้ต่อในสโมสรที่เขารัก หรือเลือกย้ายทีมเพื่อโอกาสลงเล่นและพัฒนาฝีเท้าต่อไป
ฮันซี่ ฟลิค เฮดโค้ชของ บาร์เซโลน่า ออกโรงยกย่อง มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าความเร็วสูงชาวอังกฤษ ว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีทัศนคติยอดเยี่ยมและมีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง หลังเจ้าตัวไม่มีอาการงอแงหรือแสดงความไม่พอใจ แม้ต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นตัวสำรองในหลายเกมที่ผ่านมา
แรชฟอร์ด ซึ่งย้ายมาร่วมทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” ด้วยสัญญายืมตัวจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีชื่อเป็นตัวสำรองในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่บาร์เซโลน่าเปิดบ้านเอาชนะ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต 2-1 เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม ก่อนถูกส่งลงสนามในช่วงครึ่งหลัง
ล่าสุด ฟลิค ได้กล่าวถึงแนวรุกวัย 26 ปี ในงานแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม ก่อนนำทีมลงทำศึก ลา ลีกา สเปน พบกับ โอซาซูน่า ที่สนามคัมป์ นู
กุนซือชาวเยอรมันวัย 60 ปี เปิดเผยว่า
“ถ้านักเตะระดับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ต้องนั่งเป็นตัวสำรอง นั่นหมายความว่าเรามีทีมที่แข็งแกร่งมาก เรามีนักเตะชั้นยอดในตำแหน่งเดียวกับเขา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมสถานการณ์ถึงเป็นแบบนี้”
ฟลิค ยังเน้นย้ำว่า แรชฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพทั้งในและนอกสนาม
“สิ่งที่ผมพูดได้คือ เขามีทัศนคติและพฤติกรรมที่ยอดเยี่ยม ช่วงแรกเขาต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขากลับมาอยู่ในระดับที่ดีที่สุดของตัวเองแล้ว”
เฮดโค้ชบาร์เซโลน่ายังเล่าถึงบทสนทนาระหว่างเขากับนักเตะที่ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยเฉพาะกรณีของแรชฟอร์ด
“เวลาที่ผมคุยกับนักเตะที่ไม่ได้ลงเล่น ผมจะอธิบายเหตุผลให้พวกเขาฟัง ซึ่งกับแรชฟอร์ดก็เช่นกัน แต่เขาบอกผมว่า เรื่องแบบนี้ไม่ต้องอธิบายก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือทีมชนะและได้สามแต้ม เรื่องอื่นไม่สำคัญเลย”
ฟลิค กล่าวทิ้งท้ายด้วยความประทับใจว่า
“นี่แหละคือทัศนคติที่ถูกต้อง ผมมีความสุขมากจริงๆ ที่มีนักเตะอย่างเขาอยู่ในทีม”
จากท่าทีดังกล่าว ทำให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้รับคำชื่นชมอย่างมากในฐานะนักเตะที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของทีมเหนือสิ่งอื่นใด และถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแข้งระดับท็อปที่พร้อมทุ่มเทเพื่อความสำเร็จของ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาลนี้
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาอัปเดตความพร้อมของทีมก่อนเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ “ปีศาจแดง” มีคิวเปิดสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พบกับ บอร์นมัธ ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ โดยยืนยันข่าวร้ายว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ มาตไตส์ เดอ ลิกต์ ยังไม่พร้อมลงสนาม ขณะที่ เบนยามิน เชชโก้ มีลุ้นคัมแบ็ก แต่ต้องรอประเมินอาการอีกครั้ง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังได้แนวรับตัวหลักกลับมาช่วยทีมในเกมนี้ อย่างไรก็ตาม อโมริม ยืนยันว่า ทั้ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ มาตไตส์ เดอ ลิกต์ จะพลาดลงสนามอย่างแน่นอน ส่งผลให้แนวรับของทีมยังต้องมีการปรับทัพต่อไป
อโมริม เปิดเผยถึงอาการของเดอ ลิกต์ ว่า “เดอ ลิกต์ มีอาการปวดหลังเล็กน้อย มันอาจดูไม่รุนแรงเพราะเขายังเล่นจนจบเกมกับคริสตัล พาเลซได้ แต่เขายังรู้สึกเจ็บอยู่ และเราต้องระมัดระวัง”
ในส่วนของแนวรุก เบนยามิน เชชโก้ กองหน้าตัวเก่งของทีม มีโอกาสกลับมาลงสนามเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ หลังบาดเจ็บหัวเข่าจากเกมที่พบ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
อย่างไรก็ตาม กุนซือชาวโปรตุกีสเผยว่า เชชโก้เพิ่งมีอาการอาหารเป็นพิษ ทำให้ต้องประเมินความพร้อมอย่างใกล้ชิด “สำหรับเบน เราต้องรอดูว่าเขาพร้อมหรือไม่ เขามีอาการอาหารเป็นพิษเล็กน้อย เรายังมีการซ้อมอีกสองครั้ง จากนั้นจะประเมินอีกครั้ง”
การขาดหายไปของสองเซนเตอร์แบ็กตัวหลักอย่าง แม็กไกวร์ และ เดอ ลิกต์ ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องวางแผนแก้เกมในแนวรับอย่างรอบคอบ ขณะที่ความฟิตของ เชชโก้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญว่าทีมจะมีอาวุธในเกมรุกมากน้อยเพียงใด
แฟนบอล “ปีศาจแดง” ต้องลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายว่า เชชโก้ จะผ่านการประเมินความพร้อมและมีชื่อในเกมสำคัญพบ บอร์นมัธ หรือไม่ ในคืนวันจันทร์นี้
นาโปลี ทีมแชมป์เซเรีย อา อิตาลี ยังคงให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องในการคว้าตัว ค็อบบี้ ไมนู กองกลางดาวรุ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวในช่วง ตลาดนักเตะเดือนมกราคม หลังจากที่ทีมมีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บและต้องการตัวเลือกใหม่ที่มีศักยภาพสูงเข้ามายกระดับแดนกลางในครึ่งหลังของฤดูกาล
รายงานจากหลายสื่อระบุว่านาโปลีพร้อม รับผิดชอบค่าเหนื่อยของไมนูทั้งหมด ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หากต้องการให้นักเตะดาวรุ่งวัย 18 ปีได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในลีกชั้นนำอย่าง เซเรีย อา การยืมตัวครั้งนี้จะช่วยให้ไมนูสะสมประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่และปรับตัวเข้ากับฟุตบอลยุโรปได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การตัดสินใจเกี่ยวกับไมนูถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผลผลิตเยาวชนที่ดีที่สุดของสโมสรและถูกมองว่าเป็น อนาคตของทีม การปล่อยเขาไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศอาจช่วยเร่งพัฒนาศักยภาพ เพราะการลงเล่นสม่ำเสมอในลีกที่เข้มข้นอย่าง เซเรีย อา จะช่วยให้ไมนูพัฒนาทั้งด้านเทคนิค, แท็กติก, ความแข็งแกร่งทางร่างกาย และความคิดแบบนักเตะอาชีพ
อย่างไรก็ตาม แมนยูต้องพิจารณาถึงความลึกของทีม เพราะช่วงครึ่งฤดูกาลหลังมีการแข่งขันหลายรายการ ทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การปล่อยดาวรุ่งไปจึงมีทั้งข้อดีด้านพัฒนาการนักเตะและความเสี่ยงด้านความพร้อมของทีม
นาโปลีมีเป้าหมายชัดเจนในการ รักษาตำแหน่งจ่าฝูงและลุ้นแชมป์ลีก ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการประสิทธิภาพในฟุตบอลยุโรป การดึงไมนูเข้ามาเป็นตัวเลือกในแดนกลางจะช่วยให้ทีมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ไมนูเป็นนักเตะที่ อ่านเกมดี, เชื่อมเกมรุกและรับได้อย่างลงตัว, และมีความเร็วสูง การมีเขาอยู่ในทีมจะช่วยให้โค้ชสามารถปรับแท็กติกได้หลากหลาย เพิ่มความเร็วและความคิดสร้างสรรค์ในเกมรุก รวมถึงเสริมสมดุลให้กับแดนกลาง
นอกจากนี้ การดึงดาวรุ่งอย่างไมนูยังสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้เล่นชุดใหญ่ต้องแข่งขันและรักษามาตรฐานของตัวเอง ทำให้ทั้งทีมมีสมาธิและพัฒนาผลงานต่อเนื่อง
ไมนู: ได้ลงเล่นสม่ำเสมอ, พัฒนาฝีเท้า, สะสมประสบการณ์ยุโรป
นาโปลี: ได้นักเตะดาวรุ่งคุณภาพสูงเข้ามาเสริมทีม เพิ่มตัวเลือกและสมดุลแดนกลาง
แมนยู: นักเตะได้ประสบการณ์, มูลค่าเพิ่มในตลาด, และสามารถกลับมาเป็นตัวหลักในอนาคต
เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวเก๋าวัยเกือบ 39 ปีของ เครโมเนเซ่ กลายเป็นข่าวใหญ่บนเวทีฟุตบอลอิตาลี หลังคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนพฤศจิกายนของกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งนับเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่ได้รางวัลนี้ตั้งแต่เริ่มมีการประกาศในปี 2019 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและอิทธิพลของเขาที่ยังคงเฉียบคมแม้อายุจะเข้าสู่วัยเลขสามแล้ว
วาร์ดี้ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีมเครโมเนเซ่แบบไร้ค่าตัวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจบ 13 ปีที่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ด้วยเป้าหมายชัดเจนในการหาความท้าทายใหม่ในอิตาลี การย้ายครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่กองหน้าชาวอังกฤษรายนี้หวนไปเล่นในลีกต่างประเทศในช่วงท้ายของอาชีพ และเป็นการทดสอบความสามารถของเขาในลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องแท็กติกและเกมรับที่เข้มข้น
แม้ เครโมเนเซ่ จะมีผลงานในเดือนพฤศจิกายนที่ไม่ค่อยสวยงาม โดยแพ้รวดทั้งสามเกมต่อ ยูเวนตุส, ปิซ่า และ โรม่า แต่ วาร์ดี้ ยังคงทำผลงานส่วนตัวได้อย่างโดดเด่น เขายิงได้ 1 ประตูในเกมพบยูเวนตุสและมีส่วนร่วมกับเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิ่งสอด, การกดดันแนวรับคู่แข่ง, และการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ทำให้สถิติค่าพลังหลายด้านยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ทีมจะพ่ายแพ้
การตัดสินรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมนี้พิจารณาจาก คะแนนโหวตของแฟนบอลและข้อมูลสถิติผลงานในสนาม ส่งผลให้วาร์ดี้คว้ารางวัลเหนือผู้เล่นดาวเด่นหลายคนในลีก ไม่ว่าจะเป็น ไมค์ เมนญอง, เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ, ดาวิด เนเรส, เลโอ ออสติการ์ด และ นิโคโล่ ซานิโอโล่ การเอาชนะนักเตะชั้นนำเหล่านี้ยิ่งสะท้อนถึงคุณค่าของวาร์ดี้ในฐานะกำลังสำคัญของทีม
แม้อายุใกล้ 39 ปี วาร์ดี้ยังคงรักษาจุดเด่นที่ทำให้เขาเป็นดาวดังในพรีเมียร์ลีกได้ครบถ้วน ทั้ง ความเร็ว, การสอดตัวเข้าทำ, ความเฉียบคมในการจบสกอร์ และ ความมุ่งมั่นไม่ลดลง ในเซเรีย อา เขาไม่เพียงทำหน้าที่กองหน้า แต่ยังเป็น ตัวคุมจังหวะเกมรุก, สร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม, และกดดันแนวรับคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เล่นอิตาเลียนหลายคนยังต้องปรับตัวเพื่อรับมือ
ความสามารถในการปรับตัวของวาร์ดี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง ความเข้าใจเกมและประสบการณ์ เขาสามารถอ่านเกมได้ดี ปรับตำแหน่งเพื่อหาช่องว่างในแนวรับที่เน้นแท็กติกเข้มข้นของเซเรีย อา และทำให้การเข้าทำของเครโมเนเซ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ทีมจะไม่มีผลการแข่งขันที่ดีเสมอไป
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงทำให้วาร์ดี้ จารึกชื่อในประวัติศาสตร์เซเรีย อา เท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น, ความอดทน, และประสบการณ์ของเขายังคงเปล่งประกายในลีกระดับสูง กองหน้าชาวอังกฤษกลายเป็น แกนกลางสำคัญที่ช่วยยกระดับทีมและสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมทีม และเป็นเหตุผลสำคัญที่แฟนบอลอิตาเลียนยอมรับและชื่นชมเขาอย่างรวดเร็วในฤดูกาลนี้
การปรับตัวของวาร์ดี้ในลีกต่างประเทศในช่วงท้ายอาชีพถือเป็น กรณีศึกษาที่น่าทึ่งของนักฟุตบอลที่ยังคงรักษาฟอร์มและคุณค่าไว้ได้แม้อายุใกล้ 40 ปี ซึ่งจะถูกกล่าวถึงไปอีกนานในวงการฟุตบอลยุโรป
โนนี มาดูเอเก้ ปีกดาวรุ่งชาวอังกฤษของ อาร์เซน่อล กลายเป็นผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำ แมตช์เดย์ที่ 6 หลังโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงพาทีมเก็บชัยชนะเหนือ คลับ บรูช 3-0 ในเกมรอบแบ่งกลุ่มเมื่อคืนวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา
ดาวเตะวัย 23 ปี ทำผลงานได้โดดเด่นด้วยการยิง 2 ประตู และสร้างสรรค์เกมรุกอย่างต่อเนื่อง ทำให้แฟนบอลทั่วโลกเทใจโหวตให้เขา คว้าผู้เล่นยอดเยี่ยม (MVP) ประจำแมตช์เดย์ 6
ชัยชนะในเกมนี้ทำให้อาร์เซน่อลรักษาสถิติ ชนะ 100% จาก 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม และยังคงเป็นทีมที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดในเวทียุโรปฤดูกาลนี้ มาดูเอเก้กลายเป็นตัวแปรสำคัญในแนวรุกของทีม ด้วยความเร็ว, การเลี้ยงบอล, และการยิงประตูแม่นยำ
การแสดงฟอร์มที่น่าทึ่งของเขาไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แฟนบอล แต่ยังทำให้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อลสามารถวางแผนเกมรุกได้อย่างมั่นใจ
หลังเกมยูฟ่าเปิดให้แฟนบอลโหวตหาผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ ผลปรากฏว่า:
โนนี มาดูเอเก้ (อาร์เซน่อล) – ครองอันดับ 1
ฌูลส์ กุนเด้ (บาร์เซโลน่า) – อันดับ 2
ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเรอ (อตาลันต้า) – อันดับ 3
ออสการ์ กลูคห์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม) – อันดับ 4
แฟนบอลต่างยกให้มาดูเอเก้เป็น ดาวเด่นของแมตช์เดย์ 6 ด้วยฟอร์มที่สมบูรณ์แบบทั้งการยิง, แอสซิสต์ และการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม
การยิงประตู: ซัดสองประตูในเกมเดียว แสดงถึงความแม่นยำและความมั่นใจสูง
สปีดและการเลี้ยงบอล: เข้าปะทะคู่แข่งได้ดีและเลี้ยงบอลขึ้นหน้าได้ต่อเนื่อง
สร้างสรรค์เกมรุก: มีส่วนร่วมในการทำเกมของทีมสูง สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมหลายครั้ง
ผลต่อทีม: ช่วยอาร์เซน่อลรักษาตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่ม และฟอร์มไร้พ่าย 6 นัด
ด้วยการเก็บชัยชนะครบ 6 นัด อาร์เซน่อลกลายเป็นทีมที่ น่าจับตาที่สุดในรอบน็อกเอาต์ UCL ฤดูกาลนี้ การมีดาวรุ่งฟอร์มแรงอย่างโนนี มาดูเอเก้ จะเป็นตัวชูโรงสำคัญในการลุ้นความสำเร็จในเวทียุโรป
อาร์เซน่อล เดินหน้ารักษาฟอร์มสุดร้อนแรงในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 หลังบุกถล่ม คลับ บรูช 3-0 จากผลงานสุดโดดเด่นของ โนนี มาดูเอเก้ ที่ซัดสองประตู และอีกหนึ่งลูกจาก กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ส่งผลให้ “ไอ้ปืนใหญ่” คว้าชัย 6 นัดรวดในรอบ ลีกเฟส เก็บ 18 คะแนนเต็ม นั่งจ่าฝูงสบาย
มาดูเอเก้ ยิงสองประตู (นาที 25, 47)
มาร์ติเนลลี่ ปิดจ็อบด้วยประตูสุดสวย (นาที 56)
อาร์เซน่อล ชนะ 6 นัดรวด เก็บ 18 คะแนนเต็ม
คลับ บรูช มี 4 คะแนน จาก 6 นัด รั้งอันดับ 31
ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส นัดที่ 6 แข่งขันที่สนาม ยาน เบรย์เดิล สเตเดียม ประเทศเบลเยียม วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 โดยเจ้าถิ่น คลับ บรูช เปิดบ้านรับการมาเยือนของยอดทีมพรีเมียร์ลีกอย่าง อาร์เซน่อล
ช่วง 20 นาทีแรก คลับ บรูช ทำเกมสู้กับทีมเยือนได้อย่างยอดเยี่ยม มีจังหวะโต้กลับให้ลุ้น แต่ยังไม่สามารถเจาะแนวรับปืนใหญ่ได้
นาทีที่ 25 ความสุดยอดของ โนนี มาดูเอเก้ ทำให้สกอร์ขยับ เมื่อเขาพาบอลลากเดี่ยวเข้าไปก่อนซัดด้วยซ้ายเต็มแรงจากระยะราว 20 หลา บอลพุ่งเช็ดใต้คานอย่างงดงาม ส่งอาร์เซน่อลนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เริ่มครึ่งหลังไม่ทันไร นาทีที่ 47 มาร์ติน ซูบีเมนดี้ เปิดจากฝั่งซ้ายไปเสาสองให้ มาดูเอเก้ โขกจ่อ ๆ เข้าไป เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ พาอาร์เซน่อลนำห่าง 2-0
เพียง 9 นาทีถัดมา นาทีที่ 56 แฟนปืนได้เฮอีกครั้ง เมื่อ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ซัดไกลสุดสวยจากนอกเขตโทษทางฝั่งซ้าย บอลโค้งเสียบสามเหลี่ยมอย่างเฉียบคม เป็นประตูปิดกล่อง 3-0
แม้ช่วงท้ายเกม อาร์เซน่อลจะมีโอกาสบวกเพิ่มหลายครั้ง แต่ไม่มีสกอร์เพิ่มเติม ทำให้เกมจบลงด้วยชัยชนะ 3-0 ของยอดทีมจากอังกฤษ
คลับ บรูช : 4 คะแนนจาก 6 นัด รั้งอันดับ 31
อาร์เซน่อล : 18 คะแนนเต็ม จาก 6 เกม ชนะรวด 100% นั่งจ่าฝูงแบบไร้คู่แข่ง
การแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ ลีกเฟส ประจำวันที่ 10 ธันวาคม ที่สนามเอสตาดิโอ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว กลายเป็นเกมที่กดดันอย่างหนักสำหรับ ชาบี อลอนโซ่ กุนซือหนุ่มของ เรอัล มาดริด หลังไม่สามารถพาทีมคว้าคะแนนในบ้านได้ ก่อนพ่ายคาถิ่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 ส่งผลให้อนาคตบนเก้าอี้นายใหญ่ “ราชันชุดขาว” เริ่มสั่นคลอนอย่างจริงจัง
เกมเปิดฉาก 20 นาทีแรก ทั้งสองทีมผลัดกันเปิดเกมแลกหมัดแบบไม่มีใครยอมใคร แม้ยังไม่มีจังหวะหวาดเสียวมากนัก แต่ความเข้มข้นของการต่อบอลและการเข้าทำถือว่าสูสี
จนกระทั่งนาทีที่ 28 เรอัล มาดริด ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ จู๊ด เบลลิงแฮม แทงทะลุช่องอย่างเฉียบคมให้ โรดรีโก้ หลุดไปซัดเรียดเสียบเสาไกลอย่างเด็ดขาด ส่งเสียงเฮลั่นทั่วเบร์นาเบว
แต่ความได้เปรียบอยู่ได้ไม่นาน นาทีที่ 36 แมนฯ ซิตี้ ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ รับลูกโหม่งของ ยอชโก้ กวาร์ดิโอล ไม่ดี บอลกระดอนเข้าทาง นิโก้ โอไรลี่ ซ้ำจ่อ ๆ ไม่พลาด
ก่อนหมดครึ่งแรกในนาทีที่ 43 ซิตี้มาได้จุดโทษเมื่อ เออร์ลิง ฮาลันด์ ถูก อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ดึงล้มในกรอบเขตโทษ หลังเช็ก VAR ผู้ตัดสินยืนยันให้เป็นจุดโทษ และฮาลันด์รับหน้าที่ฆ่าเอง ไม่พลาด ส่งทีมเยือนพลิกขึ้นนำ 2-1
ครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ ยังคงครองบอลเหนือกว่าและมีโอกาสลุ้นประตูเพิ่มจาก ฮาลันด์ และ เฌเรมี่ โดกู แต่กูร์กตัวส์ยังคงโชว์ฟอร์มเหนียวหนึบ ช่วยให้มาดริดยังมีหวังอยู่ในเกม
ช่วงท้ายเกม “ราชันชุดขาว” เปิดเกมรุกเต็มกำลัง โดยมีโอกาสทองจากลูกโหม่งของ เอ็นดริค แต่บอลดันพุ่งไปชนคานอย่างน่าเสียดาย ทำให้พวกเขาไม่สามารถตีเสมอได้
ท้ายที่สุด แมนฯ ซิตี้ ปิดเกมแบบนิ่ง ใช้การประคองบอลและสวนกลับคอยคุมจังหวะ จบเกมด้วยชัยชนะ 2-1 เก็บสามคะแนนสำคัญออกจากเบร์นาเบวได้อย่างยอดเยี่ยม
ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้อนาคตของ ชาบี อลอนโซ่ กลับมาถูกตั้งคำถามอีกครั้ง หลังสื่อเมืองสเปนรายงานว่าบอร์ดบริหารเริ่มไม่พอใจผลงานในช่วงหลัง และหากไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการแข่งขันนัดถัดไป อาจมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือ
เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือคนดังของ ลิเวอร์พูล ออกมาแสดงความเห็นถึงประเด็นดราม่าร้อนแรงของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลังดาวยิงทีมชาติอียิปต์ออกมาวิจารณ์สโมสรและ อาร์เน่ ชล็อต จนถูกตัดชื่อออกจากทีมในเกมบุกชนะ อินเตอร์ มิลาน 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยมีอดีตตำนาน “หงส์แดง” อย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ออกมาตำหนิว่าการวิจารณ์ต้นสังกัดผ่านสื่อเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และควรรีบเคลียร์ปัญหาเพื่อไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
คล็อปป์ ซึ่งเป็นคนดึงซาลาห์มาร่วมทัพในปี 2017 และผลักดันจนเขากลายเป็นหนึ่งในตำนานของลิเวอร์พูล เปิดเผยมุมมองต่อศิษย์เก่าที่กำลังตกเป็นกระแสว่า บุคลิกและประสบการณ์ชีวิตมีผลอย่างมากต่อวิธีคิดของซาลาห์
“เราทุกคนถูกหล่อหลอมจากอดีตและวิธีการเติบโต โมเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าเขาต้องทำมากกว่าคนอื่นเสมอ” คล็อปป์กล่าว
“เขาพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยหยุดเลย ทุกครั้งหลังซัมเมอร์เขาจะกลับมาพร้อมทักษะใหม่เหมือนฝึกซ้อมบางอย่างอย่างหนักมาตลอดช่วงพัก”
กุนซือชาวเยอรมันยังกล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซาลาห์เต็มไปด้วยการผลักดันซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จจนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลประวัติศาสตร์
“ผมไม่บอกว่าเขาเป็นคนรับมือได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่คนที่จัดการยาก คุณจะมีปัญหากับเขาแค่ตอนที่เขาไม่ได้ลงเล่น หรือถูกเปลี่ยนออกเท่านั้น”
แม้จะมีประเด็นร้อนในช่วงนี้ คล็อปป์ย้ำว่าสถานะของซาลาห์ในฐานะนักเตะระดับตำนานของลิเวอร์พูลจะไม่เปลี่ยนแปลง เขาคือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดที่สร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสร
“เขาจะถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของลิเวอร์พูล ความสำเร็จที่เราทำร่วมกันเชื่อมเราไว้ด้วยกันตลอดชีวิต”
กรณีนี้ถูกจับตามองอย่างหนัก เนื่องจากซาลาห์ถือเป็นคีย์แมนของทีม ขณะเดียวกันอาร์เน่ ชล็อต ก็ต้องรับมือกับแรงกดดันจากผลงานที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งการปะทะกันผ่านสื่ออาจส่งผลต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัว
สถานการณ์ระหว่าง ซาลาห์ – ลิเวอร์พูล – อาร์เน่ ชล็อต ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าทั้งสองฝ่ายจะหาข้อสรุปและกลับมาร่วมงานกันได้อย่างราบรื่นหรือไม่
ก่อนหน้า 1 … 65 66 67 68 69 … 83 ถัดไป »