ไรอัน กราเฟนแบร์ก มิดฟิลด์อนาคตไกลของ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังคุมจังหวะในแดนกลางได้อย่างอยู่หมัดจนทำให้เกมรุกของ อินเตอร์ มิลาน แทบต่อบอลกันไม่ติด ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส ที่สนามจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า เมื่อคืนวันอังคารที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมพาทีม “หงส์แดง” บุกเก็บสามแต้มสำคัญด้วยชัยชนะ 1-0
ฟอร์มการเล่นระดับมาสเตอร์คลาสของ กราเฟนแบร์ก ครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเหมาะสมอย่างยิ่งกับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ โดยตัวเลขผลงานในสนามสะท้อนความโดดเด่นของเขาได้อย่างชัดเจน
ลงเล่น: 90 นาที
ผ่านบอลสำเร็จ: 93% (57 จาก 61 ครั้ง)
ผ่านบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย: 7 ครั้ง
ชนะการดวลแย่งบอล: 6 ครั้ง
เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ: 2 ครั้ง
เรียกฟาวล์: 2 ครั้ง
ตัดบอลสำเร็จ: 5 ครั้ง
โอกาสยิงรวม: 2 ครั้ง
ยิงเข้ากรอบ: 1 ครั้ง
เกมนี้ กราเฟนแบร์ก แสดงให้เห็นถึงความครบเครื่องในบทบาทมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม ทั้งการจ่ายบอลที่แม่นยำ การสร้างสรรค์โอกาส และการช่วยเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม การผ่านบอลความแม่นยำสูงถึง 93% ช่วยให้ลิเวอร์พูลสามารถครองเกมและคุมจังหวะได้ตลอดทั้งแมตช์ ขณะเดียวกันความแข็งแกร่งในการแย่งบอลและอ่านเกมก็ทำให้คู่แข่งเล่นได้อย่างยากลำบาก
จากฟอร์มที่เปล่งประกายในเกมนี้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ไม่เพียงช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะสำคัญในศึกยุโรป แต่ยังแสดงให้เห็นว่าเขากำลังพัฒนาขึ้นเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป
อตาลันต้า ทำผลงานสุดร้อนแรงด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส เมื่อคืนวันอังคารที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เกมนี้ ชาร์ลส์ เดอ เกเตลาเร่อ กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญ ทั้งยิงทั้งจ่าย ช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะสำคัญท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่มของแฟนบอลเจ้าถิ่น
ในช่วง 20 นาทีแรก ทั้งสองทีมต่างเน้นการตั้งเกมอย่างรัดกุม เล่นด้วยความระมัดระวัง ทำให้จังหวะเข้าทำของทั้งสองฝั่งค่อนข้างจำกัด โดย เชลซี มีโอกาสเพียงเล็กน้อยจากการโต้กลับรวดเร็ว แต่แนวรับอตาลันต้าก็ยังคงยืนตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่น
จนกระทั่งนาทีที่ 26 เชลซีมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลของ ริส เจมส์ ทางฝั่งขวาให้ ชูเอา เปโดร สะกิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนที่จะยิงเข้าไปอย่างเฉียบคม VAR ตรวจสอบและยืนยันว่าไม่มีล้ำหน้า ทำให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
เริ่มครึ่งหลังเพียง 5 นาที อตาลันต้าก็สามารถตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะที่ เดอ เกเตลาเร่อ โชว์ความสามารถเฉพาะตัว ลากบอลจี้เข้าไปเกือบถึงเส้นหลัง ก่อนเปิดให้ จานลูก้า สกามัคก้า ขึ้นโหม่งง่าย ๆ บอลเข้าประตูอย่างสวยงาม เป็น 1-1
การตีเสมอทำให้บรรยากาศในสนามเดือดขึ้นทันที แฟนบอลอตาลันต้าเชียร์อย่างดังกระหึ่ม กดดันให้เชลซีต้องปรับแผนการเล่นเพื่อหวังประคองสกอร์
เกมเริ่มเข้าช่วง 20 นาทีสุดท้าย อตาลันต้าดูมีทีเด็ดมากขึ้น โดยเฉพาะ เดอ เกเตลาเร่อ ที่ถือเป็นคีย์แมนของเกม นาทีที่ 83 เขาใช้ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงบอลจากกลางสนามผ่านแนวรับเชลซีหลายคน ก่อนจบด้วยการยิงด้วยเท้าขวาบอลพุ่งเสียบเสาอย่างสุดสวย ทำให้อตาลันต้าขึ้นนำ 2-1
หลังจากนั้น เชลซีพยายามโหมบุกเพื่อหวังตีเสมอ แต่แนวรับอตาลันต้าทำงานอย่างเหนียวแน่น ปิดทุกช่องทางในการเจาะประตู ส่งผลให้ทีมเยือนไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้
ชาร์ลส์ เดอ เกเตลาเร่อ: คีย์แมนของเกม ยิง 1 จ่าย 1 โชว์ความเร็ว ความแข็งแรง และความสามารถในการเลี้ยงบอลทะลุแนวรับคู่แข่ง ทำให้ทีมมีจังหวะรุกหลากหลาย
จานลูก้า สกามัคก้า: ทำประตูตีเสมอจากลูกโหม่งง่าย ๆ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการหาตำแหน่งและความแม่นยำ
แนวรับอตาลันต้า: ทั้งทีมช่วยกันป้องกันได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่เชลซีพยายามบุกหนัก
แฟนบอลอตาลันต้าเต็มสนาม ส่งเสียงเชียร์อย่างล้นหลาม ทำให้ผู้เล่นมีแรงฮึดสู้เพิ่มขึ้น การเก็บ 3 คะแนนสำคัญครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้ทีมมีความมั่นใจในเวทียุโรป แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทีมคู่แข่งว่าพวกเขาเป็นคู่แข่งที่ต้องระวัง
เกมจบลงด้วยสกอร์ อตาลันต้า 2-1 เชลซี ผลการแข่งขันนี้ทำให้อตาลันต้าแสดงศักยภาพในเวทียุโรปอย่างเต็มที่ พร้อมสร้างโมเมนตัมดี ๆ ให้กับทีมในการแข่งขันรอบถัดไป
ฟาน ไดค์ กัปตันทีมลิเวอร์พูล ออกมาแสดงความพอใจกับผลงานของเพื่อนร่วมทีม หลัง “หงส์แดง” บุกไปคว้าชัยเหนือ อินเตอร์ มิลาน 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส คืนวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่สนามจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า พร้อมชี้ว่าทีมกำลังเริ่มคืนฟอร์มและสามารถหาความสม่ำเสมอได้มากขึ้น
ก่อนเกมนี้ ลิเวอร์พูลเพิ่งทำได้แค่เสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 3-3 ในพรีเมียร์ลีก ทำให้ทีมของอาเน่อ สล็อต ต้องการชัยชนะเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา การบุกเยือนอินเตอร์ มิลาน ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับแนวรับและเกมรุกของหงส์แดง
เกมนี้ ลิเวอร์พูลสามารถคุมจังหวะของเกมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกที่สามารถตัดบอลและโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้โอกาสเข้าทำของทีมจะยังไม่เฉียบขาด แต่การยืนระยะและการทำงานเป็นทีมทำให้ทีมเยือนสามารถสร้างความกดดันต่อแนวรับของอินเตอร์ได้อย่างต่อเนื่อง
เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ช่วง 10 นาทีสุดท้ายเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ถูกดึงล้มในเขตโทษ ผู้ตัดสินเช็ก VAR ก่อนเป่าจุดโทษให้กับลิเวอร์พูล และเป็น โดมินิค โซโบซไล ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปอย่างเฉียบขาด กลายเป็นประตูชัยให้หงส์แดงเก็บสามแต้มสำคัญ พร้อมขยับขึ้นสู่อันดับ 8 ของตารางลีกถ้วยยุโรป
ชัยชนะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเมนตัมสำคัญในการลุ้นเข้ารอบต่อไปของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะคู่แข่งในกลุ่มนี้ยังมีเกมที่สูสี การคว้าชัยในเกมเยือนถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าลิเวอร์พูลเริ่มกลับมาอยู่ในฟอร์มที่มั่นคง
หลังจบเกม ฟาน ไดค์ กล่าวถึงผลงานของทีมว่า “เราควบคุมเกมได้ดี แม้มันอาจจะออกมาเป็น 0-0 แต่สุดท้ายเราก็ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ การคว้าชัยชนะในช่วงที่เรากำลังพยายามสร้างความคงเส้นคงวานนั้นสำคัญมาก เราต้องการพัฒนา และต้องการชัยชนะในทุกเกมที่ลงสนาม”
กองหลังชาวดัตช์ยังชี้ว่าทีมกำลังหาความสมดุลระหว่างเกมรุกและเกมรับให้ดียิ่งขึ้น และการชนะเกมเยือนแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะผู้เล่นแนวรุกที่เริ่มแสดงฟอร์มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชัยชนะเหนืออินเตอร์ มิลาน ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับ ลิเวอร์พูล ทั้งในแง่ของฟอร์มการเล่นและความมั่นใจของทีม การเก็บสามแต้มในเกมเยือนสำคัญนี้ช่วยให้หงส์แดงมีโอกาสเข้ารอบต่อไปของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมากขึ้น พร้อมกับเป็นแรงผลักดันให้ทีมสามารถรักษาความสม่ำเสมอในพรีเมียร์ลีกได้
เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลาลีก้า กำลังเผชิญ วิกฤตฟอร์มสะดุด หลังจากเก็บได้เพียง 6 คะแนนจาก 15 คะแนนเต็มใน 5 นัดหลังสุด ผลงานล่าสุดคือการพ่ายแพ้ต่อ เซลต้า บีโก้ ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเขากับจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ขยายตัวออกไปอย่างน่ากังวล
ฟอร์มที่ไม่คงที่นี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของแฟนบอลและทีมงาน ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสามารถของ ชาบี อลอนโซ่ ในการจัดการทีมภายใต้แรงกดดันสูง
สาเหตุสำคัญของวิกฤตฟอร์มสะดุดของเรอัล มาดริดมีหลายประการ ได้แก่
ความไม่สมดุลของทีม: เกมรุกขาดความเด็ดขาดในการทำประตู ขณะที่เกมรับมีข้อผิดพลาดส่วนบุคคลบ่อยครั้ง
การบาดเจ็บของผู้เล่นสำคัญ: ส่งผลให้ทีมไม่สามารถจัดชุดผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนามต่อเนื่อง
ฟอร์มตกของผู้เล่นแกนหลัก: ทำให้ทีมไม่สามารถรักษามาตรฐานการแข่งขันได้
แม้ ชาบี อลอนโซ่ จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แต่ผลงานที่ไม่คงที่และการแก้เกมที่ไม่ทันท่วงที ทำให้แรงกดดันต่อเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีรายงานว่าสโมสรเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเปิดเผย
สื่อสเปนคาดการณ์ว่า หากผลการแข่งขันในนัดสำคัญไม่เป็นไปตามเป้า การ เปลี่ยนโค้ชเรอัล มาดริด อาจเกิดขึ้นภายในเร็ว ๆ นี้
นัดต่อไปใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่าง เรอัล มาดริด vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่แค่เกมการแข่งขันระดับยุโรป แต่ยังเป็น เกมตัดสินชะตาของชาบี อลอนโซ่ หากเขาสามารถนำทีมกลับมาคว้าผลการแข่งขันที่น่าพอใจ ฟอร์มของทีมอาจฟื้นตัว และแรงกดดันต่อเขาอาจบรรเทาลง
แต่หากผลลัพธ์ออกมาเป็นลบ ความเป็นไปได้สูงที่สโมสรจะต้องพิจารณา เปลี่ยนผู้จัดการทีม เพื่อกู้สถานการณ์กลับมา
เรอัล มาดริดกำลังเผชิญ วิกฤตฟอร์มตกในลาลีก้า ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทั้งด้านกลยุทธ์ การจัดการทีม และความไม่สมดุลของผู้เล่น แฟนบอลและนักวิเคราะห์ต่างจับตาดู ชาบี อลอนโซ่ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะใน เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดสำคัญ ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนชะตาของทีมในฤดูกาลนี้
หลุยส์ ดิอาซ ปีกความเร็วและเทคนิคสูงของ บาเยิร์น มิวนิค ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงแบบหยุดไม่อยู่ในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ หลังจากมีส่วนร่วมกับประตูถึง 13 ลูกใน 13 เกม กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อเกมรุกของทีมมากที่สุดในเวลานี้
7 ประตู จากการจบสกอร์ด้วยตัวเอง
6 แอสซิสต์ จากการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบในฐานะปีกยุคใหม่ ทั้งยิงเองได้ แถมยังจ่ายเก่งอีกด้วย
1. ความเร็วและการเลี้ยงบอลที่ฉีกแนวรับ
ดิอาซขึ้นชื่อเรื่องการพาบอลทะลุแนวรับ ซึ่งช่วยให้บาเยิร์นมีมิติการเข้าทำที่หลากหลาย กองหลังคู่แข่งต้องคอยประกบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพราะหากปล่อยให้มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย เขาสามารถเปลี่ยนจังหวะปกติเป็นโอกาสลุ้นประตูได้ทันที
2. การจบสกอร์ที่เฉียบคมขึ้น
ถ้าเทียบกับตอนอยู่ลิเวอร์พูล ดิอาซพัฒนาการสับไกและเลือกมุมยิงดีขึ้นอย่างชัดเจน การปรับตัวในระบบเกมรุกของบาเยิร์น ซึ่งเน้นการเติมเกมเร็วและการหาพื้นที่ว่าง ทำให้เขาสามารถได้โอกาสยิงมากขึ้น และแปลงเป็นประตูได้บ่อยครั้ง
3. วิสัยทัศน์การจ่ายบอลระดับเพลย์เมกเกอร์
แม้จะเล่นในตำแหน่งปีก แต่ดิอาซมีสายตาที่อ่านเกมขาด จังหวะเปิดบอลเข้าพื้นที่อันตรายและการจ่ายทะลุช่องให้เพื่อนร่วมทีมกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญ ทำให้เขามีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เกมไม่ต่างจากมิดฟิลด์ตัวรุกระดับท็อป
4. ความสม่ำเสมอที่หาได้ยาก
การมีส่วนร่วมกับประตูแทบทุกนัดในลีกคือสิ่งที่บอกได้ชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นที่ฟอร์มขึ้น ๆ ลง ๆ แต่เป็นคนที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้ทีมได้เสมอ ยิ่งในระบบที่มีการหมุนเวียนผู้เล่นบ่อยของบาเยิร์น ดิอาซคือหนึ่งในคนที่ยังรักษามาตรฐานได้ดีที่สุด
ฟอร์มแบบนี้ทำให้โค้ชสามารถใช้ดิอาซเป็นทั้งปีกซ้ายตัวหลักหรือขยับเข้ามาเล่นบทบาท “อินไซด์ฟอร์เวิร์ด” ได้อย่างยืดหยุ่น เมื่อเขาเล่นร่วมกับตัวจบสกอร์อย่าง แฮร์รี เคน หรือกองหน้าคนอื่น ๆ การเข้าทำของบาเยิร์นจึงมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการตัดเข้าในยิงเอง การโยกบอลไปกราบอีกฝั่ง หรือการจ่ายให้เพื่อนจบสกอร์
นอกจากนี้ ดิอาซยังช่วยดึงตัวประกบ 1–2 คนเป็นประจำ ทำให้เกิดช่องว่างให้เพื่อนร่วมทีมแทรกขึ้นไปสร้างโอกาสได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
สื่อกีฬาหลายสำนักเริ่มพูดถึงชื่อของดิอาซมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมองว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีพัฒนาการต่อเนื่องที่สุดในยุโรป ณ ตอนนี้ แฟนบอลบาเยิร์นจำนวนมากต่างชื่นชมว่าเขานำความตื่นเต้นและพลังการเล่นที่ขาดหายไปในปีกซ้ายกลับมาอีกครั้งหลังยุคของฟร็องก์ ริเบรี่
หากเขาสามารถรักษามาตรฐานการเล่นระดับนี้จนจบฤดูกาล โอกาสที่ชื่อของเขาจะติดลิสต์ลุ้นรางวัลต่าง ๆ เช่น
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีบุนเดสลีกา
ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล
หรือแม้แต่ บัลลงดอร์ลิสต์ยาว หากพาทีมประสบความสำเร็จในยุโรป
ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด
หลุยส์ ดิอาซ ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ “ปีกความหวัง” ของบาเยิร์น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญที่สุดของสโมสร ฟอร์มการเล่นที่เฉียบขาดทั้งการยิงและการจ่าย ทำให้เขาเป็นตัวแปรหลักในเกมรุกของทีมอย่างแท้จริง หากยังคงรักษาฟอร์มนี้ได้ มีโอกาสสูงที่เขาจะปิดฤดูกาลนี้ด้วยสถิติระดับเวิลด์คลาสและกลายเป็นหนึ่งในสุดยอดผู้เล่นของยุโรปในปีนี้
ลิเวอร์พูลสร้างความฮือฮาให้กับวงการลูกหนังยุโรปอีกครั้ง เมื่อมีรายงานยืนยันว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงตัวความหวังของทีม ไม่ถูกใส่ชื่อในทีมชุดออกไปเยือน อินเตอร์ มิลาน ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบลีกเฟส วันอังคารที่ 9 ธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญต่อเส้นทางเข้ารอบของ “หงส์แดง”
แหล่งข่าวระดับสูงจากสื่อกีฬาชั้นนำของยุโรป รวมถึงรายงานจาก ฟาบริซ ฮอว์กินส์ ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ของ RMC Sport ระบุว่า การตัดชื่อซาลาห์ออกจากทีมเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์บทสัมภาษณ์ที่เจ้าตัวให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสร้างความไม่พอใจในบอร์ดบริหารและทีมสตาฟฟ์ ถึงขั้นมีการประชุมด่วนร่วมกับ อาร์เน่อ ชล็อต ผู้จัดการทีมชาวดัตช์
แม้รายละเอียดของบทสัมภาษณ์จะยังไม่มีการเปิดเผยทั้งหมด แต่มีการคาดเดาว่า ซาลาห์อาจพูดถึงอนาคตของตนเองหรือวิจารณ์ระบบการเล่นบางอย่าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดเล็ก ๆ ภายในทีม
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในสโมสรยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็น “มาตรการเชิงวินัยที่มุ่งเน้นผลระยะยาว” และไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างซาลาห์กับชล็อตจะถึงจุดแตกหัก
แม้จะถูกตัดชื่อจากเกมยุโรปครั้งนี้ แต่ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม ซาลาห์ยังคงเดินทางมารายงานตัวซ้อมที่ศูนย์ฝึก AXA Training Centre ตามปกติ บรรยากาศบริเวณทางเข้าเต็มไปด้วยสื่อมวลชนที่มาปักหลักรอทำข่าวตั้งแต่เช้าตรู่ หลายฝ่ายหวังได้เห็นปฏิกิริยาแรกของดาวยิงทีมชาติอียิปต์หลังเกิดกระแสข่าวดังกล่าว
จากภาพที่ปรากฏ ซาลาห์ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและทักทายเพื่อนร่วมทีมตามปกติ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในทีมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงตามที่บางสื่อคาดการณ์
การไม่มีซาลาห์ในเกมเยือนอินเตอร์ นับเป็นโจทย์ใหญ่ของชล็อต เพราะ “หงส์แดง” ต้องการแต้มสำคัญในกลุ่มนี้ โดยมีการคาดว่าเขาอาจปรับระบบการเล่นเล็กน้อย
ตัวเลือกที่เป็นไปได้ได้แก่:
โคดี้ กัคโป ลงยืนเป็นตัวรุกหลักทางฝั่งขวา
ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ อาจได้รับโอกาสในเกมยุโรป
หรืออาจปรับไปใช้ระบบ “ฟอลส์ไนน์” เพื่อเพิ่มความหลากหลาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านแท็กติกหลายคนเชื่อว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของชล็อตอาจเป็นความพยายาม “ส่งสัญญาณ” ให้ทีมกลับมาโฟกัสและรักษาวินัยเชิงสโมสรอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นแนวทางที่เขายึดมั่นตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
แม้ซาลาห์จะไม่ได้ลงเล่นในแมตช์สำคัญครั้งนี้ แต่การที่เขายังคงร่วมซ้อมกับทีมครบตามกำหนด เป็นสัญญาณว่าเขายังคงอยู่ในแผนงานระยะยาวของลิเวอร์พูล เช่นเดิม
คาดว่าเขาอาจกลับมาลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ หรือศึกยุโรปนัดถัดไป หากสถานการณ์ภายในทีมคลี่คลายและเจ้าตัวแสดงความมุ่งมั่นมากพอ
แฟนบอลจำนวนมากยังคงให้กำลังใจซาลาห์ผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมเรียกร้องให้สโมสรจัดการสถานการณ์ด้วยความโปร่งใส เพื่อไม่ให้บรรยากาศในทีมเสียหายมากไปกว่านี้
แฮร์รี่ เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษของ บาเยิร์น มิวนิค ยังคงโชว์ฟอร์มโหดแบบหยุดไม่อยู่ หลังซัด แฮตทริกครั้งที่ 10 ในบุนเดสลีกา แม้จะถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 60 แต่กลับระเบิดประตูรัว ๆ ช่วยให้ “เสือใต้” บุกถล่ม สตุ๊ตการ์ท ที่เหลือผู้เล่น 10 คนช่วงท้ายเกม 5-0 ในคืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา
ผลงานครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่า เคน ยังคงเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของยุโรป และกำลังเดินหน้าท้าทายสถิตินักเตะระดับตำนานของลีกเมืองเบียร์อย่างต่อเนื่อง
แม้จะลงสนามเพียง 30 นาที แต่ตัวเลขผลงานของเขาจัดว่า “โหดเกินเบอร์ตัวสำรอง” ดังนี้
ลงเล่น: 30 นาที
สัมผัสบอล: 17 ครั้ง
สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง: 6 ครั้ง
ผ่านบอลเข้าเป้า: 80% (8 จาก 10 ครั้ง)
ยิงรวม: 4 ครั้ง
ยิงตรงกรอบ: 4 ครั้ง
ประตู: 3 ลูก
สร้างโอกาส: 1 ครั้ง
ผลงานระดับนี้สะท้อนชัดเจนถึงประสิทธิภาพและสัญชาตญาณการจบสกอร์ของดาวยิงวัย 32 ปี ที่ใช้เวลาในสนามอย่างคุ้มค่าเกินร้อย
ด้วยแฮตทริกล่าสุด ทำให้ เคน ขยับสถิติของตัวเองเป็น 10 แฮตทริกในบุนเดสลีกา ซึ่งถือว่าสุดยอดอย่างมาก เพราะเขาเพิ่งเล่นในลีกนี้เป็นเพียง ฤดูกาลที่สามเท่านั้น
ปัจจุบันมีเพียงแข้งระดับตำนาน 4 รายเท่านั้นที่ทำแฮตทริกมากกว่าเขา ได้แก่
แกร์ด มุลเลอร์ – 32 ครั้ง
โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ – 16 ครั้ง
เคล้าส์ ฟิสเชอร์ – 12 ครั้ง
จุ๊ปป์ ไฮย์เกส – 11 ครั้ง
การที่ เคน ไต่อันดับเข้ามาใกล้กลุ่มตำนานเหล่านี้ในเวลาไม่นาน สะท้อนถึงคุณภาพระดับโลกของเจ้าตัวแบบไร้ข้อกังขา
ฟอร์มในเกมบุกถล่มสตุ๊ตการ์ทพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มเกมบนม้านั่งสำรอง แฮร์รี่ เคน ยังสามารถพลิกเกมและสร้างความแตกต่างได้อย่างทันที ด้วยความเฉียบคม ความมั่นใจ และการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพสุด ๆ
หากเขายังคงรักษามาตรฐานนี้ไว้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะช่วยบาเยิร์นลุ้นความสำเร็จในทุกรายการ แต่เขายังมีโอกาสจารึกชื่อในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อาร์เตต้า ยอมรับเจ็บปวดหลัง อาร์เซน่อล บุกพ่าย แอสตัน วิลล่า 1-2 ช่วงทดเวลา — ชี้ลูกทีมเล่นไม่ถึงมาตรฐานแม้นำจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก 2025/26
มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมทำผลงานได้ไม่ดีพอ หลังบุกไปพ่าย แอสตัน วิลล่า 1-2 ที่สนามวิลล่า พาร์ค ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยประตูแพ้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวรับว่าเป็น “ความเจ็บปวดที่ยากจะทำใจ”
แม้ความพ่ายแพ้เกมนี้จะทำให้ “ปืนใหญ่” สะดุด แต่ยังคงรั้งจ่าฝูงหลังผ่าน 15 นัด ขณะที่ “สิงห์ผงาด” ของ อูไน เอเมรี่ กระโดดขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงชั่วคราวตามหลัง อาร์เซน่อล อยู่เพียง 3 คะแนน
1-0 แมตตี้ แคช (น.36)
1-1 เลอันโดร ทรอสซาร์ (น.52)
2-1 เอมิเลียโน่ บวนเดีย (ช่วงทดเวลา)
หลังจบเกม มิเกล อาร์เตต้า เปิดใจถึงความรู้สึกผิดหวังต่อฟอร์มของลูกทีม พร้อมชี้ว่ามีหลายจังหวะที่ควรทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะการจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านและการตัดสินใจจังหวะสำคัญ
“มันเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม มันยากที่จะยอมรับได้… ครึ่งแรกเรามีโอกาส แต่พวกเขามีโอกาสดีกว่า และผมคิดว่ามันเป็นการฟาวล์ คาลาฟิออรี่ ตอนที่ วัตกิ้นส์ หลุดเข้าไป” อาร์เตต้า กล่าว
กุนซืออาร์เซน่อลยอมรับว่า นักเตะหลายคนเล่นต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่ทีมขาดความเฉียบคมในการเก็บบอลจังหวะสองและปล่อยให้เจ้าถิ่นมีพื้นที่เล่นมากเกินไป
อาร์เตต้ายังพูดถึงจังหวะสำคัญที่ทีมพลาดโอกาสคว้า 3 คะแนน โดยเฉพาะจังหวะที่ เดแคลน ไรซ์ เปิดให้ โนนี่ มาดูเอเก้ และ วิคตอร์ โยเคเรส แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้
“เรามีโอกาสทองหลายครั้ง แต่จบไม่ได้… ก่อนประตูสำคัญเราคุมเกมหลุดอีกครั้ง และนั่นทำให้เราต้องแพ้ มันเจ็บปวดมาก”
ช่วงท้ายเกม อาร์เซน่อลเสียการควบคุมพื้นที่กลางสนาม ทำให้ แอสตัน วิลล่า ได้โอกาสเปิดเกมรุกและยิงประตูชัยจาก บวนเดีย ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งเสียงเฮลั่นทั่ววิลล่า พาร์ค
แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ที่ทำให้จ่าฝูงต้องสะดุด แต่ อาร์เตต้า ย้ำว่าทีมต้องใช้บทเรียนครั้งนี้เป็นแรงผลักดัน
“เราต้องโฟกัสกับตัวเอง มาตรฐานของเราวันนี้ไม่ถึงระดับ โดยเฉพาะรายบุคคล… เราต้องใช้ความเจ็บปวดนี้เดินหน้าต่อไป นี่คือฟุตบอล”
แม้ อาร์เซน่อล จะยังรั้งอันดับ 1 แต่เกมรับและความแม่นยำในพื้นที่สุดท้ายยังเป็นจุดที่ต้องปรับปรุง หากต้องการลุ้นแชมป์ในซีซันที่แข่งขันดุเดือดมากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากคู่แข่งที่ฟอร์มแรงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล จุดกระแสย้ายทีมแรงขึ้นอีกขั้น หลังออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าผิดหวังสุดขีดกับสถานการณ์ของตัวเองในทีม หลังถูก อาร์เน่อ ชล็อต ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ ดร็อปเป็นตัวสำรอง 3 นัดติดต่อกัน รวมถึงเกมล่าสุดที่ “หงส์แดง” บุกไปเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 3-3 ช่วงทดเวลา เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา
ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มสะดุด หลังไม่ชนะในลีก 2 นัดรวด เริ่มจากเสมอซันเดอร์แลนด์ 1-1 ก่อนจะโดนลีดส์ยิงตีเสมอในวินาทีสุดท้าย เกมที่เอลแลนด์ โร้ด
ตลอด 3 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก ชล็อตตัดสินใจดร็อปซาลาห์เป็นตัวสำรองทั้งหมด โดยใน 2 เกมหลังสุด สตาร์ทีมชาติอียิปต์ ไม่ได้ถูกส่งลงสนามแม้แต่นาทีเดียว สร้างความไม่พอใจให้เจ้าตัวอย่างมาก
หลังจบเกมกับลีดส์ ซาลาห์ให้สัมภาษณ์อย่างเผ็ดร้อน โดยยอมรับว่าเป็นครั้งแรกในอาชีพที่ต้องนั่งข้างสนามครบ 90 นาทีเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน
“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าผมต้องนั่งข้างสนามทั้งเกมเป็นนัดที่สาม มันไม่เคยเกิดขึ้นในอาชีพของผม ผมผิดหวังมาก”
“ผมทำให้สโมสรนี้มามากมาย แต่ตอนนี้เหมือนพวกเขาโยนความผิดมาให้ผม พวกเขาไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ตอนซัมเมอร์”
สตาร์ชาวอียิปต์ยังเผยว่ามีคนในสโมสรต้องการให้เขาเป็นแพะรับบาปของทีม พร้อมยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชล็อต “แตกหักและไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
ซาลาห์ยอมรับว่าเกมพบไบรท์ตันที่แอนฟิลด์อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้บอกลาแฟนบอลก่อนเดินทางไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์
“ผมจะไปอยู่ที่แอนฟิลด์เพื่อบอกลาแฟนบอล เพราะผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ผมไปเล่นให้ทีมชาติ”
ดาวยิงตัวเก่งยังย้ำว่าไม่ยอมรับสถานการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปัญหาของทีม และไม่คิดว่าต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองรายวัน เพราะเชื่อว่าผลงานที่ผ่านมาบ่งบอกทุกอย่างแล้ว
จากสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทำให้อนาคตของ โม ซาลาห์ ดูจะเข้าใกล้คำว่า “ย้ายทีม” มากขึ้น โดยตลาดซื้อขายเดือนมกราคมอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งนักเตะและลิเวอร์พูล
แฟนบอลต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าสโมสรจะตัดสินใจอย่างไร และความร้าวฉานระหว่างซาลาห์กับกุนซือดัตช์จะคลี่คลายลงหรือไม่
ค็อบบี้ เมนู เตรียมย้ายแบบยืมตัวจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเดือนมกราคม
รายงานล่าสุดจาก ลอรี วิตเวลล์ และ มาร์ก คริชลีย์ สองผู้สื่อข่าวระดับสูงของ ดิแอธเลติก เปิดเผยว่า ค็อบบี้ เมนู กองกลางดาวรุ่งวัย 21 ปี ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความพร้อมที่จะออกจากสโมสรแบบยืมตัวในเดือนมกราคมนี้ หลังจากผิดหวังอย่างมากกับการไม่ได้รับโอกาสลงเล่นภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม แม้จะโชว์ฟอร์มดีในเกมฝึกซ้อมและเกมสำรอง แต่โอกาสในทีมชุดใหญ่ยังค่อนข้างจำกัด ทำให้ดาวรุ่งชาวอังกฤษเริ่มมองหาทางเลือกเพื่อพัฒนาฝีเท้าและสร้างประสบการณ์
แม้จะมีความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกและลีกต่างประเทศ แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้ตัดสินใจปล่อยนักเตะออกทันที ทีมงานต้องการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่นักเตะบางคนของสโมสรไปรับใช้ชาติใน ศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ การรอจนกว่าทัวร์นาเมนต์จะจบลงในช่วงกลางเดือนมกราคม จะช่วยให้ทีมสามารถวางแผนการจัดการนักเตะอย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องโอกาสลงสนามและสภาพร่างกาย
นักเตะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ไบรอัน เอ็มเบอโม, อาหมัด ดิยัลโล และ นุสแซร์ มัซราวี การฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังจากภารกิจรับใช้ชาติ และฟอร์มการเล่นในทัวร์นาเมนต์ จะเป็นตัวชี้วัดว่าทีมสามารถปล่อยยืม ค็อบบี้ เมนู ได้หรือไม่ การรอให้สถานการณ์ชัดเจนช่วยให้สโมสรไม่เสียเปรียบทั้งในด้านการแข่งขันและการพัฒนานักเตะ
สำหรับค็อบบี้ เมนู การย้ายแบบยืมตัวถือเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ฝีเท้าและสร้างชื่อในลีกสูงสุด การได้ลงเล่นสม่ำเสมอจะช่วยให้เขาพัฒนาทักษะเกมรับและเกมรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเตะดาวรุ่งทุกคนต้องการเพื่อยกระดับสู่ทีมชุดใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในอนาคต และยังเป็นโอกาสให้แฟนบอลได้ติดตามความก้าวหน้าของหนึ่งในกองกลางดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในอังกฤษ
สำหรับแฟนบอลปีศาจแดง การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหนึ่งในข่าวที่น่าติดตามในตลาดนักเตะเดือนมกราคม การย้ายแบบยืมตัวของค็อบบี้ เมนูไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวนักเตะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายการจัดการดาวรุ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของ รูเบน อโมริม ด้วย ทั้งนี้ หากการย้ายเกิดขึ้นจริง แฟนบอลหลายคนคงต้องจับตามองว่าดาวรุ่งรายนี้จะไปสร้างผลงานโดดเด่นที่ไหนและจะกลับมามีบทบาทในทีมชุดใหญ่ได้อย่างไร
ก่อนหน้า 1 … 66 67 68 69 70 … 83 ถัดไป »