แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศ ปลด รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 หลังคุมทีมได้เพียง 14 เดือน การจากไปอย่างกะทันหันของกุนซือชาวโปรตุเกส ทำให้สโมสรแต่งตั้ง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อดีตมิดฟิลด์ระดับตำนานและโค้ชทีม U18 ขึ้นมาคุมทัพเป็น ผู้จัดการทีมชั่วคราว ในเกมสำคัญที่จะพบกับเบิร์นลีย์ วันพุธนี้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความฮือฮาในหมู่แฟนบอล แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญที่อาจทำให้ ฝาแฝดเฟล็ทเชอร์ อย่าง แจ็ค และ ไทเลอร์ เฟล็ทเชอร์ มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ในทีมชุดใหญ่
แจ็ค เฟล็ทเชอร์ มิดฟิลด์ตัวรุก ได้ประเดิมสนามชุดใหญ่แล้วในเกมแพ้ แอสตัน วิลล่า 2-1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2025 และลงเล่นไปแล้ว 3 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แจ็คมีผลงานเด่นในทีม U21 และ U18 โดยเคยทำประตูสำคัญให้ทีมหลายครั้ง
ไทเลอร์ เฟล็ทเชอร์ น้องชายฝาแฝดยังรอโอกาสประเดิมสนามชุดใหญ่ครั้งแรก เขาเป็น กัปตันทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชน ขณะที่แจ็คเลือกเล่นให้สกอตแลนด์ และเคยมีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมสุดท้ายของอโมริมกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด
ทั้งคู่ย้ายมาจาก อะคาเดมี่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2023 และถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์มากที่สุดของแมนฯ ยูไนเต็ดในขณะนี้
ในทางทฤษฎี โอกาสที่ แจ็คและไทเลอร์ จะได้ลงสนามพร้อมกัน หรือแยกกันภายใต้การคุมทีมของ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเขารู้จักศักยภาพของลูกชายเป็นอย่างดีจากประสบการณ์การเป็นโค้ชทีม U18
รูเบน อโมริม เคยให้โอกาสแจ็คลงสนามเพื่อรักษา ธรรมเนียมการส่งนักเตะจากอะคาเดมี่
ปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บในทีมชุดใหญ่ อาจเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้ลงสนาม
การส่งลูกชายลงสนามอาจถูกจับตามองจากสื่อและแฟนบอล ทำให้มีคำถามเรื่อง ความเป็นมืออาชีพและความลำเอียง
แม้ทั้งคู่มีฝีเท้าดี แต่ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความเหมาะสมทางแท็กติกและความพร้อมของทีม
การที่ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราว สร้างโอกาสให้ ฝาแฝดเฟล็ทเชอร์ มีลุ้นลงเล่นในทีมชุดใหญ่พร้อมกัน ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แฟนบอลต่างตั้งตารอคอยว่า แจ็คและไทเลอร์ จะได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเร็ววันนี้
อเลฮานโดร การ์นาโช่ ปีกทีมชาติอาร์เจนตินาของ เชลซี กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดีย หลังถูกจับได้ว่ากด “ถูกใจ” โพสต์ข่าวการอำลาตำแหน่งของ รูเบน อโมริม อดีตกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการปลด รูเบน อโมริม วัย 40 ปี ออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช หลังพาทีมทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้า โดย “ปีศาจแดง” รั้งอันดับ 6 ของตาราง พรีเมียร์ลีก ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง
รายงานจากหลายสำนักระบุว่า การแยกทางครั้งนี้เกิดจากความตึงเครียดระหว่าง อโมริม กับบอร์ดบริหาร รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์กับนักเตะภายในทีมหลายราย
หนึ่งในนักเตะที่มีข่าวว่าขัดแย้งกับอโมริมอย่างหนัก คือ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ซึ่งถูกแจ้งตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีม และไม่มีอนาคตกับสโมสร
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวรุกทีมชาติอาร์เจนตินาเริ่มมองหาทางย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม เชลซี ด้วยค่าตัวราว 40 ล้านปอนด์
สื่ออังกฤษระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายรุนแรงถึงขั้นที่ อโมริม เคยตำหนิการ์นาโช่ต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม และพูดในเชิงกดดันว่าแข้งรายนี้ต้อง “ภาวนา” ให้สามารถหาสโมสรใหม่ได้ในช่วงซัมเมอร์
เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยากจะประสานกลับมาได้อีก
ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ที่แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ การ์นาโช่ ถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 71 ก่อนจบเกม สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าตัวอย่างชัดเจน
หลังจบเกม ปีกวัย 20 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมลงเล่นแทบทุกนัดในรายการนี้และช่วยทีมมาตลอด แต่วันนี้ผมได้เล่นแค่ 20 นาที ผมไม่เข้าใจจริง ๆ”
คำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณแรกของการตัดสินใจย้ายทีมในเวลาต่อมา
ล่าสุด การที่การ์นาโช่กดไลก์โพสต์ข่าวการอำลาของ รูเบน อโมริม ถูกแฟนบอลและสื่อมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงจบลงไม่สวย แม้จะแยกย้ายไปคนละเส้นทางแล้วก็ตาม
เหตุการณ์นี้ยังตอกย้ำถึงเบื้องหลังความตึงเครียดภายในแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังคงเป็นประเด็นให้พูดถึงอย่างต่อเนื่องในวงการฟุตบอลยุโรป
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศแยกทางกับ รูเบน อโมริม เฮดโค้ชชาวโปรตุเกสแบบมีผลทันที หลังเกิดปัญหาความสัมพันธ์ภายในทีม แม้เจ้าตัวจะเพิ่งคุมทัพได้เพียง 14 เดือน โดยสโมสรแต่งตั้ง ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตกองกลางระดับตำนาน รับหน้าที่กุนซือขัดตาทัพจนจบฤดูกาล
การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวระดับท็อปอย่าง เดวิด ออร์นสตีน และ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ซึ่งระบุว่าสโมสรได้แจ้งการปลด รูเบน อโมริม อย่างเป็นทางการในช่วงเช้าวันเดียวกัน และมีผลทันทีโดยไม่มีช่วงผ่อนผัน
เกมสุดท้ายของกุนซือวัย 40 ปี คือศึกพรีเมียร์ลีกที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกไปเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ “ปีศาจแดง” รั้งอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีกในเวลานี้
รูเบน อโมริม เข้ารับตำแหน่งเฮดโค้ชของ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และมีผลงานเด่นคือการพาทีมทะลุเข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ที่เมืองบิลเบา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาภายในสโมสรที่ไม่สามารถประสานความเห็นกันได้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ด้าน ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตกองกลางขวัญใจแฟนบอล และปัจจุบันทำหน้าที่โค้ชทีมเยาวชนรุ่น U18 ของสโมสร ถูกแต่งตั้งให้รับบทกุนซือชั่วคราวของทีมชุดใหญ่จนจบฤดูกาล ตามรายงานจาก The Athletic
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวลงสนามนัดถัดไปในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยจะบุกไปเยือน เบิร์นลีย์ ในคืนวันพุธที่ 7 มกราคม นี้ ซึ่งจะเป็นเกมแรกอย่างเป็นทางการภายใต้การคุมทีมของ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์
เว็บไซต์ทางการของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุในแถลงการณ์ว่า “รูเบน อโมริม ได้อำลาตำแหน่งเฮดโค้ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สโมสรขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเทและผลงานตลอดช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป
ทั้งนี้ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ จะรับหน้าที่คุมทีมลงสนามพบกับ เบิร์นลีย์ ในคืนวันพุธนี้”
ปิซ่า – โคโม่ (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
ทีมเยือน โคโม่ มีฟอร์มที่ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยรั้งอันดับ 6 ในลีก ขณะที่ ปิซ่า อยู่ในโซนตกชั้น (อันดับ 18) โคโม่ มีสถิติเกมรับที่ดีและมีแนวรุกที่อันตรายกว่ามากเมื่อเทียบกับ ปิซ่า ที่ประสบปัญหาการทำประตูอย่างต่อเนื่อง นัดนี้ใครเชียร์ทีมเยือนไปต่อได้ แต่ส่วนตัวแล้วขอไปนับสกอร์รวมตอนจบ ยิงเข้าไม่ถึง 2 ลูกมองต่ำไว้
แนะนำ : ต่ำ 2.5
ระดับความมั่นใจ : 90%
ผลบอลที่คาด : ยิงเข้าไม่ถึง 2 ลูก
เฟเนร์บาห์เช่ vs ซัมซั่นสปอร์ (ตุรกี ซูเปอร์คัพ) รอบรองชนะเลิศ
เฟเนร์บาห์เช่จัดทัพใหญ่ลงสนามในสนามกลางที่เมืองอาดานา โดยมุ่งมั่นจะล้างอายจากปีก่อนๆ และผ่านเข้าสู่รอบชิงให้ได้ แม้ซัมซั่นสปอร์จะเป็นทีมจอมเซอร์ไพรส์แต่ในเกมระดับน็อคเอาท์ที่กดดันสูง ประสบการณ์ของนักเตะเฟเนร์ฯ ดูเหนือกว่ามาก ขุมกำลังชุดนี้ของเฟเนร์บาห์เช่มีความหลากหลายในการเข้าทำมากกว่า และจะสามารถบดเอาชนะผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้ตามเป้าหมาย
แนะนำ : ต่อ เฟเนร์บาห์เช่ 1
ระดับความมั่นใจ : 85%
ผลบอลที่คาด : 2-0
ไอเวอรี่โคสต์ vs บูร์กินาฟาโซ (แอฟริกัน เนชั่นส์คัพ) รอบ16ทีมสุดท้าย
ในฐานะแชมป์เก่าและทีมที่มีประสบการณ์มากกว่า ไอเวอรี่โคสต์ ดูมีความได้เปรียบเล็กน้อยในเกมที่คาดว่าจะสูสีนี้ แม้ว่า บูร์กินาฟาโซ จะมีเกมรับที่เหนียวแน่น แต่แนวรุกที่หลากหลายของไอเวอรี่โคสต์น่าจะช่วยให้พวกเขาเบียดเอาชนะไปได้ในที่สุด
แนะนำ : ต่อ ไอเวอรี่โคสต์ 0.5
ระดับความมั่นใจ : 85%
ผลบอลที่คาด : 1-0
… เทพสนามนิรนาม …
ซาสซูโอโล่ พบกับ ยูเวนตุส (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
ซาสซูโอโล่ ฟอร์มโดยรวมค่อนข้างน่าเป็นห่วง 5 นัดล่าสุดเสมอ 3 ชนะ 1 แพ้ 1 โดยเฉพาะ 2 เกมหลังสุดทำได้แค่เสมอ ไม่ชนะใคร 4 นัดรวด เกมรุกยังพอมีจังหวะเข้าทำแต่ขาดความเด็ดขาด เกมรับเสียประตูง่าย ด้านยูเวนตุส ผลงานช่วงหลังถือว่าร้อนแรงและสม่ำเสมอกว่าชัดเจน 5 นัดหลังสุดชนะถึง 4 เสมอ 1 และยังไม่แพ้ใคร เกมรับมีความเหนียวแน่น เล่นเป็นระบบ เกมรุกอาศัยความเฉียบคมและประสบการณ์ของผู้เล่นในการจบสกอร์ ฟันธง ยูเวนตุส บุกไปเก็บ 3 แต้มได้แน่นอน
แนะนำ: ต่อ ยูเวนตุส 05
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-1 หรือ 1-2
กลาสโกว์ เรนเจอร์ พบกับ อเบอร์ดีน (สก็อตแลนด์ พรีเมียร์ลีก)
กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ฟอร์มช่วงหลังกำลังดี 5 นัดหลังชนะ 4 แพ้ 1 และ 3 เกมล่าสุดเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ความมั่นใจทีมอยู่ในระดับสูง เกมรุกมีความหลากหลายและจบสกอร์ได้เฉียบคมขึ้น ด้านอเบอร์ดีน ผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง 5 นัดหลังแพ้ 4 เสมอ 1 และ 2 เกมล่าสุดแพ้รวด สภาพทีมขาดความมั่นใจ เกมรุกฝืด ขณะที่เกมรับเสียประตูง่าย เมื่อเทียบศักยภาพและฟอร์มโดยรวมแล้ว เรนเจอร์สดูเหนือกว่าชัดเจน รูปเกมคาดว่าเจ้าบ้านจะครองบอลและกดดันต่อเนื่อง ฟันธง กลาสโกว์ เรนเจอร์ส มีลุ้นคว้า 3 แต้มสูง
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 0.75
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-0
สปอร์ติ้ง ลิสบอน พบกับ วิตอเรีย กิมาไรส์ (โปรตุเกส ลีกคัพ)
เจ้าบ้าน สปอร์ติ้ง ลิสบอน ฟอร์มช่วงหลังถือว่าทำได้ดีและมีความสม่ำเสมอ 5 นัดหลังสุดชนะ 3 เสมอ 2 ยังไม่แพ้ให้กับทีมใด ความมั่นใจของทีมค่อนข้างสูง เกมรุกเดินเกมได้ไหลลื่น สร้างโอกาสเข้าทำได้ต่อเนื่อง ขณะที่เกมรับก็มีความรัดกุมและเสียประตูยาก ทีมเยือน วิตอเรีย กิมาไรส์ ผลงานโดยรวมยังขึ้นๆ ลงๆ 5 นัดหลังสุดชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 เกมรุกพอมีทีเด็ดจากจังหวะโต้กลับ แต่ความสม่ำเสมอยังเป็นปัญหา ส่วนเกมรับยังมีช่องโหว่และมักเสียประตูในจังหวะสำคัญ คู่นี้ใครที่เชียร์เจ้าบ้านอยู่ก็ได้ แต่แนะนำให้มองที่ผลสกอร์รวมดีกว่ามีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูกแน่นอน ไปที่สูงได้เลย
แนะนำ: สูง 2.75
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก
“KickVision”
สำนักข่าวชื่อดังของโมร็อกโกอย่าง Hespress รายงานว่า ประเทศโมร็อกโกกลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง ที่จะได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2029 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญ ก่อนที่โมร็อกโกจะทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน ชาติเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2030
จากรายงานของ Hespress ระบุว่า โอกาสที่โมร็อกโกจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพศึก FIFA Club World Cup 2029 มีสูงถึง 99% แม้ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ก็ตาม
แหล่งข่าวใกล้ชิดวงใน FIFA มองว่า โมร็อกโกมีความพร้อมทั้งในด้าน โครงสร้างพื้นฐาน สนามแข่งขัน ระบบคมนาคม และการจัดการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันระดับโลก
การเป็นเจ้าภาพ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2029 ถูกมองว่าเป็น บททดสอบสำคัญ สำหรับโมร็อกโก ก่อนก้าวสู่การเป็นหนึ่งในชาติเจ้าภาพร่วมของ ฟุตบอลโลก 2030 ซึ่งจะจัดขึ้นร่วมกับสเปนและโปรตุเกส
การแข่งขันรายการนี้จะช่วยให้โมร็อกโกได้ทดสอบความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
การบริหารจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ
การรองรับแฟนบอลจากทั่วโลก
การใช้งานสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่
แม้ว่าในปัจจุบัน FIFA ยังไม่ได้ประกาศเจ้าภาพอย่างเป็นทางการ สำหรับศึกฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2029 และยังมีประเทศที่แสดงความสนใจ เช่น
สหรัฐอเมริกา
สเปน
บราซิล
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มจากกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจใน FIFA ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทาง โมร็อกโก ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้
โมร็อกโกเป็นตัวเต็งเจ้าภาพ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2029
สื่อท้องถิ่นเผยโอกาสสูงถึง 99%
ใช้เป็นการเตรียมความพร้อมก่อน ฟุตบอลโลก 2030
รอเพียงการประกาศอย่างเป็นทางการจาก FIFA
หากไม่มีอะไรพลิกล็อก โมร็อกโกมีแนวโน้มสูงที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางฟุตบอลโลกอีกครั้งในปี 2029
ผลบอลลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 ศึก “ดาร์บี้กาตาลัน” สุดเข้มข้น บาร์เซโลน่า โชว์ความเฉียบคมช่วงท้ายเกม บุกเอาชนะ เอสปันญ่อล คู่ปรับร่วมเมือง 2-0 จากสองประตูในช่วง 5 นาทีสุดท้าย คว้าชัยในลีกเป็นนัดที่ 9 ติดต่อกัน พร้อมนำจ่าฝูงต่อไปแบบทิ้งห่าง เรอัล มาดริด ถึง 7 คะแนน
การแข่งขันจัดขึ้นเมื่อ วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 ที่สนาม อาร์ซีดีอี สเตเดี้ยม โดยเอสปันญ่อล ทีมอันดับ 5 เปิดบ้านรับมือแชมป์เก่าและจ่าฝูงอย่าง บาร์เซโลน่า
เริ่มเกมเป็นฝั่งเจ้าถิ่น เอสปันญ่อล ที่ทำได้ดีกว่าและสร้างโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง นาทีที่ 20 เอดู เอ็กซ์โปซิโต้ แทงทะลุให้ โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ หลุดเข้าไปยิง แต่ยังไม่ผ่านมือ โจน การ์เซีย นายด่านบาร์เซโลน่าที่ออกมาปิดมุมได้เยี่ยม
นาทีที่ 39 เอสปันญ่อลเกือบขึ้นนำอีกครั้งจากลูกครอสของ การ์ลอส โรเมโร่ ให้ เปเร่ มีย่า โขกเต็มศีรษะ ทว่า โจน การ์เซีย ยังโชว์ปฏิกิริยาสุดยอดปัดออกไปได้อีก จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0
ครึ่งหลัง บาร์เซโลน่า เริ่มมีโอกาสมากขึ้น นาทีที่ 54 ชูลส์ กุนเด้ ขึ้นโขกโล่งๆ แต่ยังติดเซฟของ มาร์โค ดมิโตรวิช ผู้รักษาประตูเอสปันญ่อล
นาทีที่ 64 เจ้าบ้านได้ลุ้นทองอีกครั้งจาก โรเบร์โต้ เฟร์นานเดซ หลุดเดี่ยว แต่ยังโดน โจน การ์เซีย ปัดปลายนิ้วช่วยทีมไว้ได้อย่างหวุดหวิด
เกมเปิดแลกกันสนุก นาทีที่ 71 เอริค การ์เซีย ได้ยิงจ่อๆ ให้บาร์ซ่า แต่ ดมิโตรวิช ยังเหนียวเซฟเอาไว้ได้
กระทั่ง นาทีที่ 86 บาร์เซโลน่า มาได้ประตูขึ้นนำจากเกมสวนกลับ เฟร์มีน โลเปซ ลากบอลขึ้นมาก่อนไหลให้ ดานี่ โอลโม่ ตัวสำรอง ปั่นด้วยขวาโค้งเสียบสามเหลี่ยมสุดสวย ให้บาร์ซ่านำ 1-0
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90 บาร์ซ่ามาได้ประตูปิดกล่องจากจังหวะยอดเยี่ยมของ เฟร์มีน โลเปซ อีกครั้ง ก่อนจ่ายให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซัดเข้าไปไม่เหลือ จบเกม บาร์เซโลน่า บุกชนะ เอสปันญ่อล 2-0
เอสปันญ่อล 0-2 บาร์เซโลน่า
ผู้ทำประตู
0-1 ดานี่ โอลโม่ นาที 86
0-2 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นาที 90
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ บาร์เซโลน่า เก็บเพิ่มเป็น 49 คะแนน จากการชนะในลีก 9 นัดติดต่อกัน นำจ่าฝูงลาลีกา ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง เรอัล มาดริด (แข่งน้อยกว่า 1 นัด) ถึง 7 คะแนน ส่วน เอสปันญ่อล ยังรั้งอันดับ 5 มี 33 คะแนนเท่าเดิม
อาร์เซน่อล จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรง หลังบุกเอาชนะ บอร์นมัธ 3-2 ในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 โดย เดแคลน ไรซ์ เหมาคนเดียวสองประตู พาทีมเก็บสามแต้มสำคัญ พร้อมทิ้งห่าง แอสตัน วิลล่า รองจ่าฝูงออกไปเป็น 6 คะแนน ก่อนมีคิวบิ๊กแมตช์พบ ลิเวอร์พูล กลางสัปดาห์หน้า
คู่แข่งขัน: บอร์นมัธ พบ อาร์เซน่อล
สนาม: ไวทาลิตี สเตเดี้ยม
วันแข่งขัน: วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569
เกมเริ่มมาเพียงนาทีที่ 10 เจ้าถิ่น บอร์นมัธ ได้ประตูออกนำ 1-0 จากความผิดพลาดของ กาเบรียล มากัลเญส ที่จ่ายบอลพลาดกลางสนาม ก่อนจะเข้าทาง เอวานิลซอน แต่งบอลหนึ่งจังหวะแล้วยิงด้วยเท้าขวา ผ่านมือ ดาบิด ราย่า เข้าประตูไป
อย่างไรก็ตาม อาร์เซน่อล ใช้เวลาไม่นานในการทวงประตูคืน นาทีที่ 16 โนนี มาดูเอเก้ กระชากบอลถึงสุดเส้นหลังฝั่งขวา ก่อนเปิดเข้ากลางให้ กาเบรียล แก้ตัวซัดด้วยเท้าซ้าย บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเฉียบขาด สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง นาทีที่ 54 “เดอะ กันเนอร์ส” พลิกขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะต่อบอลสวยงาม มาร์ติน โอเดอการ์ด ไหลให้ เดแคลน ไรซ์ วิ่งเข้ามาซัดเต็มข้อด้วยเท้าขวา บอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด
จากนั้นนาทีที่ 71 เดแคลน ไรซ์ มาบวกประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ จากลูกเปิดแม่นยำของ บูคาโย ซาก้า ก่อนจบสกอร์อย่างเฉียบคม ช่วยให้อาร์เซน่อลหนีไปเป็น 3-1
แม้จะตกเป็นรอง แต่ บอร์นมัธ ยังไม่ยอมแพ้ นาทีที่ 76 เอลี จูเนียร์ ครูปี ตัวสำรองที่เพิ่งลงสนาม ยิงไกลสุดสวยจากนอกกรอบเขตโทษ ไล่มาเป็น 2-3 อย่างน่าตื่นเต้น
ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นพยายามเปิดเกมบุกอย่างหนัก แต่แนวรับของอาร์เซน่อลยังช่วยกันป้องกันได้ดี จบเกม อาร์เซน่อล บุกคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-2
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ อาร์เซน่อล เก็บเพิ่มเป็น 48 คะแนน จาก 20 นัด รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป และนำ แอสตัน วิลล่า อันดับสองอยู่ 6 คะแนน
ด้าน บอร์นมัธ อยู่อันดับ 15 มี 23 คะแนน จาก 20 นัด
อาร์เซน่อล: เปิดบ้านพบ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า พรีเมียร์ลีก วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569
บอร์นมัธ: เปิดบ้านพบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ วันพุธที่ 7 มกราคม 2569
ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษคืนวันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 00:30 น. เป็นการพบกันระหว่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ของตารางที่กำลังไล่ล่าแชมป์อย่างหนัก กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ทีมอันดับ 5 ที่เพิ่งเผชิญมรสุมภายในสโมสรด้วยการสั่งปลดกุนซือ เอ็นโซ มาเรสกา ก่อนเริ่มเกมเพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้เกมนี้กลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทั้งสองทีมในแง่ของความนิ่งและความพร้อมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล
เจ้าบ้านแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยสถิติชนะรวดในบ้าน 8 นัดหลังสุด แม้จะขาดผู้เล่นบางส่วนที่ไปรับใช้ชาติในศึก AFCON 2026 แต่การได้ตัวหลักอย่าง โรดรี้ กลับมาคุมจังหวะเกม ผสานงานร่วมกับ ฟิล โฟเดน และเครื่องจักรสังหารประตูอย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ ทำให้แนวรุกของทีมยังคงมีความเฉียบคมและทรงพลังพร้อมจะเจาะตาข่ายคู่แข่งได้ทุกนาที
ทางด้านเชลซีต้องลงเล่นท่ามกลางความกดดันมหาศาลภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของ คาลัม แม็คฟาร์เลน โดยปัญหาใหญ่ในนัดนี้คือการขาดหายไปของ มอยเซส ไกเซโด้ มิดฟิลด์ตัวตัดเกมคนสำคัญที่ติดโทษแบน รวมถึงต้องรอเช็กฟิต โคล พาลเมอร์ หัวใจสำคัญในแนวรุก หากเชลซีไม่สามารถเรียกสมาธิกลับมาได้เร็วหลังจากเปลี่ยนตัวกุนซือ การบุกมาเยือนรังเรือใบสีฟ้าในสถานการณ์ที่ขาดเสาหลักในแดนกลางอาจกลายเป็นงานที่หนักเกินไปสำหรับพวกเขา
สรุปรูปเกมคาดว่า แมนฯ ซิตี้ จะเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกเข้าใส่ตั้งแต่นาทีแรกเพื่อรีบทำประตูขึ้นนำและกดดันผู้มาเยือนที่กำลังเสียขวัญ แม้เชลซีจะมีผู้เล่นฝีเท้าดีที่ แต่ด้วยระบบทีมที่มั่นคงกว่าและความเป็นเจ้าบ้านที่แข็งแกร่ง เชื่อว่า “เรือใบสีฟ้า” จะสามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญไปได้ไม่ยากด้วยสกอร์ที่ขาดลอย พร้อมเดินหน้ากดดันตำแหน่งจ่าฝูงต่อไปอย่างเต็มตัว ไปต่อ แมนฯ ซิตี้ 0.75 ไม่พลาดคว้าชัยไปตามคาด !!
… เทพสนามนิรนาม …
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝ่าย “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ที่เปิดฉากบุกเข้าใส่ตามสไตล์เจ้าถิ่นเพื่อรักษาสถานะจ่าฝูง ขณะที่โบโลญญ่าภายใต้การทำทีมที่เน้นระบบรัดกุมจะมาในทรงรับแล้วโต้ ซึ่งเป็นแผนที่เคยสร้างความลำบากให้ทีมใหญ่มานักต่อนัก สถิติชี้ชัดว่าคู่นี้เจอกันช่วงหลังมักจะมีประตูให้เห็นตลอด ประกอบกับเจ้าบ้านเป็นทีมที่มีสถิติการพังประตูในรังสูงที่สุดในลีกเฉลี่ยเกิน 2 ลูกต่อเกม ส่วนทีมเยือนเองแม้จะเหนียวแน่นแต่หากโดนบดหนักๆ มักจะมีข้อผิดพลาดให้เห็นจนเสียประตูง่ายในช่วงท้ายเกม
เจ้าบ้าน อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การนำทัพของ ซิโมเน่ อินซากี้ กำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมรั้งตำแหน่งจ่าฝูงของตาราง ผลงานในบ้านซีซั่นนี้จัดว่าดุดันและไร้เทียมทาน ด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรุกหลากหลายและความเฉียบขาดของกองหน้าตัวเก่งอย่าง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่กำลังนำเป็นดาวซัลโว พร้อมประสานงานกับ มาร์คัส ตูราม สร้างโอกาสจบสกอร์ได้ทุกวินาที ยิ่งเล่นในซาน ซิโร่ ต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง พวกเขาพร้อมเดินหน้าฆ่ามันเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งในการลุ้นแชมป์สคูเด็ตโต้ปีนี้อย่างเต็มตัว
ฝั่งทีมเยือน โบโลญญ่า แม้จะเป็นทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวแน่นรั้งอันดับ 7 ของตาราง แต่พวกเขามักจะเป็น “ก้างขวางคอ” ชิ้นโตสำหรับทีมใหญ่เสมอ ด้วยระบบการเล่นที่เน้นความอดทนและรอจังหวะโต้กลับที่รวดเร็วจาก ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่ เกมนี้แม้จะออกมาเยือนทีมแกร่งแต่เชื่อว่า วินเชนโซ่ อิตาเลียโน่ จะวางหมากมาเน้นความรัดกุมในแดนกลางเพื่อตัดวงจรเกมรุกเจ้าถิ่น สภาพทีมโดยรวมถือว่าพร้อมรบ และมีทีเด็ดจากผู้เล่นริมเส้นที่มีความคล่องตัวสูงซึ่งพร้อมจะป่วนแนวรับเจ้าบ้านได้ทุกเมื่อหากเกิดความประมาท
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยความห่างของชั้นบอลและเป้าหมายที่ต่างกันชัดเจน อินเตอร์จะใช้เกมรุกที่หลากหลายกดดันจนแนวรับโบโลญญ่าต้านทานไม่ไหว เรตราคาที่เปิดมา สูง 2.75 ถือว่าน่าลุ้นมาก เพราะเจ้าบ้านทีมเดียวก็มีโอกาสกวาดไปแล้ว 2 เม็ดเป็นอย่างน้อย ขณะที่ทีมเยือนเองก็มีจังหวะโต้กลับที่หวังผลได้และมักจะยิงประตูในเกมใหญ่ได้เสมอ ยิ่งเป็นนัดประเดิมสนามปีใหม่ที่ทั้งคู่ต้องการชัยชนะ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้สกอร์ไหลทะลุเพดานได้ไม่ยาก
เลือกเล่น : สูง 2.75
— กุนซือไร้เงา —
ฟูแล่ม พบกับ ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ)
ฟูแล่ม ฟอร์มช่วงหลังถือว่าใช้ได้ 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 เกมรุกมีจังหวะเข้าทำพอสมควร แต่ยังขาดความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมใหญ่ เกมรับยังมีข้อผิดพลาดให้เห็นและเสียประตูง่าย ลิเวอร์พูล ผลงานโดยรวมดูดีกว่าอย่างชัดเจน 5 นัดหลังสุด ชนะ 4 เสมอ 1 ฟอร์มกำลังมั่นใจ เกมรุกดุดันและเฉียบคม สร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง เกมรับเริ่มแน่นอนมากขึ้น ใครที่เชียร์ทีมเยือนอยู่ก็เชียร์ได้ แต่คู่นี้อยากให้ดูที่สกอร์ตอนจบ มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก ไปทางสูงได้เลย
แนะนำ: สูง 2.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก
เรอัล โซเซียดาด พบกับ แอตฯ มาดริด (ลาลีกา สเปน)
เรอัล โซเซียดาด ฟอร์มช่วงหลังยังขาดความสม่ำเสมอ 5 นัดล่าสุด ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 เกมรุกยังพอมีจังหวะเข้าทำแต่ความเฉียบคม เกมรับมีหลุดให้เห็นและเสียประตูค่อนข้างง่าย แอตฯ มาดริด ผลงานช่วงหลังร้อนแรงอย่างมาก 5 นัดล่าสุด ชนะ 4 แพ้ 1 โดย 4 นัดหลังสุดเก็บชัยรวด เกมรับแข็งแกร่งเสียประตูน้อย เกมรุกเด็ดขาดและจังหวะสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟันธง แอตฯ มาดริด บุกไปเก็บ 3 แต้มได้แน่นอน
แนะนำ: ต่อ แอตฯ มาดริด 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-1 หรือ 1-2
ลาซิโอ้ พบกับ นาโปลี (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
ลาซิโอ้ ฟอร์มช่วงหลังถือว่าพอใช้ 5 นัดหลังสุด ชนะ 2 เสมอ 3 โดย 2 นัดหลังสุดจบด้วยผลเสมอ เกมรุกยังพอสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง แต่ความเฉียบคม ไม่เด็ดขาด เกมรับถือว่าเหนียวพอสมควร นาโปลี ผลงานโดยรวมช่วงหลังดูดีกว่าเล็กน้อย 5 นัดหลังสุด ชนะ 3 แพ้ 2 โดย 3 นัดหลังสุดเก็บชัยได้ทั้งหมด ฟอร์มกำลังมั่นใจ เกมรุกกลับมามีความดุดันและจบสกอร์ได้เฉียบคม เกมรับแม้จะมีเสียประตูบ้างแต่ภาพรวมยังเอาอยู่ เกมนี้มีโอกาสออกมาค่อนข้างสูสี แนะนำให้พิจารณาสกอร์รวมเป็นหลัก มีโอกาสทำประตูเกิน 2 ลูก ไปทางสูงได้เลย
แนะนำ: สูง 2
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก
“KickVision”
อินเตอร์ มิลาน vs โบโลญญ่า (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
อินเตอร์ มิลาน ภาพรวมยังดูแข็งแรง เกมรุกมีคุณภาพและความหลากหลายในการเข้าทำ โดยเฉพาะเกมในบ้านที่จังหวะบุกดุดันและเร่งสปีดเกมได้ต่อเนื่อง ส่วนโบโลญญ่าแม้ฟอร์มช่วงหลังจะไม่เป๋หนัก แต่เวลาเจอทีมระดับบนมักต้องเปิดเกมสู้พอสมควร ทำให้แนวรับมีช่องให้โดนเล่นงานได้ง่าย เกมนี้ทรงออกมาสู้กันพอสมควร มีโอกาสเห็นประตูจากทั้งสองฝั่งและสกอร์ไหลเกินเส้นได้ไม่ยาก
ฟันธง : สูง 2.5
สกอร์ที่คาด : อินเตอร์ มิลาน 2-1 โบโลญญ่า
ระดับความมั่นใจ : 80%
มิลล์วอลล์ vs สวอนซี ซิตี้ (แชมป์เปี้ยนชิพ อังกฤษ)
มิลล์วอลล์ช่วงหลังเริ่มเล่นมีความรัดกุมมากขึ้น เกมรับเหนียวแน่น เสียประตูน้อย และเวลาเล่นในบ้านยังคุมจังหวะเกมได้ดี สวอนซีแม้ผลงานช่วงปีใหม่จะดูดีขึ้น แต่เกมเยือนยังมีแกว่งให้เห็น ความแน่นอนยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกันแล้วภาพรวมความแข็งแกร่งและความสม่ำเสมอยังเอนไปทางมิลล์วอลล์ที่ดูพร้อมกว่าในการเก็บผลลัพธ์
ฟันธง : ต่อ มิลล์วอลล์ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : มิลล์วอลล์ 2-0 สวอนซี ซิตี้
ระดับความมั่นใจ : 81%
คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ vs วีแกน แอธเลติก (ลีกวัน อังกฤษ)
คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ภาพรวมฟอร์มในลีกยังดูแข็งแรง เกมในบ้านมีความดุดันและเดินเกมกดดันคู่แข่งได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่วีแกนผลงานยังแกว่ง เกมรับมีหลุดให้เห็นบ่อย โดยเฉพาะเวลาโดนทีมที่บุกเป็นชุด ภาพรวมคุณภาพทีมและความแน่นอนยังเป็นฝั่งคาร์ดิฟฟ์ที่ดูเหนือกว่า มีโอกาสควบคุมเกมและปิดงานได้ตามเป้า
ฟันธง : ต่อ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0.5/1
สกอร์ที่คาด : คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 2-1 วีแกน แอธเลติก
ระดับความมั่นใจ : 83%
🖊 ตาข่ายทอง.
ก่อนหน้า 1 … 59 60 61 62 63 … 84 ถัดไป »