การเริ่มต้นยุคใหม่ของ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรซีเนียร์ เฮดโค้ชคนใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอล “สิงห์บลูส์” ทั่วโลก หลังเจ้าตัวประกาศปรัชญาฟุตบอลเกมรุกสุดดุดัน ซึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทันทีหลังการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026
คำกล่าวที่กลายเป็นไวรัลและจุดประกายความหวังของแฟนเชลซีคือ
“ผมอยากให้เชลซีเล่นฟุตบอลด้วยจังหวะที่รวดเร็ว ดุดัน และบุกอย่างต่อเนื่อง… ผมอยากให้แฟนๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งตั้งแต่สิบนาทีแรก และรู้สึกเหมือนเป็นคลื่นการโจมตีที่ถาโถมเข้าใส่คู่แข่งไม่หยุด”
ประโยคนี้ไม่เพียงสะท้อนบุคลิกของกุนซือวัยหนุ่มเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงทิศทางฟุตบอลของเชลซีในยุคใหม่อย่างชัดเจน
ปรัชญาฟุตบอลของโรซีเนียร์เน้น เกมรุกเป็นหัวใจหลัก ผสานกับการครองบอล การสร้างเกมจากแดนหลังอย่างรวดเร็ว และการเพรสซิ่งสูงตลอดทั้งสนาม ผู้เล่นทุกตำแหน่งต้องมีส่วนร่วมกับเกม และพร้อมวิ่งอย่างเข้มข้นตลอด 90 นาที
แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในช่วงที่เขาคุมทีม สตราส์บูร์ก ในศึกลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสโมสรในเครือของ BlueCo เช่นเดียวกับเชลซี โดยโรซีเนียร์พาทีมจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมคำชื่นชมในเรื่องรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนและดุดัน
บอร์ดบริหารของเชลซีมองว่า เลียม โรซีเนียร์ คือโค้ชที่ตอบโจทย์โครงการระยะยาวของสโมสร ด้วยคุณสมบัติเด่นหลายประการ ได้แก่
มีปรัชญาฟุตบอลชัดเจนและทันสมัย
เน้นพัฒนาผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างทีมปัจจุบัน
กล้าเล่น กล้าเปลี่ยน และยึดแนวทางเกมรุกเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ เชลซีจึงตัดสินใจมอบสัญญาระยะยาวถึง 6 ปีครึ่ง ให้กับเขา เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงในระยะยาว
การเข้ามาคุมเชลซีถือเป็นก้าวที่ใหญ่ที่สุดในอาชีพของโรซีเนียร์ หลังจากสะสมประสบการณ์กับ ฮัลล์ ซิตี้ และสตราส์บูร์ก แม้เขาจะคุ้นเคยกับการทำทีมพลังหนุ่ม แต่แรงกดดันที่ สแตมฟอร์ดบริดจ์ นั้นสูงกว่าทุกที่ที่เคยเผชิญมา
อย่างไรก็ตาม โรซีเนียร์แสดงความมั่นใจว่าเขาสามารถพาสโมสรกลับไปสู่การเป็นทีมระดับแถวหน้าของยุโรปได้อีกครั้ง หากนักเตะซึมซับแนวคิดและปรัชญาของเขาได้อย่างเต็มที่
เกมแรกของเลียม โรซีเนียร์ในฐานะเฮดโค้ชเชลซี คือการแข่งขัน FA Cup รอบสาม พบกับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสแรกที่แฟนบอลได้เห็นว่า “คลื่นการโจมตี” ตามคำมั่นสัญญานั้น จะเริ่มก่อตัวขึ้นในสนามได้ทันทีหรือไม่
แฟนเชลซีทั่วโลกต่างจับตามองว่า ยุคใหม่ภายใต้การนำของกุนซือหนุ่มรายนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พาสโมสรกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือเปล่า
คืนวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สัปดาห์นี้มีเกมที่แฟนบอลรอคอย เมื่อ ฟูแล่ม เปิดบ้านพบกับ เชลซี ที่สนาม คราเว่น ค็อทเทจ ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 2-1 ทำให้แฟนบอลเจ้าสัวน้อยได้เฮต่อเนื่อง และยืนยันว่าฟูแล่มในฤดูกาลนี้ไม่ใช่ทีมที่มองข้ามได้ง่าย
เกมนี้ยังเป็นแมตช์สำคัญสำหรับ เชลซี ที่เพิ่งแต่งตั้ง เลียม โรซีเนียร์ เป็นกุนซือป้ายแดง และหวังว่าจะกลับมาคว้าชัย แต่กลับต้องเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เกมพลิกผันอย่างรวดเร็ว
เกมเริ่มต้นได้อย่างดุเดือด ทั้งสองทีมต่างพยายามครองบอลเพื่อสร้างโอกาส นาทีที่ 10 เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ ของเชลซีเปิดเตะมุมฝั่งซ้าย บอลเลี้ยวจะมุดเข้าประตู แต่ โรเบิร์ต ซานเซซ นายด่านฟูแล่มโชว์เซฟปัดออกไปอย่างสุดยอด
นาทีที่ 19 เฟอร์นันเดซเปิดเตะมุมอีกครั้ง บอลติดปลายมือ แบรนด์ เลโน่ ก่อนกระเด้งไปหา อังเดรย์ ซานโต๊ส ที่โหม่งชนคานอย่างแรง ทำให้แฟนบอลเชลซีเฮขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ประตู
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในนาทีที่ 22 เมื่อ มาร์ก กูกูเรย่า ทำฟาวล์ใช้มือเหนี่ยว แฮร์รี่ วิลสัน ล้มลง กรรมการตัดสินชัดเจน ใบแดงไล่ออก สิงห์บลูส์เหลือ 10 คน ตั้งแต่ครึ่งแรก การเสียผู้เล่นทำให้ระบบเกมรับและรุกของเชลซีสั่นคลอน
ท้ายครึ่งแรก นาที 45+4 แฮร์รี่ วิลสันยิงประตู แต่ถูก VAR จับว่าล้ำหน้าในจังหวะก่อนหน้านี้ของ ราอูล ฮิมิเนซ ทำให้จบครึ่งแรก เสมอกัน 0-0 ทั้ง ๆ ที่ฟูแล่มดูเหนือกว่าในเชิงจังหวะสุดท้าย
ครึ่งหลัง ฟูแล่มเริ่มตั้งเกมรุกได้อย่างมั่นใจ นาที 55 ซานเดอร์ เบอร์เก้ หยอดบอลให้ ราอูล ฮิมิเนซ โขกเต็มแรง บอลเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาด ฟูแล่มนำ 1-0 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเกมนี้เชลซีต้องลุยหนัก
แม้เชลซีเหลือผู้เล่นน้อย แต่พวกเขายังพยายามตีเสมอ นาที 72 เปโดร เนโต้ เปิดเตะมุมทางขวา บอลชนเสาสองแล้วเด้งมาที่ เลียม ดีแลป ที่ไม่พลาด ตวัดยิงเข้าไปเป็น ประตูแรกในลีกของเจ้าตัว ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1 เกมเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และแฟนบอลต่างลุ้นจนตัวโก่ง
เกมดำเนินไปจนถึงนาที 81 โอกาสทองของเชลซียังมี เมื่อ เอมิล สมิธ-โรว์ ยิงบอลผ่านมือ โรเบิร์ต ซานเซซ แต่บอลดันมาเข้าทาง แฮร์รี่ วิลสัน ที่ตามซ้ำด้วยขวา บอลพุ่งเสียบตาข่ายทางซ้ายอย่างเฉียบขาด ทำให้ เจ้าสัวน้อยนำอีกครั้ง 2-1 และกลายเป็นประตูชัยของเกมนี้
เกมนี้มีนักเตะหลายคนที่โชว์ฟอร์มโดดเด่น โดยเฉพาะ แฮร์รี่ วิลสัน ที่ยิงประตูชัยและสร้างความอันตรายต่อแนวรับเชลซีตลอดทั้งเกม ส่วน ราอูล ฮิมิเนซ เป็นหัวใจเกมรุก ฟูแล่มขณะที่ เลียม ดีแลป ยิงประตูแรกในลีกให้ทีมได้สำเร็จ
ฝั่งเชลซี แม้จะเหลือผู้เล่น 10 คน เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ และ เปโดร เนโต้ พยายามสร้างโอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สามารถพังประตูชัยได้ และ มาร์ก กูกูเรย่า การเสียใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรกกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เชลซีพ่ายแพ้
กูกูเรย่าโดนใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก
ราอูล ฮิมิเนซ ยิงให้ฟูแล่มนำ 1-0
เลียม ดีแลป ยิงตีเสมอ 1-1
แฮร์รี่ วิลสัน ซัดประตูชัย 2-1
ฟูแล่มขยับขึ้นอันดับ 8 มี 31 คะแนนเท่ากับเชลซี
ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2025/26 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้เพียงบุกเสมอ เบิร์นลีย์ 2-2 แม้ เบนยามิน เชชโก้ จะโชว์ฟอร์มร้อนแรงเหมาคนเดียวสองประตู แต่สุดท้ายไม่เพียงพอเก็บสามแต้ม ส่งผลให้ “ปีศาจแดง” เก็บเพิ่มเป็น 32 คะแนน ขยับขึ้นอันดับ 6 ของตาราง ส่วน “เดอะ คลาเร็ตส์” ยังจมรองบ๊วยต่อไป
การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 คู่ระหว่าง เบิร์นลีย์ พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงสนามที่ เทิร์ฟ มัวร์ เมื่อคืนวันพุธที่ 7 มกราคม 2569
เกมนี้ถือเป็นแมตช์แรกอย่างเป็นทางการของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ ที่รับหน้าที่เฮดโค้ชชั่วคราว หลังสโมสรตัดสินใจปลด รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
เปิดฉากมาเป็นเจ้าถิ่นที่เริ่มต้นได้อย่างดุดัน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 13 จากจังหวะที่ บาเชียร์ ฮัมฟรีย์ส เปิดบอลจากฝั่งซ้าย บอลไปแฉลบขา เอย์เดน เฮฟเวน แนวรับแมนยู เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง ส่งให้ เบิร์นลีย์ ออกนำ 1-0
หลังเสียประตู แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามเร่งเกมบุก และมีโอกาสลุ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะลูกโหม่งของ เบนยามิน เชชโก้ ที่ถูกผู้รักษาประตูเซฟไว้ได้ รวมถึงจังหวะยิงจ่อ ๆ ของ แพทริค ดอร์กู ที่โดนแนวรับเจ้าถิ่นสกัดออกจากเส้น
จบครึ่งแรก เบิร์นลีย์ นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0
เริ่มครึ่งหลังได้เพียง 5 นาที นาทีที่ 50 แมนฯ ยูไนเต็ด ตีเสมอสำเร็จ จากจังหวะที่ บรูโน แฟร์นันด์ส ไหลบอลให้ เบนยามิน เชชโก้ ซัดตามน้ำเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตู 1-1
เท่านั้นยังไม่พอ นาทีที่ 60 ทีมเยือนแซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ แพทริค ดอร์กู เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษ และเป็น เชชโก้ คนเดิม โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 66 เบิร์นลีย์ ไม่ยอมแพ้ ไล่ตีเสมอ 2-2 จากลูกยิงสุดสวยของ เจดอน แอนโธนี ตัวสำรองที่เพิ่งลงสนามได้ไม่นาน
ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบเกม เบิร์นลีย์ เสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-2
เบิร์นลีย์ รั้งอันดับรองบ๊วย มี 13 คะแนน จาก 21 นัด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีเพิ่มเป็น 32 คะแนน จาก 21 นัด ขยับขึ้นอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก
เอซี มิลาน – เจนัว (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี) วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569
ศึก กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ฤดูกาล 2025/26 เดินทางมาถึงนัดที่ 19 ของฤดูกาล เกมไฮไลท์ประจำคืนวันพุธที่ 7 มกราคม 2569 (เช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม) เวลา 02:45 น. เป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ทีมลุ้นแชมป์อันดับ 2 ของตาราง เปิดสนามซาน ซิโร่ ต้อนรับการมาเยือนของ “กริโฟเน่” เจนัว ทีมอันดับ 17 ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างหนัก
เจ้าบ้าน เอซี มิลาน กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในลีก พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมหัวตารางที่มีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว การเล่นในบ้านเป็นจุดแข็งสำคัญของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ไม่แพ้ใครในลีกมาหลายนัดติดต่อกัน ในเกมล่าสุดพวกเขาบุกไปชนะกายารี 0-1 และก่อนหน้านั้นก็เปิดบ้านถล่มเวโรนา 3-0 ปัจจุบันรั้งอันดับที่ 2 ของตาราง (มีสถิติชนะ 11 เสมอ 5 แพ้ 1 ) และเป็นทีมที่มีผลงานในบ้านดีที่สุดในฤดูกาลนี้
ส่วนทีมเยือนอย่าง เจนัว มีผลงานที่น่ากังวล โดยแพ้ 3 นัดล่าสุดติดต่อกัน และไม่สามารถรักษาคลีนชีตได้มา 11 นัดแล้ว ปัจจุบันรั้งอันดับที่ 17 ของตาราง ในเกมลีกนัดล่าสุด พวกเขาแพ้ให้กับอินเตอร์ มิลาน 1-2 ทำให้สถานการณ์ของทีมอยู่ในโซนท้ายตาราง (มีสถิติชนะ 3 เสมอ 6 แพ้ 9)
จากฟอร์มการเล่นที่สวนทางกันอย่างชัดเจนและสถิติการพบกันที่เหนือกว่ามากของเจ้าบ้าน ทำให้ “ปีศาจแดงดำ” ดูเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้จะขาดผู้เล่นหลักไปหลายคน แต่ขุมกำลังสำรองและฟอร์มในบ้านที่แข็งแกร่งน่าจะเพียงพอที่จะเก็บชัยชนะได้ เจนัวมีปัญหาในเกมรับและฟอร์มโดยรวมที่ย่ำแย่ ทำให้ยากที่จะบุกมาคว้าชัยไปได้ นัดนี้เชียร์เจ้าบ้าน 1 คว้า 3 แต้มสำคัญไปครองได้ง่ายๆ !!
… เทพสนามนิรนาม …
วิเคราะห์บอล ซาอุดิอาระเบีย โปรเฟสชั่นแนล ลีก : อัล นาเซอร์ vs อัล กาดาซิย่า วันที่ 08 มกราคม 2569
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นเจ้าบ้าน อัล นาเซอร์ ที่เปิดฉากเดินหน้าบดขยี้ตามสไตล์ถนัด โดยอาศัยความเหนือชั้นของขุมกำลังระดับโลกคอยนวดแนวรับคู่แข่ง ขณะที่ อัล กาดาซิย่า ของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะเน้นความรัดกุมและใช้ระเบียบวินัยในเกมรับเข้าสู้ ซึ่งพวกเขามักจะทำได้ดีในการเจอกันช่วงหลัง สถิติชี้ชัดว่าคู่นี้เจอกันเมื่อไหร่พิกัดสกอร์มักจะไหลลื่นและสู้กันได้สูสีเกินคาด อย่างไรก็ตาม เจ้าบ้านมีสถิติในรังที่ดุดันชนะรวดมาหลายนัดติดต่อกัน ส่วนทีมเยือนเองแม้จะยกระดับทีมขึ้นมาได้ดีแต่การมาเยือนถิ่น อัล อาววัล พาร์ค ยังคงเป็นงานที่หินเสมอ
เจ้าบ้าน อัล นาเซอร์ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงและกำลังกระหายชัยชนะเพื่อทวงบัลลังก์คืน หลังสะดุดมาในสองนัดล่าสุด ผลงานในบ้านซีซั่นนี้จัดว่าโหดเหี้ยมด้วยการชนะรวด 6 นัดหลังสุด เกมรุกนำทัพโดย คริสเตียโน โรนัลโด้ และ ชูเอา เฟลิกซ์ ที่ซัดไปแล้วคนละ 13 ประตูในลีก ผสานงานกับ คิงสลีย์ โกมอง และมาร์เซโล โบรโซวิช ทำให้มิติการเข้าทำนั้นหลากหลายและเฉียบขาด พร้อมจะเจาะตาข่ายคู่แข่งได้ทุกเมื่อหากสมาธิแนวรับทีมเยือนหลุดเพียงเสี้ยววินาที
ฝั่งทีมเยือน อัล กาดาซิย่า น้องใหม่หน้าเก่าที่ยกระดับกลายเป็นทีมหัวตารางอย่างเต็มตัวภายใต้การทำทีมของ ร็อดเจอร์ส พวกเขากำลังอยู่ในช่วงมั่นใจหลังชนะรวดมา 2 นัดซ้อนและยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ สภาพทีมถือว่าแข็งแกร่งมีแข้งชื่อดังอย่าง นาโช เฟร์นานเดซ คุมหลังบ้าน และมีทีเด็ดในเกมรุกจาก จูเลียน กิโญเนส รวมถึง มาเตโอ เรเตกี ที่กำลังท็อปฟอร์ม เกมนี้เชื่อว่าพวกเขาจะมาเล่นด้วยความอดทนและรอจังหวะสวนกลับที่แม่นยำ ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งที่ทำให้พวกเขาเอาชนะอัล นาเซอร์ มาได้ในการพบกันครั้งล่าสุด
ทรรศนะโดยรวมมองว่า แม้ อัล กาดาซิย่า จะเป็น “ก้างขวางคอ” ที่ทำให้อัล นาเซอร์ ลำบากใจมาตลอดในช่วงหลัง แต่ด้วยสถานการณ์ที่เจ้าบ้านต้องการจุดเปลี่ยนและต้องชนะเพื่อลุ้นแชมป์ ประกอบกับความได้เปรียบในรังที่เสียงเชียร์กระหึ่ม เรตราคาที่เปิดมา อัล นาเซอร์ ต่อ 1 ถือว่าน่าลุ้น เพราะด้วยคุณภาพการจบสกอร์ของโรนัลโด้และเฟลิกซ์ เชื่อว่าอย่างน้อย 1 เม็ดมีแน่ และมีโอกาสลุ้นเม็ดสองเพื่อกินเต็มได้สูงกว่าในท้ายที่สุด
เลือกเล่น : ต่อ อัล นาเซอร์ 1
— กุนซือไร้เงา —
วิเคราะห์เกม:
ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยังคงเหนือกว่าในเรื่องคุณภาพทีมและเกมรุก การเข้าทำมีความหลากหลายและควบคุมเกมได้ดีกว่า แม้ช่วงหลังจะไม่ชนะขาดทุกนัด แต่ทรงบอลยังนิ่งและไม่เสียรูปง่าย
ส่วนมาร์กเซยฟอร์มค่อนข้างแกว่ง โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่แพ้คาบ้านให้ทีมระดับรอง ทำให้เห็นปัญหาความแน่นอนของทีม
ฟันธง: ต่อ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0.5/1
สกอร์ที่คาด: ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-1 โอลิมปิก มาร์กเซย
ระดับความมั่นใจ: 80%
วิเคราะห์เกม:
เอซี มิลานกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในลีก เกมรับเริ่มนิ่งและเสียประตูน้อย ขณะที่เกมรุกยังมีทีเด็ดให้ลุ้นต่อเนื่อง
ในขณะที่เจนัวฟอร์มตกต่อเนื่อง ไม่ชนะใครมาหลายนัด เกมรุกฝืดและมักเสียประตูในจังหวะสำคัญ เมื่อเทียบศักยภาพและความมั่นใจแล้ว มิลานเหนือกว่าชัดเจน มีโอกาสคุมเกมและปิดงานได้ตามราคา
ฟันธง: ต่อ เอซี มิลาน 1
สกอร์ที่คาด: เอซี มิลาน 2-0 เจนัว
ระดับความมั่นใจ: 83%
วิเคราะห์เกม:
เกมคู่นี้สูสี แต่มีแนวโน้มเปิดแลกกันสูง แอตฯ มาดริดฟอร์มมั่นใจ เกมรุกดุดันและยิงประตูต่อเนื่อง
เรอัล มาดริดเองเกมรุกเฉียบคมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความแม่นยำในพื้นที่สุดท้าย เกมนี้จึงมีโอกาสเห็นประตูไหลเกินเส้น
ฟันธง: สูง 2.5
สกอร์ที่คาด: เสมอ 2-2
ระดับความมั่นใจ: 81%
สัปดาห์นี้เกมฟุตบอลยุโรปมีความน่าติดตามสูง โดยเฉพาะแมตช์ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง vs มาร์กเซย ที่คาดว่าทีมแชมป์ลีกฝรั่งเศสยังเหนือกว่า ส่วน เอซี มิลาน ยังคงแข็งแกร่งในลีกอิตาลี และ ซูเปอร์คัพสเปน คู่นัดดาร์บี้มาดริดคาดว่าจะเปิดแลกสนุก มีโอกาสประตูมาก
🖊 ตาข่ายทอง.
โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กลับมาเป็นตัวเต็งคุมแมนฯ ยูไนเต็ด: วิเคราะห์โอกาสและปัจจัยสำคัญ
หลังจาก รูเบน อโมริม ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กลับมาปรากฏเป็นตัวเต็งสำหรับการเข้ามารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมชั่วคราวจนจบฤดูกาล
โซลชาร์วัย 52 ปี ถูกพบเห็นในเมือง วิล์มสโลว์ แคว้นเชเชอร์ ใกล้บ้านพักของเขา ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาอยู่ใกล้สโมสรและสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว ความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมสโมสรและความสัมพันธ์กับผู้เล่นหลายคนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โซลชาร์เป็นตัวเลือกที่โดดเด่น
นอกจากโซลชาร์แล้ว รุด ฟาน นิสเตลรอย อดีตกองหน้าของทีมก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพิจารณา แต่ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ประสบการณ์การคุมทีมและการจัดการผู้เล่นชุดใหญ่ โซลชาร์เคยผ่านบททดสอบการคุมทีมในระดับสูงและมีสถิติการคุมทีมที่ดีในพรีเมียร์ลีกช่วงปี 2018-2021 ขณะที่ฟาน นิสเตลรอยยังขาดประสบการณ์เชิงเทคนิคด้านการบริหารทีมเต็มรูปแบบ
ในช่วงนี้ ดาร์เรน เฟลทเชอร์ ถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ ผู้จัดการทีมขัดตาทัพ คุมทีมในนัดกลางสัปดาห์ การเลือกผู้จัดการทีมชั่วคราวในลักษณะนี้สะท้อนถึงแนวทางการบริหารแบบ risk management ของบอร์ดบริหาร ซึ่งต้องการเวลาศึกษาตัวเลือกเพื่อแต่งตั้ง ผู้จัดการทีมถาวรในช่วงซัมเมอร์
การกลับมาของโซลชาร์อาจช่วย ปรับปรุงความสม่ำเสมอของฟอร์มทีม ในระยะสั้น เนื่องจากเขามีความเข้าใจ ระบบการเล่นแบบ 4-2-3-1 ของแมนฯ ยูไนเต็ด, การจัดการผู้เล่นดาวรุ่ง และจิตวิทยาผู้เล่นที่เคยร่วมงานด้วย นอกจากนี้ การแต่งตั้งเขาอาจเป็น สัญญาณเชิงกลยุทธ์ ต่อแฟนบอลและตลาดซื้อขายนักเตะ ว่าบอร์ดต้องการ ความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะสั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในผู้จัดการทีมระยะยาว
แม้ยังไม่มีการยืนยัน แต่การวิเคราะห์เชิงบริหารและฟุตบอลชี้ว่า โซลชาร์มีโอกาสสูงที่จะได้รับมอบหมายให้คุมทีมจนจบฤดูกาล และแฟนบอลควรจับตาดูว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็นเพียง ทางผ่านชั่วคราว หรือจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ด
ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ อดีตกองกลางปีศาจแดง และโค้ชทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดใจครั้งแรกกับสื่อมวลชนหลังได้รับมอบหมายให้คุมทีมชุดใหญ่แบบ ผู้จัดการทีมขัดตาทัพ แทน รูเบน อโมริม ที่ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
เฟล็ตเชอร์เผยว่าเป็น เกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้คุมทีม แมนยู แม้จะไม่เคยคิดมาก่อนว่าฝันนี้จะเป็นจริงกับตัวเอง “มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น แม้ว่าผมเคยเล่นให้กับสโมสรนี้มาก่อนเลยก็ตาม”
เมื่อถูกถามว่าต้องการคุมทีมต่อในระยะยาวหรือไม่ เฟล็ตเชอร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลยตอนนี้ สิ่งสำคัญคือเกมกับ เบิร์นลีย์ ก่อน จากนั้นเราจะคุยกันหลังเกม”
เขายังย้ำว่าการรับงานนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการเปลี่ยนแปลงเมื่อวันจันทร์ และขณะนี้ทุกความคิดของเขามุ่งไปที่การเตรียมทีมให้ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันพรีเมียร์ลีก นัดถัดไป
เฟล็ตเชอร์ยังออกมาอัปเดตสภาพทีม โดยบอกว่า เมสัน เมาท์ และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สองผู้เล่นตัวหลักของทีมที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ มีโอกาสกลับมามีชื่อในทีมสำหรับเกมกลางสัปดาห์นี้หลังจากกลับมาซ้อมได้แล้ว แม้อาจจะยังไม่พร้อมลงเต็มเกมก็ตาม
เขากล่าวว่า “มันเป็นข่าวดีที่สองนักเตะที่มีฟอร์มยอดเยี่ยมกลับมาซ้อมได้แล้ว” ซึ่งถือเป็นการเสริมกำลังสำคัญให้ทีมในช่วงที่ต้องการผลการแข่งขันที่ดี
อีกเรื่องที่ถูกถามถึงคือ ลูกชายฝาแฝดของเฟล็ตเชอร์ — แจ็ค และ ไทเลอร์ ซึ่งได้รับการใส่ชื่อลงทีมชุดใหญ่โดย อโมริม ก่อนหน้านี้ เฟล็ตเชอร์กล่าวว่าจะต้องรอคุยกันอีกครั้งก่อนเกมว่า ทั้งคู่จะได้ลงเล่นหรือไม่
ก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ปลด รูเบน อโมริม ท่ามกลางข่าวความขัดแย้งภายในสโมสร หลังจากผลการแข่งขันและความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหารไม่ราบรื่น ซึ่งเป็นเหตุผลให้สโมสรตัดสินใจเปลี่ยนตัวเฮดโค้ชทันที และมอบหน้าที่ให้เฟล็ตเชอร์คุมทีมชั่วคราวสำหรับเกมกับเบิร์นลีย์
การแถลงข่าวครั้งแรกของ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ แสดงให้เห็นถึง:
ความภูมิใจและเกียรติที่ได้คุม แมนยู แม้ในสถานการณ์กดดัน
โฟกัสที่งานปัจจุบันมากกว่าอนาคตในระยะยาว
ข่าวดีของการฟื้นตัวของผู้เล่นสำคัญอย่าง เมาท์ และ แฟร์นันด์ส
แฟนบอล ปีศาจแดง คงต้องจับตาดูว่า เฟล็ตเชอร์จะสามารถนำทีมกลับสู่ฟอร์มเก่งได้หรือไม่ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้.
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเดินหน้าแผนการเสริมทัพอย่างจริงจัง หลังมีรายงานล่าสุดจาก สกาย สปอร์ตส์ ระบุว่า “เรือใบสีฟ้า” ได้นัดหมายให้นักเตะเป้าหมายอย่าง อองตวน เซเมนโย่ แนวรุกของบอร์นมัธ เข้ารับการตรวจร่างกายในวันพฤหัสบดีนี้ ก่อนที่ค่าฉีกสัญญาจะหมดอายุลงในวันถัดไป
เซเมนโย่ กองหน้าทีมชาติกาน่าวัย 25 ปี เพิ่งต่อสัญญาฉบับใหม่กับบอร์นมัธเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยมีการระบุเงื่อนไขเปิดทางย้ายทีมได้ในช่วงเดือนมกราคม ด้วยค่าฉีกสัญญา 65 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,730 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บอร์นมัธ หรือ “เดอะ เชอร์รีส์” ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ค่าฉีกสัญญาดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ จนถึงวันศุกร์นี้เท่านั้น ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเส้นตาย
แม้จะตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนัก แต่ อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือบอร์นมัธ ยืนยันว่า เซเมนโย่ จะยังคงลงสนามช่วยทีมตามปกติในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธ ที่จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
เกมดังกล่าวอาจกลายเป็นนัดสุดท้ายของดาวเตะทีมชาติกาน่าในสีเสื้อบอร์นมัธ หากการย้ายทีมเกิดขึ้นจริงตามแผนของแมนฯ ซิตี้
รายงานจาก สกาย สปอร์ตส์ เมื่อวันที่ 6 มกราคม ระบุชัดว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้ล้มดีล การคว้าตัวอองตวน เซเมนโย่ และได้ทำการนัดหมายตรวจร่างกายนักเตะไว้แล้วในวันพฤหัสบดีนี้ ณ ถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม
หากทุกอย่างผ่านไปด้วยดี การย้ายทีมจะเกิดขึ้นก่อนที่ค่าฉีกสัญญาจะหมดอายุในวันศุกร์ ซึ่งจะทำให้บอร์นมัธได้ใช้งานเซเมนโย่เป็นครั้งสุดท้ายในเกมพบกับ “ไก่เดือยทอง” ตามแผนที่วางไว้
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลับมาฟาดแข้งกันอย่างเข้มข้นในโปรแกรมกลางสัปดาห์ คืนวันพุธที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 02.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ณ สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เป็นการพบกันระหว่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังลุ้นแชมป์อย่างหนัก พบกับ “นกนางนวล” ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ทีมจอมแสบที่พร้อมล้มยักษ์ทุกเมื่อ
ต้องบอกว่า แมนฯ ซิตี้กำลังร้อนแรงสุด ๆ 10 เกมหลังสุดในทุกรายการ ไม่แพ้เลย ชนะ 8 เสมอ 2 เกม โดยเฉพาะเวลาเล่นในบ้านที่เอติฮัด สเตเดียม ฟอร์มดีมาก ชนะ 7 ใน 10 เกมหลังสุด
แม้เกมนี้จะมีปัญหาแนวรับบาดเจ็บทั้ง โจสโก้ กวาร์ดิโอล และ รูเบน ดิอาส แต่ อับดูโกดิร คูซานอฟ และ นาธาน อาเก้ พร้อมลงเป็นคู่เซ็นเตอร์แบ็ก ส่วนแนวรุกยังแกร่ง มี ฮาลันด์ และ โฟเดน พร้อมลุยและยิงประตู
ไบรท์ตันเพิ่งกลับมาเก็บชัยชนะได้ แต่ภาพรวมยังไม่ค่อยนิ่งนัก 6 เกมหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 3 แพ้ 2 และยังมีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บและติดภารกิจทีมชาติ เช่น คาร์ลอส บาเลบา ไป AFCON และ ซอลลี่ มาร์ช กับ อดัม เว็บสเตอร์ ก็ยังเจ็บอยู่
สถิติการพบกันชี้ชัดว่า ไบรท์ตันไม่เคยบุกมาชนะแมนฯ ซิตี้ ที่เอติฮัด และเกมส่วนใหญ่ก็มีประตูเยอะด้วย 9 จาก 10 นัดหลังสุดสกอร์รวมเกิน 2.5 ประตู
นอกจากนี้ แมนฯ ซิตี้มักยิงประตูแรกได้ เวลาเล่นในบ้าน ครึ่งแรกยิงนำถึง 8 จาก 9 เกมหลังสุดในบ้าน
ด้วยฟอร์มในบ้านที่แข็งแกร่งและทีมโดยรวมเหนือกว่า เกมคืนนี้ดูแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้น่าจะชนะได้ไม่ยาก
ชนะขาดลอย: เจ้าบ้านเหนือกว่าและสถิติการเจอกันก็ข่ม
สกอร์รวมสูง (มากกว่า 2.5 ประตู): เกมมักมีประตูเยอะ
แมนฯ ซิตี้ยิงประตูแรก: ฟอร์มครึ่งแรกในบ้านดีมาก
คาดการณ์สกอร์:
แมนฯ ซิตี้ 3-1 ไบรท์ตัน
สรุปง่าย ๆ สำหรับแฟนบอลที่อยากเชียร์หรือวิเคราะห์ก่อนเกม: แมนฯ ซิตี้กำลังมั่นใจสุด ๆ ถึงแม้แนวรับจะมีปัญหา แต่แนวรุกยังแข็งแรง เกมนี้มีโอกาสชนะและยิงขาดสูง ไปต่อเจ้าบ้าน 1 มีลุ้นคว้าชัยไปตามคาด !
นิวคาสเซิ่ล พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีกอังกฤษ)
นิวคาสเซิ่ล เจ้าบ้านกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ค่อนข้างดี 5 นัดหลังสุดทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ชนะ 3 เสมอ 1 และแพ้เพียงนัดเดียว 2 นัดหลังสุดที่เก็บชัยชนะได้ เกมรุกเริ่มเข้าฝัก สร้างโอกาสจบสกอร์ได้ต่อเนื่อง เกมรับก็มีความแน่นอนมากขึ้น ด้านลีดส์ ยูไนเต็ด ผลงานยังไม่ค่อยน่าประทับใจนัก 5 นัดหลังสุดเสมอไปถึง 4 นัด และชนะได้เพียง 1 นัด โดย 3 นัดล่าสุดผลจบที่เสมอ สะท้อนถึงปัญหาเรื่องความเฉียบคม เกมรุกยังขาดจังหวะเด็ดขาด เกมรับแม้จะเสียประตูน้อย แต่ยังปิดเกมไม่ค่อยลง ฟันธง นิวคาสเซิ่ล ฟอร์มกำลังมา น่าจะเปิดบ้านเก็บชัยชนะได้ตามเป้า
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-1
ปาร์ม่า พบกับ อินเตอร์ มิลาน (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
ปาร์ม่า เจ้าบ้านผลงานช่วงหลังยังขาดความสม่ำเสมอ 5 นัดหลังสุดชนะ 2 เสมอ 1 และแพ้ 2 ฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ เกมรุกพอมีทีเด็ดแต่ยังขาดความต่อเนื่อง ส่วนเกมรับยังมีจังหวะผิดพลาดให้เห็น ทำให้เสียประตูง่าย ด้านอินเตอร์ มิลาน ทีมเยือนฟอร์มโดยรวมดูดีกว่า 5 นัดหลังสุดชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจ เกมรุกมีความเฉียบคมและหลากหลาย ขณะที่เกมรับก็มีความแข็งแกร่งและคุมจังหวะเกมได้ดี คู่นี้ดูแล้วทีมเยือนเหนือกว่าชัดเจนคู่นี้มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูกแน่นอน ไปที่สูงได้เลย
แนะนำ: สูง 2.75
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 2 ลูก
บาร์เซโลน่า พบกับ แอธเลติก บิลเบา (สเปน ซุปเปอร์คัพ)
บาร์เซโลน่า ฟอร์มกำลังร้อนแรงอย่างมาก 5 นัดหลังสุดเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด เกมรุกเดินเครื่องเต็มสูบ สร้างโอกาสและจบสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เกมรับก็มีความแน่นอนและเสียประตูน้อย ความมั่นใจของทีมอยู่ในระดับสูงมาก ด้านแอธเลติก บิลเบา ผลงานช่วงหลังยังน่าเป็นห่วง 5 นัดหลังสุดยังไม่ชนะใคร เสมอ 3 แพ้ 2 สะท้อนถึงปัญหาเรื่องความมั่นใจ เกมรุกขาดความเฉียบคม ส่วนเกมรับต้องรับมือกับความกดดันตลอดเกม เมื่อเทียบภาพรวมแล้ว บาร์เซโลน่า ดูเหนือกว่าชัดเจน ทั้งฟอร์มการเล่นและคุณภาพทีม มีโอกาสสูงที่จะเก็บชัยชนะได้อีกนัด
แนะนำ: ต่อ เจ้าบ้าน 1
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-0 หรือ 3-1
“KickVision”
เอฟเวอร์ตัน vs วูล์ฟแฮมป์ตัน (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
เอฟเวอร์ตัน ภาพรวมผลงานช่วงหลังอาจยังไม่สวย แต่รูปเกมเวลาเจอทีมระดับใกล้เคียงยังพอมีทรงให้ลุ้น โดยเฉพาะเกมในบ้านที่จังหวะเข้าทำยังพอสร้างแรงกดดันได้ต่อเนื่อง ขณะที่วูล์ฟแฮมป์ตันแม้เพิ่งเก็บชัยมา แต่ฟอร์มนอกบ้านยังไม่น่าไว้ใจ เกมรับมีจังหวะหลุดให้เห็นบ่อยเมื่อโดนกดดันหนัก ๆ ภาพรวมเกมนี้น้ำหนักยังเอนมาทางเจ้าบ้านที่ดูมีภาษีดีกว่าในการเบียดคว้าผลลัพธ์
ฟันธง : ต่อ เอฟเวอร์ตัน 0.5/1
สกอร์ที่คาด : เอฟเวอร์ตัน 2-1 วูล์ฟแฮมป์ตัน
ระดับความมั่นใจ : 80%
เบิร์นลี่ย์ vs แมนฯ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
เบิร์นลี่ย์ช่วงหลังฟอร์มตกชัด เจอปัญหาทั้งเกมรับและความเฉียบในพื้นที่สุดท้าย รูปเกมมักเป็นรองและเสียประตูง่ายเมื่อโดนบุกต่อเนื่อง ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด แม้ผลงานจะออกเสมอบ่อย แต่ภาพรวมคุณภาพทีมยังดูเหนือกว่า เกมรุกยังพอสร้างโอกาสได้สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกันแล้วทีมเยือนดูมีความแน่นอนมากกว่า และมีโอกาสเบียดเก็บชัยได้ตามราคา
ฟันธง : ต่อ แมนฯ ยูไนเต็ด 0.5/1
สกอร์ที่คาด : แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 เบิร์นลี่ย์
ระดับความมั่นใจ : 82%
เบนฟิก้า vs บราก้า (โปรตุเกส ลีกคัพ)
เบนฟิก้า ภาพรวมฟอร์มยังดูแข็งแรงมาก เกมรุกมีความหลากหลายและจบสกอร์ค่อนข้างเฉียบ โดยเฉพาะช่วงหลังที่คุมเกมได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่บราก้าแม้จะสู้ได้ แต่เกมรับเริ่มมีปัญหาให้เห็น เสียประตูง่ายในหลายจังหวะ เมื่อเทียบศักยภาพและความแน่นอนแล้ว ยังเป็นฝั่งเบนฟิก้าที่ดูเหนือกว่า มีโอกาสคุมเกมและปิดงานได้
ฟันธง : ต่อ เบนฟิก้า 0.5/1
สกอร์ที่คาด : เบนฟิก้า 2-1 บราก้า
ระดับความมั่นใจ : 83%
🖊 ตาข่ายทอง.
ก่อนหน้า 1 … 58 59 60 61 62 … 84 ถัดไป »