วันที่ 12 มกราคม 2026 – สำนักข่าวกีฬา – เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้แต่งตั้ง อัลวาโร่ อาร์เบลัว อดีตแบ็คขวาระดับตำนานของทีม ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการทีมเรอัล มาดริด ชุดใหญ่ หลังจากแยกทางกับกุนซือคนเก่าอย่าง ชาบี อลอนโซ่ โดยสโมสรได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณผลงานและความทุ่มเทที่ผ่านมา
อาร์เบลัว ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอล ราชันชุดขาว คุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาเคยค้าแข้งกับเรอัล มาดริดระหว่างปี 2009–2016 และเป็นส่วนสำคัญของทีมชุดประสบความสำเร็จ โดยมีผลงานโดดเด่นอย่างการคว้า ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย และ ลา ลีกา 1 สมัย ด้วยสไตล์การเล่นที่เปี่ยมด้วยวินัย ความทุ่มเท และความเข้าใจเกมในทุกตำแหน่ง
หลังจากแขวนสตั๊ด อาร์เบลัวไม่ทิ้งวงการฟุตบอล เขาเริ่มต้นอาชีพโค้ชเต็มตัว ตั้งแต่ปี 2020 ในศูนย์ฝึกเยาวชนของ เรอัล มาดริด ก่อนจะก้าวขึ้นคุมทีม เรอัล มาดริด กาสตียา ทีมสำรองของสโมสร และสร้างผลงานโดดเด่น พาทีมคว้าแชมป์หลายรายการในฤดูกาลที่ผ่านมา
การแต่งตั้งอาร์เบลัวขึ้นเป็น ผู้จัดการทีมชุดใหญ่ ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของสโมสร โดยฝ่ายบริหารเชื่อว่าเขาเข้าใจ ปรัชญาและดีเอ็นเอของเรอัล มาดริด อย่างลึกซึ้ง ความท้าทายแรกของเขาคือการนำทีมลงเล่นในศึก โกปา เดล เรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับกุนซือหนุ่มรายนี้
นอกจากเกมถ้วยแล้ว แฟนบอลยังจับตามองผลงานของอาร์เบลัวใน ลา ลีกา สเปน 2025/26 และรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ซึ่งทีมต้องเผชิญกับคู่แข่งระดับท็อปของยุโรป การคุมทีมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสให้เขาได้สานต่อความสำเร็จของทีม และพัฒนานักเตะดาวรุ่งให้เป็นกำลังสำคัญของสโมสรในอนาคต
การแต่งตั้งอาร์เบลัวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสโมสรใน โค้ชที่มาจากระบบเยาวชน และผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของเรอัล มาดริด แฟนบอลหลายคนมองว่าเขามีศักยภาพในการ พัฒนาทีมให้แข็งแกร่งทั้งในประเทศและเวทียุโรป ด้วยความเป็นคนของทีม ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักเตะเก่า นักเตะใหม่ และแฟนบอลได้อย่างราบรื่น
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาร์เบลัวจะเน้น สไตล์การเล่นที่มีวินัย, เกมรับเหนียวแน่น และความเร็วในเกมรุก ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แฟนบอลคุ้นเคยจากยุคที่เขาเป็นนักเตะ
การแต่งตั้ง อัลวาโร่ อาร์เบลัว เป็นผู้จัดการทีมเรอัล มาดริด เป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการฟุตบอลสเปน นับเป็นการเปิดยุคใหม่ของทีมราชันชุดขาว ที่มุ่งมั่นสู่ความยิ่งใหญ่ต่อไป แฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองว่ากุนซือหนุ่มรายนี้จะสามารถสานต่อความสำเร็จของทีม พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของสโมสร
เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา สเปน ประกาศแยกทางกับ ชาบี อลอนโซ่ ในตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว มีผลทันที หลังพาทีมพ่ายแพ้ให้กับ บาร์เซโลน่า ในนัดชิงชนะเลิศศึก Spanish Super Cup 2026 ที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับ “ราชันชุดขาว” หลังจากผลการแข่งขันและแรงกดดันจากแฟนบอลรวมถึงสื่อมวลชนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของสโมสร ระบุว่า การยุติบทบาทของ ชาบี อลอนโซ่ เป็นการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยสโมสรยังคงให้เกียรติแก่เขาในฐานะ ตำนานของเรอัล มาดริด และผู้ที่ถ่ายทอดค่านิยมของสโมสรมาตลอด
ชาบี อลอนโซ่ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดใหญ่เมื่อประมาณ 7 เดือนก่อน แทนที่ คาร์โล อันเชล็อตติ ในช่วงการแข่งขัน FIFA Club World Cup 2025 อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมในช่วงหลังไม่สม่ำเสมอ รวมถึงกระแสข่าวปัญหาความสัมพันธ์กับนักเตะบางราย ทำให้แรงกดดันจากแฟนบอลและสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ความพ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า ในเกมนัดชิง Spanish Super Cup ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเรอัล มาดริดเสียประตูสำคัญในครึ่งหลัง ทำให้ทีมไม่สามารถพลิกกลับมาชนะได้
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้บอร์ดบริหารตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อ รักษามาตรฐานและเป้าหมายความสำเร็จของสโมสรในระยะยาว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโค้ชถือเป็นการตอบสนองทันทีต่อแรงกดดันและความคาดหวังจากแฟนบอล
สโมสรได้แต่งตั้ง อัลบาโร อาร์เบลัว อดีตนักเตะชุดแชมป์ยุค 2009–2016 และผู้จัดการทีมสำรอง ขึ้นมารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมชุดใหญ่ชั่วคราว แทนชาบี อลอนโซ่
ทางสโมสรเชื่อมั่นว่า อาร์เบลัว จะสามารถประคองทีมในช่วงเปลี่ยนผ่าน และสานต่อปรัชญาการเล่นของ เรอัล มาดริด ได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ การคุมทีมชั่วคราวของอาร์เบลัว อาจช่วยให้ทีมปรับสมดุลและเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันลาลีกาและรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่กำลังจะมาถึง
หลังการประกาศนี้ แฟนบอลและนักวิเคราะห์ฟุตบอลต่างออกความเห็นอย่างกว้างขวาง หลายเสียงชื่นชม ชาบี อลอนโซ่ ในฐานะตำนานของสโมสร แต่ก็เห็นด้วยว่าผลงานในช่วงหลังไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของสโมสรยักษ์ใหญ่
สื่อสเปนหลายแห่งมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ เรอัล มาดริด ยังคงเป็นทีมที่มีความมั่นคงและแข่งขันได้ทุกฤดูกาล
การยุติบทบาทของ ชาบี อลอนโซ่ กับ เรอัล มาดริด ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลสเปน และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ “ราชันชุดขาว” หลังความพ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า ใน Spanish Super Cup 2026
ในช่วงนี้ อัลบาโร อาร์เบลัว จะเป็นผู้คุมทีมชั่วคราว โดยแฟนบอลต่างจับตาว่าเขาจะสามารถนำทีมฝ่าความท้าทายในฤดูกาลนี้ได้หรือไม่
สำหรับข่าวสารล่าสุดและการอัปเดตเกี่ยวกับ เรอัล มาดริด สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเราอย่างต่อเนื่อง
ลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง เปิดสนามแอนฟิลด์ เอาชนะ บาร์นสลี่ย์ ทีมจากลีก วัน ไปอย่างขาดลอย 4-1 ในศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบสาม เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมยืดสถิติไม่แพ้ใครทุกรายการเป็น 11 นัดติดต่อกัน และผ่านเข้าสู่รอบ 4 ไปพบกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ต่อไป
เริ่มเกมได้เพียง 2 นาที ทีมเยือน บาร์นสลี่ย์ เกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ เดวิส เตลเลอร์-ดันน์ เบียดเอาชนะ โจ โกเมซ ก่อนโหม่งบอลไปชนเสาขวาอย่างน่าเสียดาย ทำให้ลิเวอร์พูลรอดพ้นการเสียประตูตั้งแต่ต้นเกม
นาทีที่ 9 ลิเวอร์พูลได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ จ่ายบอลให้ โดมินิค โซโบซไล ก่อนซัดไกลระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเฉียบขาด เรียกเสียงเฮจากแฟนบอลในแอนฟิลด์ได้สนั่น
เจ้าถิ่นมาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 ในนาทีที่ 36 จากความสามารถเฉพาะตัวของ เจเรมี่ ฟริมปง ที่ลากบอลเจาะเข้าทางฝั่งขวาของเขตโทษ ก่อนโยกหลบกองหลังแล้วซัดเสยตาข่ายอย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 40 บาร์นสลี่ย์ไม่ยอมง่าย ๆ เมื่อ อดัม ฟิลลิปส์ ได้จังหวะยิงเร็วผ่านมือ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ ส่งบอลเข้าประตู ไล่มาเป็น 2-1 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลยังครองเกมได้เหนือกว่า และมาได้ประตูย้ำชัยในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 84 เคอร์ติส โจนส์ แทงทะลุให้ อูโก้ เอกิติเก้ ก่อนสะกิดบอลต่อให้ โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ตัวสำรอง ปั่นบอลโค้งเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม เป็น 3-1
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+4 เวียร์ตซ์โชว์วิสัยทัศน์อีกครั้ง ด้วยการปาดบอลเรียดให้ เอกิติเก้ ชาร์จจ่อ ๆ เข้าไปไม่พลาด ส่งลิเวอร์พูลปิดเกมเอาชนะไป 4-1
ลิเวอร์พูล 4-1 บาร์นสลี่ย์
สนาม: แอนฟิลด์
รายการ: เอฟเอ คัพ รอบสาม
สถิติสำคัญ: ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใคร 11 นัดติดต่อกันทุกรายการ
ชัยชนะนัดนี้ส่งให้ “หงส์แดง” ผ่านเข้าสู่ เอฟเอ คัพ รอบ 4 โดยจะพบกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในรอบถัดไป พร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยมจากผลงานอันยอดเยี่ยมในช่วงหลัง
นิวคาสเซิ่ล – แมนฯ ซิตี้ (คาราบาว คัพ อังกฤษ) วันอังคารที่ 13 มกราคม 2569
ศึกคาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะแข่งขันในวันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 03:00 น. คาดว่าจะเป็นเกมที่ดุเดือดและมีประตูเกิดขึ้นหลายประตู เนื่องจากทั้งสองทีมมีปัญหาผู้เล่นแนวรับบาดเจ็บหลายราย แต่มีผู้เล่นแนวรุกที่อันตราย
เจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดุดันโดยเฉพาะเกมรุก หลังจากผ่านรอบเอฟเอ คัพ ด้วยการเสมอ บอร์นมัธ 3-3 และชนะจุดโทษ 7-6 พวกเขายิงไปถึง 9 ประตูจาก 3 นัดหลังสุด แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องเกมรับที่เสียประตูง่าย 10 ลูกจาก 6 นัดที่ผ่านมา ปัญหาของนิวคาสเซิ่ลอยู่ที่แนวรับบาดเจ็บหลายราย
ขณะที่ทีมเยือน แมนฯ ซิตี้ กำลังอยู่ในฟอร์มร้อนแรง ชนะ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ 10-1 ในเอฟเอ คัพ ฟอร์มรวม 6 นัดหลังเสียเพียง 3 ประตูเท่านั้น นำโดยดาวยิงตัวเก่ง เออร์ลิง ฮาลันด์ พร้อมกับฟิล โฟเดน และ แบร์นาร์โด้ ซิลวาถึงแม้จะขาดผู้เล่นแนวรับสำคัญ แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังมีตัวเลือกแนวรุกหลากหลาย ทำให้ยังสามารถสร้างโอกาสทำประตูได้ตลอดเวลา
เกมนี้น่าสนใจตรงที่ นิวคาสเซิ่ล เพิ่งเล่นถึง 120 นาทีในเอฟเอ คัพ ขณะที่ แมนซิตี้ ได้พักตัวหลักเกือบเต็มทีม แต่อาวุธสำคัญของเจ้าบ้านคือเสียงเชียร์และเกมรุกที่รวดเร็ว น่าจะทำให้สามารถต้านทีมเยือนได้ใน 90 นาที คาดว่าเกมจะออกมาสูสี มีโอกาสสูงที่ ประตูแรกอาจเกิดขึ้นจากจังหวะโต้กลับเร็วของนิวคาสเซิ่ล ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ จะพยายามคุมเกมและใช้ความสามารถเฉพาะตัวของดาวรุ่งและฮาลันด์เจาะแนวรับ เกมนี้ดูทรงแล้วแมนฯ ซิตี้น่าลุ้นกว่า ใครเชียร์ไปต่อได้ แต่ส่วนตัวแล้วคู่นี้น่าจะใส่กันไม่ยั้ง ไปนับสกอร์รวมตอนจบเกมน่าลุ้นกว่า ทั้งคู่ยิงเข้าเกิน 2 ลูกแน่ มองตำแหน่งสูง 2.75 ไว้ไม่มีพลาด!!
… เทพสนามนิรนาม …
วิเคราะห์บอล บุนเดสลีกา เยอรมัน : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ vs แวร์เดอร์ เบรเมน วันที่ 13 มกราคม 2569
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นฝั่ง “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่เปิดฉากบุกเข้าใส่ตั้งแต่นาทีแรกเพื่อทำแต้มกดดันกลุ่มหัวตารางและรักษาพื้นที่รองจ่าฝูง ขณะที่แวร์เดอร์ เบรเมน จะมาในทรงรับแล้วโต้ตามถนัดเพื่อหวังแต้มกลับออกไป สถิติชี้ชัดว่ายามคู่นี้เจอกันที่ “ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค” มักจะเป็นดอร์ทมุนด์ที่ครองเกมได้เบ็ดเสร็จและคว้าชัยไปได้บ่อยครั้ง แม้เบรเมนจะเป็นทีมที่เล่นได้เหนียวแน่นและพร้อมสู้ในเกมใหญ่ แต่การต้องมาเจอแนวรุกที่กำลังมั่นใจและกระหายชัยชนะของเจ้าถิ่นถือเป็นงานที่หนักอึ้งสำหรับทีมเยือนอย่างแน่นอน
เจ้าบ้าน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การกุมบังเหียนของ นูริ ซาฮิน กำลังอยู่ในฟอร์มที่แข็งแกร่งและไม่แพ้ใครมา 9 นัดติดต่อกันในลีก ล่าสุดเพิ่งบุกไปเจ๊าแฟร้งค์เฟิร์ตมาแบบสุดมันส์ 3-3 ทำให้สถิติในบ้านซีซั่นนี้ยังคงดุดัน แผงรุกนำโดยแข้งตัวเก่งอย่าง เซรู กีราสซี่ ที่ซัดไปแล้วหลายประตู ผสานงานกับ ยูเลี่ยน บรันด์ท และ คาร์ิม อเดเยมี่ ที่พร้อมจะหาช่องเจาะตาข่ายได้ทุกวินาที ด้วยระบบการเล่นที่เน้นการครองบอลและเกมบุกที่รวดเร็ว พวกเขาพร้อมจะเดินหน้าฆ่ามันเพื่อเก็บ 3 แต้มสำคัญในคืนนี้
ฝั่งทีมเยือน แวร์เดอร์ เบรเมน แม้จะพยายามยกระดับทีมขึ้นมาอยู่กลางตาราง แต่อันดับยังคงแกว่งและไม่ชนะใครมา 5 นัดติดต่อกันแล้ว สภาพทีมของกุนซือ โอเล่ แวร์เนอร์ จะฝากความหวังไว้ที่ เยนส์ สเตจ และ มาร์วิน ดุคช์ ในการสร้างจังหวะโต้กลับ อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของพวกเขาคือแนวรับที่เสียประตูง่ายยามโดนบดหนักๆ โดยเฉพาะการเจอกับทีมระดับท็อปโฟร์ในปีนี้พวกเขามักจะแพ้ด้วยสกอร์ที่ห่างเกินหนึ่งประตูเป็นส่วนใหญ่
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยระดับมาตรฐานทีมและเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าของเจ้าบ้าน ดอร์ทมุนด์จะใช้เกมรุกที่จัดจ้านกดดันจนแนวรับเบรเมนต้านทานไม่ไหว เรตราคาที่เปิดมา ต่อ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 1.5 ถือว่าน่าลุ้นมาก เพราะเจ้าถิ่นมีสถิติการยิงประตูในบ้านที่สม่ำเสมอและมักจะชนะแบบกินเต็มในพิกัดนี้ได้บ่อยครั้ง เชื่อว่า 1 เม็ดเพื่อประคองตัวมีแน่ และมีโอกาสสูงที่จะไหลไปเม็ดสองในช่วงที่ทีมเยือนต้องเปิดหน้าแลกเพื่อทวงประตูคืน
เลือกเล่น : ต่อ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 1.5
— กุนซือไร้เงา —
วันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 นี้ เรามีบอลน่าสนใจทั้งจาก บุนเดสลีกา เยอรมัน, โคปา เดล เรย์ สเปน และ โคปา อิตาเลีย คัพ ซึ่งเราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกทั้งฟอร์มการเล่นล่าสุด, ความพร้อมของทีม, ผลงาน 5 นัดหลังสุด พร้อมฟันธงทีเด็ดบอลสเต็ป 3 ให้คุณได้ติดตามแบบจัดเต็ม
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด:
ฮัมบูร์ก: ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2
เลเวอร์คูเซ่น: ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2
วิเคราะห์เกม:
ฮัมบูร์กยังคงมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอในเกมรับ การเสียประตูง่ายในหลายเกมทำให้ทีมนี้ยังไม่สามารถรักษาผลการแข่งขันให้ต่อเนื่องได้ ขณะที่เกมรุกมีโอกาสทำประตู แต่ยังขาดความเฉียบคม ทำให้ชนะได้น้อยครั้ง ในขณะเดียวกัน เลเวอร์คูเซ่น ฟอร์มโดยรวมไม่ต่างกันมากนัก แต่ความแตกต่างอยู่ที่คุณภาพทีมและประสบการณ์ รวมถึงเกมรุกที่ยังพอหวังผลได้
เกมนี้จึงเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเกมที่สูสี แต่ด้วยความได้เปรียบเรื่องขุมกำลังและแนวรุกที่คมกว่า เลเวอร์คูเซ่น มีโอกาสบุกมาชนะได้
ทีเด็ดบอล: ต่อ เลเวอร์คูเซ่น
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-1 หรือ 1-2
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด:
เรอัล โซเซียดาด: ชนะ 3 แพ้ 2
โอซาซูน่า: ชนะ 2 แพ้ 3
วิเคราะห์เกม:
เรอัล โซเซียดาดกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 เกมหลังสุดที่ชนะรวด สะท้อนให้เห็นความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น เกมรุกเริ่มมีความหลากหลายและความเฉียบคมมากขึ้น ส่วนเกมรับยังมีจุดหลุดให้เห็นบ้างแต่โดยรวมยังคุมเกมได้ดี
ด้านโอซาซูน่า ผลงานช่วงหลังค่อนข้างน่ากังวล 2 เกมล่าสุดแพ้รวด เกมรุกขาดความเด็ดขาดและโอกาสทำประตูน้อย เกมรับยังเสียประตูง่ายเมื่อเจอเกมกดดันสูง
ด้วยฟอร์มที่กำลังมาดีและได้เปรียบในการเล่นในบ้าน เรอัล โซเซียดาด มีโอกาสเปิดบ้านเก็บชัยชนะได้สูง
ทีเด็ดบอล: ต่อ เรอัล โซเซียดาด 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 1-0
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด:
เอเอส โรม่า: ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1
โตริโน่: ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 2
วิเคราะห์เกม:
เอเอส โรม่าเริ่มกลับมามีฟอร์มที่ดี เกมล่าสุดชนะ ทำให้ทีมเรียกความมั่นใจกลับมา เกมรุกมีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้เกมรับยังมีจุดหลุด แต่ภาพรวมยังคุมจังหวะเกมได้ดี
โตริโน่ฟอร์มยังไม่สม่ำเสมอ ไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกัน เกมรุกขาดความเด็ดขาดและเกมรับยังมีช่องว่างให้คู่ต่อสู้เจาะได้ง่าย
สภาพทีมและฟอร์มล่าสุดทำให้ เอเอส โรม่า มีโอกาสสูงที่จะเก็บชัยชนะในบ้าน
ทีเด็ดบอล: ต่อ เอเอส โรม่า 0.75
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 2-0 หรือ 3-1
สำหรับแฟนบอลที่ชอบการแทงบอลแบบสเต็ป 3 วันอังคารนี้สามคู่ที่เราแนะนำถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งจากมุมฟอร์มปัจจุบัน, ขุมกำลัง และความมั่นใจของทีม
“KickVision”
ตามรอยอเกวโร่! อองตวน เซเมนโย่ สร้างสถิติสุดโหด ประเดิมสนามกับแมนฯ ซิตี้
อองตวน เซเมนโย่ กองหน้าคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดตัวได้อย่างร้อนแรง สร้างสถิติเทียบชั้นตำนานอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ หลังโชว์ฟอร์มสุดยอดในเกมประเดิมสนาม พา “เรือใบสีฟ้า” เปิดบ้านถล่ม เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ขาดลอย 10-1 ในศึก เอฟเอ คัพ รอบสาม เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
แนวรุกทีมชาติกาน่าวัย 26 ปี เพิ่งย้ายจาก บอร์นมัธ มาร่วมทัพแมนฯ ซิตี้ ในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคม ด้วยค่าฉีกสัญญาสูงถึง 64 ล้านปอนด์ ก่อนจะได้รับโอกาสลงสนามทันทีภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในเกมฟุตบอลถ้วยกับทีมจาก ลีก วัน
แมตช์แรกในสีเสื้อเรือใบสีฟ้า เซเมนโย่ ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง เมื่อระเบิดฟอร์มยิงได้ 1 ประตู และทำอีก 1 แอสซิสต์ มีส่วนสำคัญกับเกมรุกตลอดทั้งนัด จนได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในการลงเล่นที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เป็นครั้งแรก
จากผลงานในเกมประเดิมสนาม ทำให้ อองตวน เซเมนโย่ กลายเป็นนักเตะคนแรกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สามารถ ทำทั้งประตูและแอสซิสต์ได้ตั้งแต่นัดแรกของการลงเล่นทุกรายการ นับตั้งแต่ เซร์คิโอ อเกวโร่ อดีตกองหน้าระดับตำนานของสโมสรเคยทำได้ ในเกมเปิดตัวกับ สวอนซี ซิตี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2011
สถิติดังกล่าวตอกย้ำถึงความคุ้มค่าของดีลระดับ 64 ล้านปอนด์ และแสดงให้เห็นว่า เซเมนโย่ อาจกลายเป็นอาวุธสำคัญของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล
ชัยชนะถล่มทลาย 10-1 เหนือเอ็กเซเตอร์ ยังส่งให้ แมนฯ ซิตี้ กลายเป็น ทีมแรกจากลีกสูงสุดของอังกฤษ ที่ยิงได้อย่างน้อย 10 ประตูในทุกรายการ นับตั้งแต่
ลิเวอร์พูล เคยถล่ม ฟูแล่ม 10-0 ในศึกลีก คัพ ปี 1986
และ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ที่เคยชนะ ครูว์ 13-2 ในเอฟเอ คัพ ปี 1960
ผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงความดุดันในเกมรุกของเรือใบสีฟ้า และยิ่งเพิ่มความน่าจับตามองให้กับ อองตวน เซเมนโย่ ในฐานะแข้งใหม่ที่ออกสตาร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องจอดป้ายศึก เอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ ตั้งแต่รอบสาม หลังเปิดบ้านพ่ายให้กับ แอสตัน วิลล่า 1-2 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โดยทางด้าน โธมัส แฟร้งค์ ผู้จัดการทีม ยอมรับรู้สึกผิดหวังอย่างมากกับผลการแข่งขัน พร้อมยืนยันว่าลูกทีมทุกคนทุ่มเทเต็มที่แล้ว
เกมนี้ แอสตัน วิลล่า ทำผลงานได้อย่างเฉียบขาดในช่วงครึ่งแรก เมื่อได้สองประตูขึ้นนำจาก
เอมิเลียโน บวนเดีย ในนาทีที่ 22
มอร์แกน โรเจอร์ส ในนาทีที่ 45
ทำให้ทีมเยือนบุกมาปิดครึ่งแรกด้วยสกอร์นำ 2-0 ท่ามกลางความเงียบของแฟนบอลเจ้าถิ่นในท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม
ครึ่งหลัง สเปอร์ส พยายามเร่งเกมบุกและมาได้ประตูตีไข่แตกในนาทีที่ 54 จาก วิลสัน โอโดแบร์ อย่างไรก็ตาม “ไก่เดือยทอง” ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบเกมพ่ายไป 1-2 ส่งผลให้ต้องกระเด็นตกรอบ เอฟเอ คัพ ตั้งแต่รอบสามทันที
โธมัส แฟร้งค์ ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมด้วยความผิดหวังว่า
“มันน่าผิดหวังมาก พวกเราทุกคนต่างเจ็บปวด เพราะไม่มีอะไรที่เราต้องการมากไปกว่าการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป เราได้เล่นในบ้าน และจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนาม”
กุนซือชาวเดนมาร์กยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมจะนำเกมนี้ไปทบทวนเพื่อปรับปรุงผลงานในอนาคต
“แน่นอนว่าเราจะย้อนกลับไปวิเคราะห์เกมนี้ ยังมีหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะฟอร์มในช่วงครึ่งหลังที่เราทำผลงานได้ดีขึ้น”
การตกรอบเอฟเอ คัพ ทำให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องหันไปโฟกัสกับการแข่งขันรายการอื่นที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อผลงานของทีมในภาพรวม
ผลบอล เอฟเอ คัพ : ชาร์ลตัน 1-5 เชลซี โรซีเนียร์ ประเดิมคุมทัพสวย สิงห์บลูส์ถล่มขาด ลิ่วรอบ 4
เลียม โรซีเนียร์ ประเดิมผลงานนัดแรกในฐานะกุนซือคนใหม่ของ เชลซี ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังพาทีมบุกถล่ม ชาร์ลตัน แอธเลติก ขาดลอย 5-1 ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 3 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ได้สำเร็จ โดยเกมนี้ลงสนามที่ เดอะ วัลลีย์ คืนวันเสาร์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา
เกมเริ่มมาเป็นเชลซีที่ครองบอลบุกเข้าใส่ นาทีที่ 12 ฟากุนโด้ บูนาน็อตเต้ เปิดบอลโด่งให้ จอร์เรล ฮาโต้ ขึ้นโหม่ง แต่บอลตรงตัวนายด่านเจ้าถิ่น
นาทีที่ 35 เชลซีเกือบได้ประตูเพิ่มจากจังหวะยิงไกลของ จอช อาเชียมปง แต่ วิลเลี่ยม แมนเนี่ยน ยังพุ่งเซฟช่วยชาร์ลตันไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ก่อนหมดครึ่งแรกช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 45+4 มอยเซส ไกเซโด้ วางบอลเข้าเขตโทษให้ มาร์ก กิว โหม่งชง และเป็น จอร์เรล ฮาโต้ ที่ซัดจ่อ ๆ ส่งบอลตุงตาข่าย พาเชลซีบุกนำ 1-0 เมื่อจบ 45 นาทีแรก
กลับมาครึ่งหลัง นาทีที่ 50 เชลซีหนีเป็น 2-0 จากลูกเปิดของ บูนาน็อตเต้ ให้ โทซิน อดาราบิโอโย่ โหม่งในกรอบ 6 หลา บอลชนเสาเข้าไปอย่างเฉียบขาด
อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 57 ชาร์ลตันตีไข่แตกได้สำเร็จจากลูกเตะมุม ลอยด์ โจนส์ โหม่งติดเซฟ ฟิลิปป์ ยอร์เกนเซ่น ก่อนที่ ไมล์ส ลีเบิร์น จะซ้ำจ่อ ๆ ไม่พลาด ไล่มาเป็น 1-2
แต่เชลซีไม่ปล่อยให้เกมตึงนาน นาทีที่ 62 อเลฮานโดร การ์นาโช่ ลากบอลทางฝั่งซ้ายก่อนจ่ายให้ บูนาน็อตเต้ ยิงติดเซฟ บอลมาเข้าทาง มาร์ก กิว ซ้ำเข้าไปให้สกอร์ขยับเป็น 3-1
ช่วงท้ายเกม นาที 90+1 เปโดร เนโต้ ที่ลงมาเป็นสำรองกดประตูสุดสวย และก่อนหมดเวลา เชลซีมาได้จุดโทษจากจังหวะทำฟาวล์ในเขตโทษ ก่อนที่ เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด
จบการแข่งขัน เชลซี บุกถล่ม ชาร์ลตัน 5-1 ผ่านเข้าสู่ รอบ 4 เอฟเอ คัพ อังกฤษ ได้อย่างสวยงาม พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับ เลียม โรซีเนียร์ ในนัดแรกของการคุมทีม
สำหรับโปรแกรมถัดไป เชลซีมีคิวหนักกลางสัปดาห์ บุกดวล อาร์เซน่อล ในศึก คาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก แฟนบอลต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
พอร์ทสมัธ – อาร์เซน่อล (เอฟเอ คัพ) วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569
ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบ 3 ประจำฤดูกาล 2025/26 เดินทางมาถึงคู่ที่น่าจับตามองระหว่าง “เดอะ ปอมเปย์” พอร์ทสมัธ ทีมแกร่งจากแชมเปี้ยนชิพ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 21:00 น.
เจ้าบ้าน พอร์ทสมัธกำลังดิ้นรนอย่างหนักในแชมเปี้ยนชิพ โดยรั้งอันดับที่ 21 และอยู่ห่างจากโซนตกชั้นเพียงแต้มเดียว เกมล่าสุดในลีกพวกเขาแพ้ บริสตอล ซิตี้ ไปถึง 0-5 เมื่อวันปีใหม่ และมีปัญหาเรื่องการทำประตู โดยทำได้เพียง 21 ประตูในลีก ซึ่งต่ำเป็นอันดับสอง อีกทั้งตอนนี้รายชื่อผู้เล่นบาดเจ็บที่ยาวเป็นหางว่าวเกือบ 10 ราย ทำให้การหมุนเวียนนักเตะทำได้จำกัด
ในทางกลับกัน ฝั่งทีมเยือน อาร์เซน่อล กำลังทำผลงานได้ดีในพรีเมียร์ลีก โดยรั้งตำแหน่งจ่าฝูง และเพิ่งเสมอกับลิเวอร์พูล 0-0 เมื่อกลางสัปดาห์ พวกเขาชนะ 14 จาก 16 เกมหลังสุดในลีก ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง การมาเยือนในวันนี้ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขาสักเท่าไร
จากปัจจัยทั้งหมด ทั้งฟอร์มปัจจุบัน, คุณภาพทีม, และปัญหาของผู้เล่นบาดเจ็บของเจ้าบ้าน ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า อาร์เซน่อลเป็นต่ออย่างชัดเจน ถึงแม้พอร์ทสมัธจะสู้เต็มที่ด้วยหัวใจของฟุตบอลถ้วย แต่ช่องว่างของคุณภาพระหว่างสองทีมนั้นห่างกันเกินไป คาดว่าอาร์เซน่อลชุดผสมจะสามารถครองเกมและสร้างโอกาสได้มากกว่า ไปต่อ อาร์เซน่อล 1.75 พาชัยกลับได้สำเร็จ !!
… เทพสนามนิรนาม …
วิเคราะห์บอล กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี : อินเตอร์ มิลาน vs นาโปลี วันที่ 11 มกราคม 2569
มองภาพรวมของรูปเกม คาดว่าจะเป็นศึก “บิ๊กแมตช์” ที่เปิดแลกกันตั้งแต่นาทีแรก โดยฝั่ง “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน จะใช้ความได้เปรียบในฐานะเจ้าถิ่นเดินเกมรุกเข้าใส่เพื่อทวงตำแหน่งจ่าฝูงคืน ขณะที่นาโปลีภายใต้การทำทีมที่เน้นประสิทธิภาพจะไม่อุดอยู่กับที่ แต่พร้อมจะเปิดเกมรุกสวนกลับเข้าสู้ สถิติการพบกันของคู่นี้ในช่วงหลังมักจะมีประตูเกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง และเป็นเกมที่ตัดสินกันด้วยเกมรุกที่เฉียบคม ยิ่งเป็นการเจอกันในสถานการณ์ที่มีตำแหน่งหัวตารางเป็นเดิมพัน ทั้งสองทีมไม่มีใครยอมใครและพร้อมจะเปิดหน้าแลกเพื่อให้ได้ชัยชนะ
เจ้าบ้าน อินเตอร์ มิลาน ยุคนี้ยังคงความดุดันภายใต้การนำทัพของ ซิโมเน่ อินซากี้ ผลงานในรัง “จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า” จัดว่ายอดเยี่ยมและมีค่าเฉลี่ยการทำประตูที่สูงมาก แผงรุกระดับพระกาฬนำโดย เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และ มาร์คุส ตูราม ที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัวและกำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม ระบบการเล่น 3-5-2 ของพวกเขาเน้นการเติมเกมรุกจากวิงแบ็กทั้งสองข้าง ซึ่งมักจะทำให้เกมบุกมีความหลากหลายและยากที่จะป้องกัน การได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลตัวเองจะยิ่งทวีความกระหายในการทำประตูเพื่อปิดเกมให้เร็วที่สุด
ฝั่งทีมเยือน นาโปลี ภายใต้การนำของกุนซือจอมเขี้ยวอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ กำลังทำผลงานได้อย่างร้อนแรงและครองตำแหน่งหัวตารางอย่างเหนียวแน่น แผงรุกของพวกเขาจัดว่าอันตรายไม่แพ้ใคร นำโดย โรเมลู ลูกากู ที่กลับมาเกิดใหม่และพร้อมลงโทษทีมเก่า ผสานงานกับ ควิชา ควารัตสเคเลีย ที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูงในการเจาะแนวรับ แม้นาโปลีจะเน้นระเบียบวินัยในเกมรับมากขึ้น แต่ในเกมนัดสำคัญแบบนี้พวกเขารู้ดีว่าการมาเล่นเพื่อผลเสมออาจจะไม่เพียงพอ และพร้อมจะใช้จังหวะฉาบฉวยโจมตีรูรั่วของเจ้าถิ่น
ทรรศนะโดยรวมมองว่า ด้วยศักยภาพแนวรุกที่ดุดันของทั้งสองทีมและการมีเดิมพันเป็นตำแหน่งจ่าฝูง จะทำให้เกมนี้น่าจะเป็นเกมที่เปิดแลกกันอย่างสนุก เรตราคาที่เปิดมา สูง 2.25 (สองควบสองลูกครึ่ง) ถือว่าเข้าทางมาก เพราะทั้งอินเตอร์และนาโปลีต่างเป็นทีมที่มีสถิติการยิงประตูที่สม่ำเสมอ หากมีประตูแรกเกิดขึ้นเร็ว เกมจะเปิดกว้างและมีโอกาสไหลไปสู่เม็ดที่สองและสามได้ไม่ยาก เชื่อว่ามาตรฐานการจบสกอร์ระดับห้าดาวของทั้งคู่จะพาให้สกอร์รวมทะลุเป้าที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน
เลือกเล่น : สูง 2.25
— กุนซือไร้เงา —
บาเยิร์น มิวนิค พบกับ โวล์ฟสบวร์ก (บุนเดสลีกา เยอรมัน)
บาเยิร์น มิวนิค ฟอร์มช่วงหลังถือว่าแข็งแกร่งสมราคา 5 นัดหลังสุดชนะ 4 เสมอ 1 ยังไม่แพ้ใคร ทีมกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดี เกมรุกดุดัน เดินเกมบุกได้ต่อเนื่อง เกมรับก็ทำได้ค่อนข้างแน่น เสียประตูยาก ด้านโวล์ฟสบวร์ก ผลงาน 5 นัดหลังสุดชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1 ฟอร์มโดยรวมยังดูแกว่งๆ ขาดความสม่ำเสมอ เกมรับมีจังหวะพลาดบ่อย เกมรุกพอมีทีเด็ดแต่ยังไม่ค่อยเฉียบคม คู่นี้ใครที่เชียร์เจ้าบ้านอยู่ก็ได้ แต่แนะนำให้มองที่ผลสกอร์รวมดีกว่ามีโอกาสยิงเข้าเกิน 4 ลูกแน่นอน ไปที่สูงได้เลย
แนะนำ: สูง 4
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: มีโอกาสยิงเข้าเกิน 4 ลูก
เทลสตาร์ พบกับ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์ พรีเมียร์)
เทลสตาร์ ฟอร์มช่วงหลังถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ 5 นัดหลังสุดชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1 ผลงานยังดูไม่คงเส้นคงวา เกมรับมีจังหวะหลุดให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เกมรุกแม้จะพอสร้างโอกาสได้ แต่ยังขาดความเด็ดขาด ด้านอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุดชนะ 4 เสมอ 1 และยังไม่แพ้ใครเลย แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความลงตัวของทีม เกมรุกมีความหลากหลาย เกมรับก็เริ่มแน่นอน เสียประตูน้อยลง ฟันธง อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม เหนือกว่าทุกด้าน มีโอกาสบุกมาเก็บชัยชนะได้อีกเกม
แนะนำ: ต่อ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-1 หรือ 1-2
อเบอร์ดีน พบกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ (สก็อตแลนด์ พรีเมียร์ลีก)
อเบอร์ดีน ฟอร์มช่วงหลังถือว่าย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง 5 นัดหลังสุดแพ้ถึง 4 เสมอ 1 และ 3 เกมหลังสุดแพ้รวด เกมรับมีปัญหาหนัก เสียประตูง่ายและขาดความแน่นอน เกมรุกแทบไม่สามารถสร้างความกดดันให้คู่แข่งได้เลย ด้านกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ฟอร์มกำลังร้อนแรง 5 นัดหลังสุดชนะ 4 แพ้ 1 และชนะรวดมาแล้ว 4 นัดติด แสดงให้เห็นถึงความลงตัวของทีมทั้งเกมรุกและเกมรับ การเข้าทำมีประสิทธิภาพ ขณะที่เกมรับก็มีวินัย ไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งง่ายๆ ฟันธง กลาสโกว์ เรนเจอร์ บุกไปเก็บ 3 แต้มได้แน่นอน
แนะนำ: ต่อ กลาสโกว์ เรนเจอร์ 0.5
ระดับความมั่นใจ: 90%
ผลบอลที่คาด: 0-1
“KickVision”
อินเตอร์ มิลาน vs นาโปลี (กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี)
อินเตอร์ช่วงนี้ฟอร์มในลีกนิ่งและดุดันมาก เกมรุกมีความหลากหลาย เกมรับก็แทบไม่เปิดช่องให้คู่แข่งง่าย ๆ ที่สำคัญคือความสม่ำเสมอ เวลาเจอเกมใหญ่ยังคุมจังหวะได้ดี ขณะที่นาโปลีแม้ภาพรวมผลงานจะดูดีและเพิ่งประสบความสำเร็จในบอลถ้วยมา แต่เกมลีกล่าสุดดันพลาดสะดุดในบ้านตัวเอง แสดงให้เห็นว่ายังมีจังหวะหลุดให้เห็นอยู่บ้าง เมื่อเทียบกันตรง ๆ ตอนนี้อินเตอร์ดูครบเครื่องกว่า โดยเฉพาะการเล่นในบ้านที่กดดันคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม
ฟันธง : ต่อ อินเตอร์ มิลาน 0.5/1
สกอร์ที่คาด : อินเตอร์ มิลาน 2-1 นาโปลี
ระดับความมั่นใจ : 83%
ดันดี เอฟซี vs ฮาร์ท (สก็อตแลนด์ พรีเมียร์ลีก)
ดันดีฟอร์มช่วงหลังยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมที่คุณภาพเหนือกว่า เกมรับมักมีปัญหาและเสียประตูง่าย ขณะที่ฮาร์ทเป็นทีมที่เล่นใส่ดันดีได้ค่อนข้างถนัด สถิติการเจอกันที่ผ่านมาเป็นฝั่งฮาร์ทที่ข่มชัด ทั้งรูปเกมและสกอร์ที่ออกมาค่อนข้างขาด ภาพรวมเกมนี้หากฮาร์ทเล่นตามมาตรฐาน คุมเกมได้ตั้งแต่ต้น มีโอกาสปิดงานได้ตามเป้า
ฟันธง : ต่อ ฮาร์ท 1
สกอร์ที่คาด : ดันดี เอฟซี 0-2 ฮาร์ท
ระดับความมั่นใจ : 82%
ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ vs ลีดส์ ยูไนเต็ด (เอฟเอ คัพ)
ดาร์บี้ช่วงหลังฟอร์มค่อนข้างฝืด เกมรุกขาดความต่อเนื่อง และมักมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนจังหวะเกม ขณะที่ลีดส์แม้จะชนะไม่บ่อยในลีก แต่จุดเด่นคือความเหนียวแน่น รับแน่น เล่นมีวินัย และไม่แพ้ทีมใหญ่ได้ง่าย ๆ ภาพรวมคุณภาพทีมและมาตรฐานการเล่นยังเป็นฝั่งลีดส์ที่ดูเหนือกว่า หากไม่พลาดง่าย ๆ มีโอกาสเบียดคว้าชัยได้ในเกมนี้
ฟันธง : ต่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด 0.5/1
สกอร์ที่คาด : ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ 1-2 ลีดส์ ยูไนเต็ด
ระดับความมั่นใจ : 81%
🖊 ตาข่ายทอง.
ก่อนหน้า 1 … 56 57 58 59 60 … 84 ถัดไป »