เอ็มบัปเป้ เหมากดเอง 4 ประตู! พาเรอัล มาดริด บุกเฉือนโอลิมเปียกอส 4-3 ลุ้นชปล. เฟส

เรอัล มาดริด โชว์ความแข็งแกร่งในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบลีก เฟส นัดที่ 5 หลังบุกเยือน โอลิมเปียกอส และแม้จะถูกนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 8 จากจังหวะจบสกอร์คมกริบของเจ้าถิ่น แต่ทีมดังจากสเปนยังคงตั้งเกมกลับมาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าบุกใส่อย่างต่อเนื่องเพื่อทวงประตูคืนในช่วงครึ่งแรกของเกมแข่งขันที่สนามจอร์จอส คาราอิสกากิส สเตเดี้ยม

เอ็มบัปเป้

ราชันชุดขาวมาได้ประตูตีเสมอในนาที 22 จากจังหวะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ เปิดบอลจากริมเส้นให้ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หลุดเข้าไปยิงไม่พลาด ก่อนจะใช้เวลาเพียงสองนาทีพลิกขึ้นนำ 2-1 จากลูกโหม่งเผาขน หลังจากนั้นนาที 29 กามาวินก้าแทงยาวให้เอ็มบัปเป้หลุดเดี่ยวซัดตุงตาข่าย ทำแฮตทริกในครึ่งแรก และช่วยให้เรอัล มาดริดนำ 3-1 แม้ลูกยิงของวินิซิอุสในนาที 32 ถูก VAR ริบคืนเพราะล้ำหน้า

ครึ่งหลังเจ้าบ้านเริ่มต้นได้น่ากลัวในนาที 52 เมื่อ เมห์ดี้ ตาเรมี่ โหม่งตีตื้นให้โอลิมเปียกอสไล่มาเป็น 2-3 สร้างความกดดันให้ผู้มาเยือนพอสมควร ทว่าเกมรุกของเรอัล มาดริดยังคงเฉียบคม เมื่อวินิซิอุสโชว์สเต็ปหลบแนวรับก่อนจ่ายให้เอ็มบัปเป้ยิงจ่อ ๆ เป็นประตูที่ 4 ของดาวยิงฝรั่งเศสในเกมนี้ ช่วยให้ทีมหนีห่างเป็น 4-2

ช่วงท้ายเกมนาที 81 โอลิมเปียกอสไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เมื่อกาเบรียล สเตรฟรีซซ่า เปิดบอลให้ อายุบ เอล คาบี้ โหม่งผ่านมืออันเดร ลูนิน ไล่มา 3-4 ทำให้บรรยากาศในสนามตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายเรอัล มาดริดยังคงประคองสกอร์ไว้ได้จนจบเกม แม้เจ้าถิ่นพยายามบุกกดดันอย่างหนักในช่วงเวลาที่เหลือ

ชัยชนะนัดนี้ทำให้ เรอัล มาดริดเก็บเพิ่มเป็น 12 คะแนน ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 5 ของตารางลีก เฟส พร้อมฟอร์มระดับซูเปอร์สตาร์ของ เอ็มบัปเป้ ที่ซัดคนเดียว 4 ประตู ตอกย้ำความเป็นตัวความหวังหลักในแนวรุกฤดูกาลนี้ ส่วนโอลิมเปียกอสยังคงต้องตามหาชัยชนะแรกในรายการยุโรปปีนี้ต่อไป

เอ็มบัปเป้

หงส์แดง ทรุดหนัก! โดนพีเอสวีบุกอัด 4-1 แอนฟิลด์สะเทือน แฟนหวั่นอนาคตชล็อตไม่รอด

ลิเวอร์พูลตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังพ่ายคารังแอนฟิลด์ให้กับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น แบบขาดลอย 1-4 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส คืนวันที่ 26 พฤศจิกายน ความปราชัยครั้งนี้เพิ่มสถิติอันเลวร้ายให้กับ อาร์เน่ ชล็อต ซึ่งแพ้ถึง 9 จาก 12 นัดหลังทุกรายการ และยังเป็นการแพ้ในบ้านสองนัดติดต่อกัน สร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออนาคตของกุนซือดัตช์รายนี้

หงส์แดง

เกมนี้ลิเวอร์พูลมีการปรับทัพหลายตำแหน่ง โดยส่ง จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริง และให้ อูโก้ เอกิติเก้ ยืนหน้าเป้า แต่เพียงแค่เริ่มเกมไม่กี่นาทีแนวรับของทีมก็พลาดอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ใช้มือต้องบอลในเขตโทษ ทำให้ พีเอสวี ได้จุดโทษและ อีวาน เปริชิช ยิงให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่ช่วงต้นเกม

ลิเวอร์พูลพยายามตั้งเกมบุกและสมหวังในนาทีที่ 16 จากการยิงของ โกดี้ คักโป ที่ถูกปัดมาเข้าทาง โดมินิค โซโบซไล ซ้ำเข้าไปเป็น 1-1 หลังจากนั้น “หงส์แดง” พยายามเร่งเกมอย่างหนักเพื่อหาประตูขึ้นนำ แต่ยังเจาะพีเอสวีไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์เสมอ 1-1 และเกมยังคงเปิดกว้างสำหรับทั้งสองทีม

เข้าสู่ครึ่งหลังสถานการณ์กลับยิ่งแย่ลงสำหรับเจ้าถิ่น นาทีที่ 56 กุส ทิล หลุดเข้าไปยิงให้พีเอสวีขึ้นนำอีกครั้ง ก่อนที่ความผิดพลาดในเกมรับของลิเวอร์พูลจะทวีความรุนแรง นาทีที่ 73 บอลทะลักมาเข้าทาง คูฮาอิบ ดรีอุช ซัดเป็น 3-1 และช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ดรีอุชคนเดิมยิงปิดท้ายให้ทีมเยือนนำห่าง 4-1 แบบไร้ความกดดัน

สุดท้ายลิเวอร์พูลไม่สามารถตั้งเกมบุกกดดันทีมเยือนเพิ่มได้ จบเกมด้วยความพ่ายแพ้ 1-4 สะท้อนปัญหาเกมรับที่หนักหน่วงและฟอร์มโดยรวมที่ตกต่ำอย่างมาก ทำให้กระแสวิจารณ์และข่าวลือเรื่องเก้าอี้กุนซือของ อาร์เน่ ชล็อต ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ขณะที่แฟนบอลเริ่มกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลต่อทิศทางของทีมในฤดูกาลนี้อย่างรุนแรง

หงส์แดง

อาร์เซน่อล โหดจัด! ถล่มบาเยิร์น 3-1 ชนะรวด 5 นัด ผงาดจ่าฝูง UCL

อาร์เซน่อลยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 หลังเปิดบ้านเอาชนะแชมป์จากเยอรมนีอย่าง บาเยิร์น มิวนิค 3-1 ในเกมลีกเฟสนัดที่ 5 เมื่อคืนวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 พร้อมยึดจ่าฝูงด้วยผลงานชนะรวดทั้ง 5 นัด เก็บ 15 คะแนนเต็ม สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความมั่นใจของทีมภายใต้การคุมทัพของ มิเกล อาร์เตต้า

อาร์เซน่อล

เกมเริ่มต้นอย่างสูสีทั้งสองฝ่าย แต่เป็นอาร์เซน่อลที่เฉียบคมกว่า โดยขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 22 จากลูกเตะมุมของบูคาโย ซาก้า ที่เปิดให้ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ โหม่งเข้าไปอย่างเฉียบขาด บาเยิร์นไม่ยอมง่ายๆ และตามตีเสมอในนาทีที่ 32 จากการประสานงานของคิมมิช, กนาบรี และจังหวะจบสกอร์สุดคมของ ลีออนนาร์ท คาร์ล ทำให้จบครึ่งแรกที่สกอร์ 1-1

ครึ่งหลังทั้งสองทีมยังคงเปิดเกมรุกโต้กันอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นฝั่งเจ้าบ้านที่ทำได้ดีกว่า นาทีที่ 69 ตัวสำรอง ริคคาร์โด คาลาฟิออรี่ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายให้ โนนี มาดูเอเก้ ยิงให้ทีมขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 ก่อนที่อาร์เซน่อลจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจและกดดันแนวรับของบาเยิร์นอย่างต่อเนื่อง

นาทีที่ 76 เกมพลิกเข้าทางอาร์เซน่อลเต็มตัวจากความผิดพลาดของ มานูเอล นอยเออร์ ที่ออกมาตัดบอลไม่ขาด ทำให้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ อีกหนึ่งตัวสำรอง เก็บบอลยิงง่ายๆ ส่งทีมหนีเป็น 3-1 และกลายเป็นสกอร์ปิดเกมที่ทำให้แฟนบอลในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมส่งเสียงเชียร์กระหึ่มทั้งสนาม

ผลจากเกมนี้ทำให้อาร์เซน่อลยึดตำแหน่งจ่าฝูงของลีกเฟสได้อย่างมั่นคง เก็บ 15 แต้มเต็มจาก 5 นัด ขณะที่บาเยิร์น มิวนิค แพ้เป็นครั้งแรกของฤดูกาลและหล่นไปอยู่อันดับ 3 ของกลุ่ม โดยชัยชนะครั้งนี้ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้ทัพปืนใหญ่ ก่อนลุยศึกพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญกับเชลซีในสุดสัปดาห์นี้อีกด้วย

อาร์เซน่อล

เรือใบแล่นไม่ออก! แมนซิตี้ เจอเลเวอร์คูเซ่นบุกสยบ พ่ายคาบ้าน 0-2 ศึก UCL

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องเจอกับความพ่ายแพ้คาบ้านแบบสุดช็อก หลังถูก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น บุกมาคว้าชัย 0-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา แม้ทัพ “เรือใบสีฟ้า” จะครองบอลและเปิดเกมรุกเหนือกว่าช่วงต้นเกม แต่ยังไม่สามารถหาจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบคมได้

แมนซิตี้

เกมในช่วง 20 นาทีแรก แมนฯ ซิตี้ คุมจังหวะอยู่หมัด แต่เลเวอร์คูเซ่นเลือกเล่นอย่างมีวินัย เน้นเกมรับรัดกุมและรอสวนกลับ ซึ่งมาทำงานอย่างยอดเยี่ยมในนาทีที่ 23 เมื่อ อเล็กซ์ กริมัลโด้ ซัดเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ 1-0 สถานการณ์กดดันซิตี้ทันที แม้พยายามเร่งเกมแต่ยังเจาะแนวรับที่แข็งแกร่งไม่เข้า

ครึ่งหลังเจ้าถิ่นเร่งเกมรุกอย่างหนักหวังทวงประตูคืน ทว่าในนาทีที่ 54 กลับถูกลงโทษอีกครั้งจากจังหวะเปิดของ อิบราฮิม มาซ่า ไปถึง พาทริก ชิค ที่กระโดดโหม่งเหนือ นาธาน อาเก้ ส่งบอลเข้าประตูอย่างสวยงาม ทำให้เลเวอร์คูเซ่นทิ้งห่าง 2-0 และเล่นได้ง่ายขึ้นมากในช่วงเวลาที่เหลือ

แมนฯ ซิตี้ มีจังหวะลุ้นประตูจาก เออร์ลิง ฮาลันด์ และ รายาน แชร์กี แต่ยังไม่สามารถผ่านมือ มาร์ค เฟล็คเค่น ผู้รักษาประตูจอมหนึบที่โชว์ฟอร์มเซฟสำคัญหลายครั้ง ขณะเดียวกันเกมรับของทีมเยือนก็ยืนกันอย่างมีระเบียบ ปิดพื้นที่ได้ทุกช่องทางจนเจ้าถิ่นแทบไม่มีโอกาสใกล้เคียง

ช่วงท้ายเกม เลเวอร์คูเซ่นเน้นรักษาสกอร์และเล่นอย่างรัดกุมจนหมดเวลา ก่อนเก็บชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์แบบ 2-0 ส่งผลให้แมนฯ ซิตี้พบกับความพ่ายแพ้นัดแรกในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมจากเยอรมนีตอกย้ำความโหดในเวทียุโรป พร้อมเพิ่มความมั่นใจในการลุ้นเข้ารอบต่อไป

แมนซิตี้

วาร์ดี้ ซวยหนัก! ถูกโจรอิตาลีย่องเบาบุกบ้าน สูญนาฬิกาหรูรวมกว่า 3.5 ล้านบาท!

เกิดเหตุระทึกกับ เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้ามากประสบการณ์ของ เครโมเนเซ่ หลังถูกคนร้ายบุกขึ้นบ้านพักสุดหรูในอิตาลี พร้อมกวาดทรัพย์สินมีค่าหลายรายการ รวมถึงนาฬิกาหรู รวมมูลค่ากว่า 80,000 ปอนด์ (ราว 3.5 ล้านบาท)

วาร์ดี้

โจรย่องเบาช่วงวาร์ดี้ลงสนาม
สื่อดังอย่าง เดลี่ เมล รายงานว่า บ้านพักมูลค่า 2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 88 ล้านบาท) ของวาร์ดี้ ถูกคนร้าย 3 รายบุกเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เขาลงสนามให้เครโมเนเซ่ในเกมที่เปิดบ้านแพ้ โรม่า 1-3 โดย รีเบ็คก้า วาร์ดี้ ภรรยาวัย 43 ปี ก็เดินทางไปชมการแข่งขันด้วย จึงไม่มีคนอยู่ภายในบ้านขณะเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่า คนร้ายอาจติดตามความเคลื่อนไหวของครอบครัววาร์ดี้มาระยะหนึ่ง ก่อนเลือกจังหวะที่ทุกคนออกจากบ้านเพื่อก่อเหตุ โดยมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะคนร้ายปีนเข้ามาภายในบ้านได้

เส้นทางค้าแข้งของวาร์ดี้ในอิตาลี
เจมี่ วาร์ดี้ เพิ่งย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีมเครโมเนเซ่ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา หลังสร้างชื่อกับจิ้งจอกสยามด้วยผลงานยิง 183 ประตูจาก 440 นัด ปัจจุบันในวัย 38 ปี เขาลงเล่นให้ทีมใหม่ไปแล้ว 8 นัด และทำได้ 2 ประตู

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตกใจให้กับแฟนบอลและชาวเมืองครีโมนาไม่น้อย ขณะนี้ตำรวจอิตาลีกำลังเร่งสืบสวนเพื่อตามล่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นแก๊งที่เฝ้าติดตามบ้านของนักฟุตบอลดาวดังโดยเฉพาะ

วาร์ดี้

วิกฤตปีกขวา หงส์แดง ! วิเคราะห์เหตุผลทำไม ซาลาห์ ฟอร์มหล่นแบบน่าใจหาย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โม ซาลาห์ ถือเป็นกำลังหลักและเป็นซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของลิเวอร์พูล แต่ช่วงเวลาหลังจากที่สโมสรตัดสินใจมอบสัญญาใหม่ให้เขาเป็นเวลา 2 ปี ดูเหมือนฟอร์มการเล่นของ “คิง ออฟ อียิปต์” จะตกลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ฤดูกาลก่อนเขาทำผลงานสุดยอดคว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกด้วยการยิง 29 ประตูพร้อมจ่าย 18 แอสซิสต์ จนกลายเป็นผู้เล่นทรงอิทธิพลสูงสุดของทีมในยุคนั้น

หงส์แดง

อย่างไรก็ตาม หลังการต่อสัญญาพร้อมค่าเหนื่อยประมาณสัปดาห์ละ 400,000 ปอนด์ ผลงานของซาลาห์กลับสวนทางความคาดหวัง โดยตลอด 24 นัดหลังเซ็นสัญญา เขายิงได้เพียง 7 ประตูและทำ 4 แอสซิสต์ รวมมีส่วนร่วมกับสกอร์เพียง 11 ลูกเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวห่างไกลจากช่วงก่อนต่อสัญญาที่เขาทำได้ถึง 25 ประตูรวมแอสซิสต์ในจำนวนเกมเท่ากัน ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการใช้เวลาเพื่อทำหนึ่งประตูเพิ่มจาก 121 นาทีเป็นสูงถึง 287.6 นาที

หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุผลสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในทีมหลังการเสริมทัพของ อาร์เน่อ ชล็อต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการเล่นและรูปแบบการเข้าทำ ทำให้โอกาสลุ้นประตูของซาลาห์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เขามีโอกาสยิง 3.4 ครั้งต่อเกมในฤดูกาลก่อน กลายเป็น 2.5 ครั้งต่อเกมในซีซันปัจจุบัน นอกจากนี้ ผลงานที่ไม่คงเส้นคงวายังเปิดประเด็นให้ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกมาวิจารณ์ถึงความเป็นผู้นำของซาลาห์ที่ไม่ออกมาพูดเพื่อทีมเหมือนอย่างตอนเรียกร้องสัญญาใหม่

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบผลงานของซาลาห์ “ก่อน” และ “หลัง” ต่อสัญญาที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ก่อนต่อสัญญา เขาซัด 15 ประตูและทำ 10 แอสซิสต์ พร้อมค่าเฉลี่ยมีส่วนร่วมต่อประตูทุก 85.5 นาที ขณะที่หลังต่อสัญญา ตัวเลขตกลงอย่างมาก ยิงได้ 7 ประตู จ่าย 4 แอสซิสต์ และใช้เวลาถึง 183 นาทีต่อหนึ่งประตูหรือแอสซิสต์

แม้ฟอร์มปัจจุบันจะสวนทางความคาดหวังของแฟนบอล แต่ประสบการณ์ ความสามารถ และคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องพึ่งพา หากซาลาห์กลับมาค้นหาจังหวะที่ใช่และปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้อีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะคืนฟอร์มระดับที่แฟนบอลคุ้นเคย

หงส์แดง

วินิซิอุส จูเนียร์ ประกาศไม่ต่อสัญญากับ เรอัลมาดริด หากความสัมพันธ์กับชาบีตึงเครียด

วินิซิอุส จูเนียร์ ปีกตัวเก่งของ เรอัล มาดริด ได้แจ้งต่อสโมสรว่าเขาจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ตราบใดที่ความสัมพันธ์กับโค้ช ชาบี อลอนโซ ยังคงตึงเครียด ตามรายงานจาก มาริโอ คอร์เตกานา นักข่าวจาก ดิ แอธเลติก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากชาบีเข้ามารับตำแหน่งต่อจากคาร์โล อันเชล็อตติ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาวินิซิอุส

สัญญาปัจจุบันของวินิซิอุสกับเรอัล มาดริดจะหมดลงในเดือน มิถุนายน 2027 การเจรจาสัญญาใหม่เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างนักเตะและโค้ช รวมถึงเหตุการณ์ที่เขาแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกในเกม เอล กลาซิโก้ วันที่ 26 ตุลาคม

วินิซิอุสได้แจ้งเรื่องนี้ต่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรในการพูดคุยส่วนตัวเมื่อเดือนตุลาคม ทำให้การเจรจาสัญญาใหม่หยุดชะงัก และกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลจับตามองอย่างใกล้ชิดในซานติอาโก้ เบร์นาเบว

นอกจากปัญหาความสัมพันธ์กับโค้ชแล้ว การเจรจายังติดขัดเรื่อง ค่าเหนื่อย โดยเรอัล มาดริด เสนอประมาณ 20 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่ตัวแทนของวินิซิอุสเรียกร้องถึง 30 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งรวมค่าเหนื่อยพื้นฐาน โบนัสผลงาน และโบนัสต่อสัญญา

สถานการณ์นี้ทำให้อนาคตของวินิซิอุส จูเนียร์ ใน เรอัล มาดริด ยังไม่แน่นอน และเป็นเรื่องที่แฟนบอลและผู้เชี่ยวชาญต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับโค้ชและข้อเสนอค่าเหนื่อยจะเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะอยู่ต่อหรืออำลาสโมสร

วินิซิอุส

รูนี่ย์เตือน ลิเวอร์พูล ! ผลงานแผ่วจนหลุดท็อป 10 เสี่ยงร่วงยาวหากไม่เร่งแก้เกมรับ

เวย์น รูนี่ย์ อดีตศูนย์หน้าระดับตำนานทีมชาติอังกฤษ ออกโรงเตือน ลิเวอร์พูล ให้รีบแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน หลังผลงานในฤดูกาลปัจจุบันตกลงอย่างน่าใจหาย แม้จะเริ่มต้นซีซั่นในฐานะแชมป์เก่า แต่กลับทำสถิติชนะ 6 นัด และแพ้ 6 นัด จากการลงสนาม 12 เกม ส่งผลให้หล่นไปอยู่อันดับ 11 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกแบบเหนือความคาดหมาย

ลิเวอร์พูล

รูนี่ย์ วิเคราะห์ว่า ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีศักยภาพสูง แต่กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากตลอดฤดูกาล แม้ในช่วงต้นซีซั่นที่เก็บชัยชนะต่อเนื่อง ฟอร์มโดยรวมของทีมก็ยังไม่อยู่ในมาตรฐานที่ควรเป็น เขามองว่าปัญหาเกมรับและความมั่นใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมขาดความต่อเนื่องในการเก็บแต้ม

ตำนานกองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้นำในทีมจำเป็นต้องเร่งสร้างขวัญกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีมกลับมาให้ได้โดยเร็ว เพราะหากไม่สามารถยกระดับฟอร์มการเล่นได้ ลิเวอร์พูลอาจตกอยู่ในเส้นทางเดียวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา หรือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เคยหลุดฟอร์มอย่างหนักเมื่อซีซั่นก่อน

รูนี่ย์ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อทีมกำลังเจอกับช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยปัญหาคือการกลับไปเล่นให้มีระเบียบและรัดกุม ซึ่งตอนนี้ ลิเวอร์พูล เปิดพื้นที่ให้คู่แข่งเล่นงานมากเกินไป ทำให้ถูกจับทางได้ง่าย และเสียประตูจากความผิดพลาดขั้นพื้นฐานบ่อยครั้ง

สถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้จึงน่าเป็นห่วงไม่น้อย หากไม่สามารถเร่งปรับระบบเกมรับและเรียกความมั่นใจของนักเตะกลับมาได้ทันเวลา เส้นทางลุ้นพื้นที่ยุโรปหรือแม้แต่การกลับมาติดท็อปโฟร์อาจกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแฟนบอลต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้ เยอร์เกน คล็อปป์ และลูกทีมจะพลิกวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่

ลิเวอร์พูล

“เทรนต์” คัมแบ็ก ตัวจริงในรอบ 2 เดือน! สร้างโอกาสเพียบแต่เสียบอลอื้อ

คัมแบ็ก

ในด้านเกมรุก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทันที โดยสร้างโอกาสทำประตูให้ทีมได้ถึง 4 ครั้ง ถือเป็นสถิติสูงเป็นอันดับ 2 ของทีมในเกมนี้ รองเพียง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ทำได้ 5 ครั้ง นอกจากนี้เขายังมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลแม่นยำถึง 87% จากการผ่านบอลทั้งหมด 53 ครั้ง พร้อมผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายของคู่แข่งได้อีก 8 ครั้ง ช่วยเพิ่มมิติการบุกให้มาดริดได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผลงานเกมนี้ของแข้งวัย 27 ปีไม่ได้มีเพียงด้านบวก เพราะเขาดันกลายเป็นนักเตะเอาต์ฟิลด์ของมาดริดที่เสียการครองบอลมากที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี ด้วยจำนวนสูงถึง 25 ครั้ง เป็นตัวเลขที่ไม่มีใครในสโมสรทำได้มากขนาดนี้ตั้งแต่วินิซิอุส จูเนียร์ เคยเสียบอล 33 ครั้งในเกมเจอกับ แอธเลติก บิลเบา เมื่อเดือนเมษายน 2025

ในส่วนของผลงานด้านเกมรับและการดวลตัวต่อตัว อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ยังทำได้ไม่ดีนัก โดยชนะการดวลเพียง 29% จากทั้งหมด 7 ครั้ง และยัง เลี้ยงบอลไม่ผ่านคู่แข่งเลย จากการพยายาม 2 หน สะท้อนให้เห็นว่าสภาพร่างกายและจังหวะฟุตบอลอาจยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยหลังเพิ่งหายเจ็บกลับมา

แม้จะมีทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุง แต่การได้เห็นอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์กลับมายืนตัวจริงให้ เรอัล มาดริด ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคาร์โล อันเชลอตติ และแฟนบอลราชันชุดขาว โดยเฉพาะหากเขาสามารถเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดกลับมาได้ในเร็ว ๆ นี้ ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกและคุณภาพให้แนวรับ–แนวรุกของทีมในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาลอย่างแน่นอน

คัมแบ็ก

อิซัค ฝืดสนิท! ลิเวอร์พูลไร้ฟอร์มดาวยิงในเกมเจอฟอเรสต์

ฟอร์มล่าสุดของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค: บททดสอบยากสำหรับกองหน้าหงส์แดง

แมตช์ล่าสุดระหว่าง ลิเวอร์พูล และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าดาวรุ่งชาวสวีดิช หลังจากได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง แต่ฟอร์มล่าสุดยังไม่เป็นไปตามที่แฟน ๆ คาดหวัง

อิซัค

สถิติการเล่นของอิซัค นัดล่าสุด

สถิติทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ฟอร์มการเล่นของอิซัค ยังไม่เต็มร้อย และยังไม่สามารถสร้างความอันตรายต่อแนวรับของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้

บทวิเคราะห์ฟอร์มของอิซัค

แม้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค จะมีศักยภาพสูง และเป็นกองหน้าที่หลายคนจับตามอง แต่จากฟอร์มล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเขายังต้องปรับปรุงทั้งการสร้างสรรค์โอกาสและการจบสกอร์ หากเขาสามารถพัฒนาจุดอ่อนเหล่านี้ได้ แฟน ๆ ลิเวอร์พูล มีโอกาสได้เห็นดาวรุ่งรายนี้โชว์ฟอร์มโดดเด่นในแมตช์ต่อไป

ติดตามผลงานอิซัคในแมตช์ถัดไป

สำหรับแฟนบอล หงส์แดง การติดตามผลงานของ อิซัค ในการแข่งขันนัดต่อไปถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้เห็นพัฒนาการของกองหน้าดาวรุ่งแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดว่าเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบของทีมได้รวดเร็วแค่ไหน

อิซัค

1 69 70 71 72 73 83