ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เดินหน้าเก็บสามแต้มสำคัญในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส หลังเปิดสนามปาร์ก เดส์ แฟร็งช์ เอาชนะ เลอ อาฟร์ ไปแบบไม่ยากเย็น 3-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมขยับขึ้นไปยึดตำแหน่งจ่าฝูงเหนือ มาร์กเซย และ ล็องส์ 2 คะแนนเต็ม ถือเป็นความมั่นใจก่อนลงเตะฟุตบอลยุโรปกลางสัปดาห์ที่จะเปิดบ้านรับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์
เกมเปิดฉากมาช่วงต้นครึ่งแรก เปแอสเชเริ่มสร้างโอกาสทันที นาที 12 วิตินญ่า แทงต่อให้ อี คัง-อิน ได้ลองซัดมุมขวา แต่บอลยังตรงตัวนายด่านทีมเยือน ขณะที่เลอ อาฟร์เองก็มีจังหวะโต้กลับ นาที 14 ยาสซีน เคชต้า หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษแต่ยังไม่ผ่านมือ ลูกัส เชอวาลิเย่ร์ ที่ปิดมุมได้ยอดเยี่ยม รวมถึงจังหวะน่าจะได้ประตูในนาที 26 ที่ เชอวาลิเย่ร์ ซูเปอร์เซฟช่วยทีมไว้ได้อีกครั้ง
กระทั่งนาที 29 ความพยายามของเจ้าถิ่นก็สำเร็จผล เมื่อ นูโน่ เมนเดส เปิดบอลข้ามมาเสาสองด้านขวาให้ อี คัง-อิน ที่ยืนรออยู่ซัดเข้าไปไม่พลาด ส่งให้ เปแอสเช ขึ้นนำ 1-0 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้อย่างเหนือกว่า
กลับมาครึ่งหลัง แชมป์เก่ายังคงเดินเครื่องบุกหนัก นาที 65 แบร็ดลี่ย์ บาร์โกล่า ได้ลุ้นสองจังหวะแต่ติดเซฟและแนวรับทีมเยือน ทว่าบอลยังไม่หลุดจากพื้นที่อันตราย และเป็น ชูเอา เนเวส ที่ตามเก็บและยิงเพิ่มเป็น 2-0 ทำให้เกมเริ่มไหลไปตามที่เจ้าถิ่นต้องการ
ท้ายเกมนาที 87 เปแอสเชมาบวกสกอร์ปิดกล่องจาก บาร์โกล่า ที่แก้ตัวได้สำเร็จด้วยการยิงประตูสำคัญ ช่วยให้ทีมของเขาคว้าชัยเหนือเลอ อาฟร์ 3-0 แบบไม่ต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย พร้อมเก็บเพิ่มเป็น 30 คะแนน นั่งจ่าฝูงแบบเต็มภาคภูมิ ก่อนเบนความสนใจไปสู่เกมยุโรปกลางสัปดาห์ที่จะดวลกับสเปอร์ส ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญอีกหนึ่งนัดของฤดูกาลนี้
หลังจากต้องย้ายสนามชั่วคราวกว่า 909 วัน บาร์เซโลน่าก็กลับมาลงเล่นในบ้านเดิมอย่าง สปอติฟาย คัมป์ นู อีกครั้ง และเปิดฉากคืนรังอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการถล่ม แอธเลติก บิลเบา 4-0 ในเกมลาลีกา สเปนนัดที่ 13 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้เจ้าบุญทุ่มมีเพิ่มเป็น 31 คะแนน เท่ากับ เรอัล มาดริด แต่ผลต่างประตูได้เสียดีกว่าแซงขึ้นไปนำจ่าฝูงทันที แม้เฮดทูเฮดนัดแรกจะแพ้ “ราชันชุดขาว” ก็ตาม
เกมนี้ บาร์เซโลน่าเปิดฉากได้อย่างยอดเยี่ยม แค่เพียง 4 นาทีแรก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ฉวยโอกาสซัดด้วยซ้ายเต็มข้อพาทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนช่วงทดเวลาครึ่งแรก ลามีน ยามาล เปิดบอลอย่างสวยให้ เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงแฉลบ อูไน ซิม่อน เข้าประตู ส่งให้บาร์ซ่านำห่าง 2-0 พร้อมเสียงเฮดังก้องทั่วคัมป์ นู ที่เปิดใช้งานครั้งแรกในรอบเกือบสองปี
ครึ่งหลังยังเป็นของบาร์ซ่าอย่างเบ็ดเสร็จ นาทีที่ 48 เฟร์มีน โลเปซ ทำชิ่งก่อนซัดเน้นๆ เข้าไปเป็น 3-0 และสถานการณ์ของบิลเบายิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อ ออยอาน ซานเซ็ต โดนใบแดงจากจังหวะเสียบใส่เฟร์มีน หลัง VAR แนะนำให้เปลี่ยนคำตัดสิน ส่งผลให้ทีมเยือนเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่นาที 54 เป็นต้นไป
แม้บาร์เซโลน่าจะพลาดโอกาสทองเพิ่มเติมหลายครั้ง รวมถึงช็อตที่เฟร์ราน ตอร์เรสซ้ำชนคาน แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 90+1 เจ้าบ้านก็มาได้ประตูปิดกล่องจากตอร์เรสคนเดิม ที่ยิงสวนตัวอูไน ซิม่อนเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้ ทำให้จบ 90 นาที “อาซูลกราน่า” เอาชนะไปอย่างขาดลอย 4-0 ฉลองการกลับบ้านได้อย่างสวยงาม
ชัยชนะเกมนี้ไม่เพียงช่วยยึดตำแหน่งจ่าฝูงลาลีกา แต่ยังเพิ่มความมั่นใจให้บาร์เซโลน่าก่อนศึกสำคัญกลางสัปดาห์ เมื่อพวกเขาต้องยกพลบุกเยือน เชลซี ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบลีก เฟส วันอังคารนี้ ซึ่งแฟนบอลทั่วโลกรอชมว่าจะสามารถรักษาฟอร์มอันร้อนแรงต่อเนื่องได้หรือไม่ในเกมยุโรปครั้งสำคัญนี้
ประกาศรายชื่อ 11 ผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะชายยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025
ฟีฟ่าได้ประกาศรายชื่อ 11 ผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะชายยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025 (The Best FIFA Men’s Player 2025) อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งปีนี้เต็มไปด้วยดาวดังจากยุโรปและอังกฤษที่มีฟอร์มโดดเด่นตลอดปี
ผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะชายยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025
รายชื่อ 11 ผู้เข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025 มีดังนี้
1.อุสมาน เดมเบเล่
2.อัชราฟ ฮาคิมี
3.แฮร์รี่ เคน
4.คิเลียน เอ็มบัปเป้
5.นูโน่ เมนเดส
6.โคล พาลเมอร์
7.เปดรี้
8.ราฟินญ่า
9.โมฮาเหม็ด ซาลาห์
10. วิตินญ่า
11.ลามีน ยามาล
ตัวเต็งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025
จากผลงานและฟอร์มล่าสุด ตัวเต็งในปีนี้น่าจะอยู่ที่:
– อุสมาน เดมเบเล่: ฟอร์มสุดร้อนแรงกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง
– คิเลียน เอ็มบัปเป้: ยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกและมีสถิติยิงประตูเยอะ
– ราฟินญ่า และ วิตินญ่า: ดาวรุ่งที่สร้างผลงานโดดเด่นกับบาร์เซโลน่าและปารีส
นอกจากนี้ แฮร์รี่ เคน และ โคล พาลเมอร์ เป็นตัวแทนจากอังกฤษที่น่าจับตามองในปีนี้
การโหวตรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า
รางวัล รางวัลนักเตะชายยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025 จะใช้วิธีโหวตจาก โค้ชทีมชาติ, กัปตันทีมชาติ, นักข่าวฟุตบอล และแฟนบอล โดยผลรวมคะแนนจะประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการในงานพิธี The Best FIFA Football Awards 2025
ปีนี้เป็นปีที่การแข่งขันรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2025 น่าติดตามมาก เพราะมีทั้งดาวดังระดับโลกและดาวรุ่งจากอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศสที่ฟอร์มดีเยี่ยม ทำให้แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอว่าใครจะได้ครองรางวัลนี้
ลิเวอร์พูลเจอปัญหาจากโปรแกรมทีมชาติเข้าเต็ม ๆ หลัง อาร์เน่อ ชล็อต ผู้จัดการทีมออกมายืนยันว่า ฟลอเรียน เวียรตซ์ และ คอเนอร์ แบรดลี่ย์ ต่างมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ และจะพลาดการลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกที่จะบุกเยือน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สุดสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ทีมต้องปรับแผนการจัดตัวผู้เล่นในช่วงที่โปรแกรมแข่งขันกำลังหนักหน่วง
คอเนอร์ แบรดลี่ย์ ได้รับบาดเจ็บจากการรับใช้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ และคาดว่าจะต้องพักรักษาตัวราว 3 สัปดาห์ อาการเจ็บดังกล่าวทำให้เขาต้องพลาดลงสนามหลายเกม รวมถึงนัดสำคัญในลีกและฟุตบอลถ้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลต้องการความลึกของทีมเป็นอย่างมาก
ขณะที่ ฟลอเรียน เวียรตซ์ มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อเช่นเดียวกัน แต่ถือว่าไม่รุนแรงเท่าแบรดลี่ย์ โดยสโมสรเชื่อว่าเพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมันน่าจะกลับมาลงสนามได้ในเวลาไม่นาน อย่างไรก็ตาม การขาดทั้งคู่ในสัปดาห์นี้ถือเป็นผลกระทบต่อรูปแบบการเล่นที่ชล็อตต้องการให้ทีมเดินหน้าเกมรุกอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะเจอข่าวร้ายจากอาการบาดเจ็บ แต่ก็มีข่าวดีเมื่อ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งกลับมาซ้อมร่วมกับทีมได้เต็มรูปแบบ และมีโอกาสสูงที่จะกลับมาช่วยทีมในเกมกับฟอเรสต์ การกลับมาของนายทวารชาวบราซิลจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แนวรับของทีมได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งแบ็กขวายังคงเป็นปัญหาใหญ่ของลิเวอร์พูล เนื่องจาก เฌเรมี่ ฟริมปง ก็ยังคงมีอาการบาดเจ็บ ทำให้การไม่มีคอเนอร์ แบรดลี่ย์ ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับทีมสตาฟฟ์ การจัดทัพของชล็อตในเกมนี้จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าเขาจะปรับระบบอย่างไรเพื่อรับมือกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และรักษาความต่อเนื่องในการลุ้นเก็บแต้มสำคัญในพรีเมียร์ลีก
อองตวน เซเมนโย กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดนักเตะหลังมีการเปิดเผยว่าเขามี ค่าฉีกสัญญา 65 ล้านปอนด์ ที่จะมีผลในตลาดซื้อขายเดือนมกราคมนี้ การมีเงื่อนไขดังกล่าวทำให้หลายทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกกลับมาจับตาสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อฟอร์มของเขากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง
สาเหตุที่เซเมนโยได้รับความสนใจอย่างมากมาจากความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ทั้งกองหน้า ปีกขวา และปีกซ้าย รวมถึงสไตล์การเล่นที่รวดเร็ว แข็งแกร่ง และช่วยทีมได้ทั้งในเกมรุกและเกมเพรสซิ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ตอบโจทย์ทีมระดับท็อปที่กำลังมองหาอาวุธใหม่ในแนวรุก
สโมสรที่ถูกเชื่อมโยงกับเซเมนโยก่อนหน้านี้ประกอบไปด้วย ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งล้วนเคยติดตามฟอร์มและแสดงความสนใจจริงจัง หากเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาถูกเปิดใช้งาน ทุกทีมมีโอกาสกลับมาเดินหน้าทาบทามอย่างจริงจังอีกครั้งในตลาดหน้าหนาวนี้
เมื่อพิจารณาความต้องการของแต่ละสโมสรแล้ว เซเมนโยถือเป็นโปรไฟล์ที่เหมาะกับแท็กติกหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นเกมบุกแบบรวดเร็วของสเปอร์สและลิเวอร์พูล หรือเกมที่ต้องการความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายอย่างอาร์เซนอลและแมนฯยูฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของหลายทีมระดับหัวตาราง
ด้วยค่าฉีกสัญญาที่ชัดเจนและราคาอยู่ในระดับที่จับต้องได้สำหรับบิ๊กทีม การแข่งขันแย่งตัวเซเมนโยจึงมีแนวโน้มว่าจะเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนมกราคมนี้ หากต้นสังกัดไม่สามารถโน้มน้าวให้เขาอยู่ต่อได้ ตลาดนักเตะรอบนี้อาจได้เห็นดีลใหญ่ที่มีผลต่อการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลอย่างแน่นอน
เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังลิเวอร์พูล แสดงความกังวลว่า “หงส์แดง” อาจเผชิญความเสี่ยงหลุดจากพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หากสโมสรยังไม่แก้ปัญหาแนวรับในตลาดนักเตะเดือนมกราคมนี้ โดยเฉพาะหลังผลงานในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในฟอร์มที่น่าเป็นห่วง และล่าสุดเพิ่งบุกพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบหมดรูป 3-0 ทำให้แพ้ไปถึง 7 จาก 10 นัดหลังสุดทุกรายการ
หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ คือการรับมือกับทีมที่ใช้พละกำลัง การดวลตัวต่อตัว และการโจมตีด้วยบอลยาว ซึ่งคู่แข่งจำนวนมากสามารถใช้แท็กติกเหล่านี้เล่นงานลูกทีมของ อาร์เนอ ชล็อต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกมรับเสียประตูง่ายและยากต่อการควบคุมจังหวะการแข่งขัน
คาร์ราเกอร์เผยผ่าน เดอะ โอเวอร์แลป พอดแคสต์ ว่า ลิเวอร์พูล ยังไม่สามารถรับมือความแข็งแกร่งของพรีเมียร์ลีกได้เต็มที่ แม้ชล็อตจะพยายามยกระดับทีมให้ครองบอลมากขึ้น เล่นเกมรุกมากขึ้น และสร้างความบันเทิงในสไตล์คล้าย เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่เจ้าตัวชื่นชม แต่พรีเมียร์ลีกซีซันนี้กลับเน้นเรื่องพละกำลังและความเข้มข้นของเกมสูงเป็นพิเศษ ซึ่งลิเวอร์พูลยังรับมือได้ไม่ดีพอ
อดีตกองหลังรายนี้มองว่าขุมกำลังปัจจุบันของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งไม่พอสำหรับลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก และต้องการนักเตะที่มีพละกำลัง ความเร็ว และความแข็งแกร่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในแนวรับ พร้อมย้ำว่าหากลิเวอร์พูลไม่เซ็นกองหลังใหม่ในเดือนมกราคม พวกเขาอาจพลาดโควต้าแชมเปี้ยนส์ ลีกได้จริง
ทั้งนี้ ลิเวอร์พูลเคยพลาดการคว้าตัว มาร์ค เกฮี ปราการหลังของคริสตัล พาเลซในวันสุดท้ายของตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา ขณะที่ข่าวซื้อขายล่าสุดของสโมสรยังไม่ปรากฏเป้าหมายกองหลังชัดเจน นอกจากชื่อของ อองตวน เซเมนโย แนวรุกฟอร์มแรงจากบอร์นมัธ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาหลักของทีมในเวลานี้
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาเปิดใจว่า คำให้สัมภาษณ์ของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ที่ออกมาหนุนหลังตนในช่วงทีมทำผลงานย่ำแย่ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลดล็อคสถานการณ์ทั้งในและนอกสนาม ส่งผลให้บรรยากาศภายในทีมดีขึ้นจนฟอร์มโดยรวมเริ่มกลับมาติดเครื่องอีกครั้ง
ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เซอร์ จิม ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำชัดว่าอโมริมคือโค้ชที่ถูกเลือก และพร้อมให้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการพิสูจน์ศักยภาพ ท่าทีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดัน รวมถึงสยบข่าวลือเกี่ยวกับการเปลี่ยนกุนซือในระยะสั้น ทำให้ทีมสามารถโฟกัสกับงานในสนามได้เต็มที่กว่าเดิม
หลังการประกาศหนุนหลังจากบอร์ดบริหาร ผลงานของ “ปีศาจแดง” ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด โดยเก็บชัยชนะ 3 จาก 5 นัดล่าสุด ขยับขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ครึ่งบนของตาราง และลดแรงกดดันรอบสโมสรลงอย่างมาก พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะก่อนเกมเปิดบ้านพบ เอฟเวอร์ตัน ในคืนวันจันทร์ที่จะถึงนี้
อโมริมเปิดเผยว่า ทีมเริ่มเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และผลงานเริ่มพัฒนาในหลายด้าน แต่ยังยอมรับว่าทีมยังไม่ถึงระดับ “สมบูรณ์แบบ” อย่างที่ต้องการ พร้อมระบุว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่รูปแบบการเล่น แต่คือความเข้มข้นและความดุดัน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในพรีเมียร์ลีก หากต้องการคว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่อง
กุนซือโปรตุกีสยังชี้ว่าคำพูดของเซอร์ จิม ไม่ได้มีผลแค่ด้านจิตใจผู้เล่น แต่ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองจากภายนอกต่อทีมอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เสียงวิจารณ์ลดลงและความเชื่อมั่นกลับคืนสู่สโมสร “มันมีอิมแพ็คมหาศาล ไม่ใช่แค่สิ่งที่ผมทำ แต่รวมถึงวิธีที่ผู้คนมองสิ่งที่เรากำลังสร้างอยู่” อโมริมกล่าวทิ้งท้าย
อาร์เซน่อล เตรียมเปิดศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี้กับ สเปอร์ส ในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ โดยมีประเด็นใหญ่คือการขาด กาเบรียล มากัลเญส ที่บาดเจ็บต้นขาและอาจต้องพักนานถึงเดือนมกราคม ส่งผลให้ มิเกล อาร์เตต้า ต้องเร่งหาทางอุดรูรั่วในเกมรับของทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกให้เร็วที่สุด
ตัวเลือกแรกคือ ปิเอโร่ อินคาปิเอ กองหลังทีมชาติเอกวาดอร์ที่เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คฝั่งซ้าย จุดเด่นคือเท้าซ้ายธรรมชาติและสไตล์การเล่นที่มั่นใจ สามารถจับคู่ ซาลิบา ได้ไม่เสียสมดุลของแนวรับ
อีกตัวเลือกคือการขยับ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ จากแบ็คซ้ายมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็ค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาคุ้นเคยในช่วงต้นอาชีพ หากอาร์เตต้ามองว่าอินคาปิเอยังมีประสบการณ์ไม่พอ คาลาฟิออรี่ คือคำตอบ โดยตำแหน่งแบ็คซ้ายอาจเลือกใช้ อินคาปิเอ หรือ ไมล์ส ลูอิส สเคลลี่ แทน
ทางเลือกสุดท้ายคือการให้โอกาส คริสเตียน มอสเกร่า ที่ทำผลงานได้ดีในเกมกับลิเวอร์พูล แม้ถนัดเท้าขวาแต่สามารถเล่นฝั่งซ้ายได้ เขาเคยจับคู่กับ ซาลิบา มาแล้วในคาราบาว คัพ จึงเป็นอีกตัวเลือกที่อาร์เตต้าอาจไว้ใจในเกมใหญ่
แม้การขาด กาเบรียล จะเป็นโจทย์หิน แต่ อาร์เตต้า มีตัวเลือกมากพอในการปรับเกมรับให้แข็งแกร่งเช่นเดิม และแฟนบอลปืนใหญ่ต่างรอชมว่าระบบไหนจะถูกเลือกใช้ในศึกดาร์บี้แมตช์สุดเดือดครั้งนี้
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่าทีมยังต้องพัฒนาอีกมาก แม้ว่าฟอร์มการเล่นช่วงหลังจะโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจนในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายน ที่ “ปีศาจแดง” ไม่แพ้ใครใน 5 นัดติดต่อกัน รวมถึงชัยชนะสำคัญเหนือ ลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ และผลเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์
แม้ผลงานจะดีขึ้น แต่ อโมริม ยอมรับว่าทีมยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ เขากล่าวว่า “เรากำลังเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เรายังสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ เพราะเรามีความมั่นใจมากขึ้น และเริ่มเก็บผลการแข่งขันได้ต่อเนื่อง แต่เมื่อดูเกมย้อนหลัง ผมยังรู้สึกหงุดหงิด เพราะเรายังไม่ถึงระดับที่ผมตั้งใจไว้”
กุนซือชาวโปรตุเกสยังใช้โอกาสนี้ตอบโต้เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแท็กติก 3-4-3 ของตน โดยย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบการเล่น “ระบบการเล่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น จากนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะการเล่น ความมั่นใจ และความสามารถในการแข่งขันของเรา” อโมริมกล่าว
อโมริมเน้นย้ำว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จคือความเข้มข้นในการเล่น เขาชี้ว่าทีมต้องเล่นให้สมบูรณ์แบบในทุกเกม หากต้องการเก็บชัยชนะและพัฒนาผลงานต่อไปในพรีเมียร์ลีก “สำหรับผม มันไม่เกี่ยวกับระบบ แต่เป็นเรื่องความเข้มข้นในการเล่นที่เรายังต้องพัฒนา”
สำหรับแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด แม้ช่วงที่ผ่านมา “เร้ด เดวิลส์” จะสร้างความมั่นใจด้วยฟอร์มยอดเยี่ยม แต่การเดินหน้าพัฒนาทีมต่อไปยังเป็นโจทย์สำคัญของรูเบน อโมริม เพื่อให้ทีมสามารถแข่งขันและก้าวสู่ความสำเร็จในระดับสูงสุดของพรีเมียร์ลีกต่อไป
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลับมาระเบิดความมันส์อีกครั้ง หลังพักเบรกให้โปรแกรมทีมชาติ และในสุดสัปดาห์นี้ (22–24 พฤศจิกายน 2568) แฟนบอลทั่วโลกล้วนตั้งตารอชมเกมเดือดที่อัดแน่นเต็มตาราง เพราะทุกทีมต่างต้องการคว้า 3 แต้มสำคัญเพื่อยกระดับอันดับในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก
เปิดหัววันเสาร์แบบสุดมันส์ ด้วยคู่สำคัญที่มีแฟนบอลจับตามองเป็นพิเศษ
เบิร์นลีย์จะเปิดรังรับการมาเยือนของ “สิงห์บลูส์” เชลซี ในช่วงไพรม์ไทม์เย็นวันเสาร์ เกมนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของเชลซีในการเก็บชัยชนะนอกบ้าน เพื่อต่อยอดโมเมนตัมหลังจากหยุดพักทีมชาติ
ช่วงดึกวันเสาร์มีเกมให้เลือกชมหลากหลายคู่ โดยคู่เด่นคือ
ลิเวอร์พูล vs น็อตติงแฮม ฟอเรสต์
แฟน “หงส์แดง” เตรียมส่งเสียงเชียร์ที่แอนฟิลด์ เกมนี้ลิเวอร์พูลต้องการ 3 แต้มเพื่อลุ้นพื้นที่หัวตารางต่อเนื่อง
บอร์นมัธ vs เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
ศึกกลางตารางที่สูสีและมีผลต่อการขยับอันดับของทั้งสองทีม
ไฮไลท์ประจำสัปดาห์!
“สาลิกาดง” เปิดบ้านรับมือ “เรือใบสีฟ้า” แชมป์เก่า บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลทั่วโลกต้องไม่พลาด การพบกันของสองทีมที่เน้นเกมรุกจัดจ้าน รับประกันความมันส์ระดับห้ามกระพริบตา
มีบิ๊กแมตช์ให้ชมตั้งแต่หัวค่ำจนถึงหลังเที่ยงคืน
ทีมใหญ่ครบทั้ง เชลซี – ลิเวอร์พูล – แมนฯ ซิตี้ – นิวคาสเซิล
ลุ้นการเปลี่ยนแปลงในตารางคะแนน หลังเพิ่งผ่านช่วงเบรกทีมชาติ
มีเกมสำคัญเกือบทุกช่วงเวลา เหมาะสำหรับแฟนบอลที่อยากติดตามแบบยาวตลอดวัน