สื่อดังอย่าง เล กิ๊ป รายงานว่า “วันแห่งการรอคอย” ของแฟนบอลอาจมาถึงในสุดสัปดาห์นี้ เมื่อมีความเป็นไปได้สูงว่า ปอล ป็อกบา จะได้ลงสนามนัดแรกให้กับ อาแอส โมนาโก ในเกมสำคัญที่จะบุกเยือน แรนส์ คืนวันเสาร์นี้
ป็อกบาไม่ได้ลงสนามอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 หลังจากถูกลงโทษแบน 4 ปีจากการตรวจโด๊ปไม่ผ่าน ก่อนการอุทธรณ์ทำให้บทลงโทษลดเหลือ 18 เดือน
ภายหลังการแยกทางกับ ยูเวนตุส เขากลายเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาใหม่กับ โมนาโก ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
การห่างหายจากเกมแข่งขันเป็นเวลากว่า 2 ปี ทำให้การเรียกความฟิตของดาวเตะวัย 32 ปีต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โมนาโกได้วางโปรแกรมฟื้นฟูและซ้อมเข้มเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้เขากลับมาพร้อมที่สุด
เดิมทีมีกำหนดให้ ป็อกบา กลับมาลงสนามได้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากอาการบาดเจ็บรบกวน
อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า สุดสัปดาห์นี้คือช่วงเวลาที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่แฟนบอลจะได้เห็นเขากลับมาลงเล่นอีกครั้ง
เซบาสเตียน ปอโคนญอลี่ ผู้จัดการทีมโมนาโก แม้ยังไม่ยืนยัน 100% ว่าจะส่งป็อกบาลงสนาม แต่สื่อฝรั่งเศสต่างเชื่อว่าเขาจะมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้เล่นชุดเดินทางไปเยือนแรนส์
ปัจจุบัน โมนาโกรั้งอันดับ 6 ของตารางลีกเอิง
ตามหลังโซนยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 5 คะแนน
ตามหลังจ่าฝูง ปารีส แซงต์ แฌร์แม็ง อยู่ 7 คะแนน
การได้ป็อกบากลับมา เสริมประสบการณ์และคุณภาพในแดนกลาง อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการลุ้นพื้นที่ยุโรปของทีมในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล
บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน ประกาศยืนยันว่าจะกลับมาใช้สนาม สปอติฟาย คัมป์ นู เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี ในเกมลีกวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน นี้ นัดที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แอธเลติก บิลเบา หลังสภาท้องถิ่นได้อนุมัติใบอนุญาตจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ แม้งานก่อสร้างและปรับปรุงสนามจะยังไม่แล้วเสร็จก็ตาม
การกลับมาใช้สนามในครั้งนี้จะมีการจำกัดจำนวนผู้ชมไว้ที่ 45,401 คน เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของสนามยังคงอยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยเฉพาะบริเวณชั้นสามและหลังคาที่กำลังติดตั้งเพิ่มเติม ส่วนชั้นล่างของสนามได้รับการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมรองรับเกมการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ
สปอติฟาย คัมป์ นู ถูกปิดเพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2023 ทำให้บาร์เซโลน่าต้องโยกไปเล่นเกมเหย้าที่สนาม เอสตาดี โอลิมปิก หลุยส์ กอมปันส์ เป็นการชั่วคราว เดิมทีสโมสรตั้งเป้าจะกลับสู่สนามเหย้าก่อนสิ้นปี 2024 แต่ด้วยปัญหาด้านโครงสร้างและการก่อสร้างที่ล่าช้า ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดหลายครั้งก่อนที่จะได้รับอนุญาตในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันที่ 9 ธันวาคม ที่บาร์เซโลน่าจะเปิดบ้านพบ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ยังต้องรอการยืนยันว่าจะจัดที่สนามใด เนื่องจากกฎของยูฟ่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเปลี่ยนสนามระหว่างฤดูกาลที่เข้มงวดกว่าในลีกประเทศ โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรเผยว่า ทีมงานกำลังเตรียมเอกสารและมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดของยูฟ่า
เมื่อการปรับปรุงแล้วเสร็จซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2027 สนามสปอติฟาย คัมป์ นู จะมีความจุเพิ่มจากเดิม 99,354 ที่นั่ง เป็น 105,000 ที่นั่ง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบาร์เซโลน่าและแฟนบอลทั่วโลกที่รอคอยการกลับมาของสนามประวัติศาสตร์แห่งนี้
เดลี่ มิเรอร์ สื่ออังกฤษ รายงานข่าวใหญ่ที่อาจส่งผลต่อฟอร์มของลิเวอร์พูลในช่วงท้ายปีนี้ เมื่อโมฮาเหม็ด ซาลาห์ อาจต้องเดินทางไปร่วมทีมชาติอียิปต์เร็วกว่ากำหนด เพื่อเตรียมทีมก่อนทำศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2025 ที่ประเทศโมร็อกโก ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 21 ธันวาคม ถึง 18 มกราคม ทำให้ดาวยิงวัย 33 ปีมีโอกาสพลาดลงสนามให้ “หงส์แดง” ตั้งแต่เกมพบไบรท์ตัน วันที่ 13 ธันวาคมทันที
ตามรายงานระบุว่า สมาคมฟุตบอลอียิปต์ต้องการดึงซาลาห์เข้าค่ายเก็บตัวตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม เพื่อเล่นเกมอุ่นเครื่องเตรียมความพร้อม หากลิเวอร์พูลตอบรับคำร้องขอครั้งนี้ จะทำให้สโมสรอาจเสียซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งเร็วกว่าเดิมหลายวัน ส่งผลกระทบหนักต่อโปรแกรมที่แน่นขนัดช่วงปลายปีและต้นปีหน้า
จากการประเมินสถานการณ์ หากอียิปต์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศของ AFCON ได้ ซาลาห์อาจพลาดลงเล่นให้ลิเวอร์พูลรวมสูงสุดถึง 9 นัด ครอบคลุมทั้งศึกพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งล้วนเป็นเกมสำคัญที่ทีมต้องการแนวรุกคนสำคัญช่วยลุ้นผลการแข่งขัน
โปรแกรมที่ซาลาห์อาจพลาดเริ่มตั้งแต่เกมพบไบรท์ตัน (13 ธ.ค.) ต่อด้วยทริปเยือนสเปอร์ส (20 ธ.ค.), เกมเหย้าวูล์ฟส์ (27 ธ.ค.) และรับมือ ลีดส์ ยูไนเต็ด (1 ม.ค.) รวมถึงฟูแล่ม (4 ม.ค.) และอาร์เซน่อล (8 ม.ค.) นอกจากนี้ยังมีเอฟเอ คัพ รอบ 3 ช่วง 10–12 มกราคม ก่อนลิเวอร์พูลจะบุกเยือนเบิร์นลี่ย์ (17 ม.ค.) และมาร์กเซยในเกมยุโรปวันที่ 21 มกราคม
สถานการณ์นี้ทำให้ลิเวอร์พูลต้องจับตาการเจรจาระหว่างสมาคมฟุตบอลอียิปต์และสโมสรอย่างใกล้ชิด เพราะการขาดซาลาห์ในช่วงโปรแกรมโหดอาจส่งผลสำคัญต่อเส้นทางลุ้นความสำเร็จในทุกรายการของทีมในซีซั่นนี้ หากดีลดึงตัวเร็วยืนยันอย่างเป็นทางการ หงส์แดงจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือทันที ทั้งในแง่แท็กติกและการหมุนเวียนนักเตะเพื่อรักษาฟอร์มให้คงเส้นคงวา
แม้กำลังบินสูงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แต่ อาร์เซน่อล ก็ต้องพบกับข่าวร้ายเมื่อ กาเบรียล มากัลเญส เซนเตอร์แบ็กตัวหลักวัย 27 ปี ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาจากการรับใช้ทีมชาติบราซิล ส่งผลให้คาดว่าเขาอาจต้องพักอย่างน้อย 1 เดือน หรืออาจยาวไปถึง 2 เดือนในกรณีเลวร้ายสุด ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่ มิเกล อาร์เตต้า จำเป็นต้องแก้ไขโดยเร็ว
สถิติไม่เคยโกหก! เพราะเมื่อย้อนดูผลงานของ อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่กันยายน 2020 เป็นต้นมา ตัวเลขแสดงอย่างชัดเจนว่า “เมื่อมีกาเบรียลอยู่ในสนาม ทีมทำผลงานได้ดีกว่ามาก” โดยลงสนามทั้งหมด 171 นัด ชนะ 110 นัด เสมอ 27 นัด และแพ้เพียง 34 นัด คิดเป็นอัตราชนะสูงถึง 64.3% ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของเขาในแผงหลังอย่างปฏิเสธไม่ได้
ตรงกันข้าม เมื่ออาร์เซน่อลต้องลงเล่นโดยไม่มีแนวรับร่างใหญ่รายนี้ ผลงานดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด จากทั้งหมด 30 นัด ทีมชนะได้เพียง 12 นัด เสมอ 10 นัด และแพ้ 8 นัด ส่งผลให้อัตราชนะลดฮวบเหลือเพียง 40% เท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้ว ส่วนต่างของอัตราชนะสูงถึง 24.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบได้อย่างชัดเจน
การขาดหายไปของ กาเบรียล จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะเขาเป็นหัวใจสำคัญในเกมรับ ทั้งในแง่ความแข็งแกร่ง การยืนตำแหน่ง และการประสานงานร่วมกับ วิลเลียม ซาลิบา ที่ทำให้แนวรับของ อาร์เซน่อล แข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของลีก ฤดูกาลนี้จึงอาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ อาร์เตต้า และทีมงานว่าพวกเขาจะปรับตัวได้ดีแค่ไหน
ท้ายที่สุดแล้ว การบาดเจ็บครั้งนี้จะเป็น “จุดเปลี่ยนของฤดูกาล” หรือไม่ยังต้องรอดูกันต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนแน่นอนคือ ตัวเลขและสถิติต่าง ๆ ยืนยันว่า อาร์เซน่อล เล่นได้ยอดเยี่ยมกว่าเมื่อมีกาเบรียลอยู่ในสนาม และช่วงเวลานี้จะเป็นบทพิสูจน์ความลึกของขุมกำลัง รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของทีมอย่างแท้จริง
การรอคอยสิ้นสุดลงแล้วสำหรับแฟนบอลนอร์เวย์ ทีมชาติ นอร์เวย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “ลูกหลานไวกิ้ง” สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 ที่ตำนานอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ และโอล่าฟ ธอร์เซ่น เคยโลดแล่นบนเวทีโลก
ปัจจัยความสำเร็จของนอร์เวย์ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ นอร์เวย์ กลับมาสู่เวทีฟุตบอลโลกคือการมี ผู้เล่นยุคทองที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ นำโดย เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ กองหน้าจอมถล่มประตูจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในรอบคัดเลือก นอกจากนี้ยังมี มาร์ติน โอเดการ์ด กัปตันทีมที่คุมแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ทีมมีทั้งพลังการทำประตูและความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กัน
รอบคัดเลือกโซนยุโรปถือเป็นบททดสอบที่โหดหิน แต่ ลูกหลานไวกิ้ง ก็โชว์ฟอร์มสุดประทับใจด้วยชัยชนะเหนือทีมชาติอิตาลีถึง 4-1 ในเกมสำคัญ ซึ่งช่วยการันตี ตำแหน่งแชมป์กลุ่มไอ และตั๋วอัตโนมัติสู่ ฟุตบอลโลก 2026 อย่างยิ่งใหญ่
นอร์เวย์พร้อมกลับมาท้าทายเวทีโลก
การกลับมาของ นอร์เวย์ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณดีต่อวงการฟุตบอลของประเทศเล็ก ๆ ที่มี ผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดี มากมาย แฟนบอลทั่วโลกต่างรอชมว่า ทีมที่มี ฮาลันด์ และ โอเดการ์ด เป็นแกนหลัก จะสามารถสร้างผลงานได้ดีแค่ไหน
นี่คือ ยุคใหม่ของฟุตบอลนอร์เวย์อย่างแท้จริง การผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในสนาม แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับทั้งประเทศ ฮาลันด์และเพื่อนร่วมทีมจะพา นอร์เวย์ สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่บนเวทีโลกในศึกเวิลด์คัพที่จะมาถึง
รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส เข้ามากุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปลายปี 2024 ด้วยความคาดหวังสูงจากแฟนบอลและสื่อมวลชน หลังจากคุมทีมไปแล้วทั้งหมด 54 นัดในทุกรายการแข่งขัน ผลงานของเขาก็กลายเป็นประเด็นที่แฟนบอลและนักวิเคราะห์ฟุตบอลให้ความสนใจอย่างมาก
จากสถิติ 54 นัดแรกของ รูเบน อโมริม พบว่าเขามีสถิติชนะ 22 นัด เสมอ 11 นัด และแพ้ถึง 21 นัด ทำให้อัตราการชนะอยู่ที่เพียง 40.7% และมี คะแนนเฉลี่ยต่อเกม (PPM) ประมาณ 1.43 ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานที่แฟน แมนยู คาดหวัง
ความไม่สม่ำเสมอของผลงานถือเป็นปัญหาหลัก โดยเฉพาะในเกมลีกที่ทีมต้องการแต้มเพื่อกลับไปท้าชิง พื้นที่ท็อปโฟร์พรีเมียร์ลีก การที่จำนวนเกมแพ้ใกล้เคียงกับจำนวนเกมชนะ สะท้อนถึงความไม่มั่นคงของทีมภายใต้การคุมของ รูเบน อโมริม
แม้ว่าผลงานในลีกจะมีความไม่สม่ำเสมอ แต่ รูเบน อโมริม สามารถสร้างความสำเร็จในรายการฟุตบอลถ้วยได้อย่างน่าประทับใจ โดยเขาสามารถพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูโรปาลีก ได้ในฤดูกาลแรก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของเขาในการสร้างผลงานในเกมน็อคเอาท์
ความสำเร็จในถ้วยยุโรปช่วยประคับประคองสถานการณ์ของผู้จัดการทีมวัยหนุ่มและลดแรงกดดันจากแฟนบอล แต่ก็เป็นสัญญาณว่า แมนยู ต้องปรับปรุงความสม่ำเสมอในเกมลีกเพื่อกลับไปแข่งขันในระดับสูง
54 นัดแรกของ รูเบน อโมริม กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นภาพผสมระหว่าง ฟอร์มที่น่าผิดหวังในลีก และ ความสำเร็จในยูโรปาลีก สถิติชนะ 22 แพ้ 21 สะท้อนว่าการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีความมั่นคงยังต้องใช้เวลา
การพิสูจน์ปรัชญาการทำทีมและการสร้างความต่อเนื่องในเกมลีกจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ รูเบน อโมริม นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไปสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษและยุโรป
แฮรี่เคน ศูนย์หน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ ยังคงเดินหน้าสร้างตำนานของตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการยิงประตูในนามทีมชาติเกินกว่า 78 ประตูจากการลงเล่น 112 นัด ตัวเลขนี้ทำให้เขาแซงหน้าตำนานอย่าง เปเล่ ที่เคยทำไว้ 77 ประตูจาก 92 นัด ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่าเคนคือหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของยุคปัจจุบัน และเป็นผู้เล่นที่มีความสม่ำเสมอสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังสมัยใหม่
การแซงหน้าเปเล่ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะแฮรี่ เคนยังเป็นเจ้าของสถิติ “ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ” อย่างเป็นทางการด้วยจำนวน 78 ประตู ทำลายสถิติเดิมของเวย์น รูนี่ย์ที่ทำไว้ 53 ประตูอย่างขาดรอย ความเฉียบคมในการจบสกอร์และความสามารถในการสร้างความแตกต่างในเกมใหญ่ทำให้เขากลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมชาติอังกฤษในทุกยุคสมัยที่ลงเล่น
อีกหนึ่งสถิติที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเขาคือการเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูในฐานะ “กัปตันทีมชาติอังกฤษ” ได้มากที่สุด ด้วยจำนวนมากกว่า 65 ประตู การทำประตูในสถานะผู้นำทีมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับความกดดันที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า แต่เคนพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่เพียงเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นผู้นำที่ทีมสามารถไว้วางใจได้ในทุกสถานการณ์
แม้จำนวนเกมที่ลงเล่นจะมากกว่าเปเล่ แต่การที่แฮรี่ เคนสามารถรักษาฟอร์มการยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอในฟุตบอลยุคใหม่—ที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นทั้งด้านแท็กติกและคุณภาพเกมป้องกัน—ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ความทุ่มเทในทุกนัดและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดลงทำให้เขายืนหยัดอยู่ในระดับสูงสุดของฟุตบอลนานาชาติได้อย่างต่อเนื่อง
สถิติทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าแฮรี่ เคนกำลังก้าวไปสู่การเป็น “ตำนานวงการฟุตบอลโลก” อย่างแท้จริง การแซงหน้าผู้เล่นระดับตำนานอย่างเปเล่ พร้อมทั้งการพาทีมชาติอังกฤษเดินหน้าล่าความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตามองว่าเขาจะสามารถสร้างสถิติใหม่ เช่น การยิงถึง 100 ประตูในทีมชาติ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่
ลามีน ยามาล หนึ่งในดาวรุ่งพรสวรรค์สูงของโลกฟุตบอล ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ด้วยทักษะการเล่นที่โดดเด่นและการสร้างสรรค์เกมที่น่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม นักเตะวัยรุ่นรายนี้มักมีเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวที่ซับซ้อน ตั้งแต่ดราม่าครอบครัว ไปจนถึงปากเสียงกับนักเตะรุ่นพี่ในทีมชาติสเปนและผู้เล่น เรอัล มาดริด ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาของเขา
อดีตกุนซือทีมชาติสเปน ฆาเบียร์ เคลเมนเต้ แสดงความกังวลว่า แม้ยามาลจะมีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม แต่หากพฤติกรรมนอกสนามไม่เหมาะสม อนาคตในฐานะนักฟุตบอลอาชีพอาจไม่ยืนยาว
ความท้าทายของดาวรุ่งวัยทีนคือการรักษามาตรฐานทั้งในและนอกสนาม ความสามารถเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การมีวินัยและพฤติกรรมที่เหมาะสมจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว
อนาคตของ ลามีน ยามาล ขึ้นอยู่กับการจัดการชีวิตส่วนตัวและการมุ่งมั่นในสนาม หากเขาสามารถปรับตัวได้ การเป็นหนึ่งในนักเตะระดับโลกจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
อาร์เซน่อลกุมขมับ! กาเบรียล เดี้ยงจากเกมทีมชาติบราซิล
อาร์เซน่อลต้องพบข่าวร้ายต่อเนื่อง หลัง กาเบรียล มากัลเญส ปราการหลังตัวหลักได้รับบาดเจ็บระหว่างลงสนามให้ทีมชาติบราซิลในเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะเซเนกัล 2-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม บ้านของอาร์เซน่อลเอง ทำให้กองเชียร์ “ปืนใหญ่” ยิ่งกังวลหนักกว่าเดิม
อันเชลอตติยืนยัน เจ็บกล้ามเนื้อต้นขา ต้องรอเช็กละเอียด
คาร์โล อันเชลอตติ เฮดโค้ชทีมชาติบราซิล เปิดเผยหลังจบเกมว่า กาเบรียลมีอาการเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นขา และจำเป็นต้องให้ทีมแพทย์ประเมินอย่างละเอียดในวันถัดไป เจ้าตัวระบุว่ายังไม่ทราบความรุนแรงของอาการ แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเมื่อเห็นนักเตะได้รับบาดเจ็บระหว่างรับใช้ชาติ พร้อมหวังว่ากองหลังอาร์เซน่อลรายนี้จะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด
บราซิลเก็บชัย แต่สังเวยแข้งสำคัญ
เกมดังกล่าว บราซิลได้สองประตูตั้งแต่ครึ่งแรกจากผลงานของเอสเตเวาและกาเซมีโร่ แต่ต้องสังเวยกาเบรียลในช่วงกลางครึ่งหลังเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ชัยชนะที่ควรจะสมบูรณ์แบบกลายเป็นความกังวลใหม่ของทัพ “เซเลเซา” ก่อนเตรียมลงแข่งขันในโปรแกรมทีมชาติช่วงต่อไป
อาร์เซน่อลซวยซ้ำ คาลาฟิออรี่ถอนทีมชาติอิตาลี
ไม่เพียงกาเบรียลเท่านั้น อาร์เซน่อลยังต้องเจอข่าวร้ายซ้ำสอง เมื่อ ริคคาร์โด คาลาฟิออรี่ แบ็กซ้ายตัวสำคัญถอนตัวจากทีมชาติอิตาลีก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องความฟิต ส่งผลให้สถานการณ์แนวรับของ “ไอ้ปืนใหญ่” ตึงตัวอย่างหนักในช่วงโปรแกรมทีมชาตินี้
ก่อนดาร์บี้เดือดอาทิตย์หน้า ปืนใหญ่ต้องลุ้นหนัก
อาร์เซน่อลมีโปรแกรมสำคัญรออยู่ทันทีหลังพักเบรกทีมชาติ นั่นคือศึก นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งสองแข้งแนวรับอย่างกาเบรียลและคาลาฟิออรี่อาจไม่พร้อมลงสนาม สร้างความปวดหัวให้มิเกล อาร์เตต้าต้องเร่งประเมินและเตรียมแผนสำรองเพื่อรักษาตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกให้ได้
ทีมชาติโปรตุเกสตัดสินใจปล่อยตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ออกจากแคมป์ทีมชาติ หลังติดโทษแบนและหมดสิทธิ์ลงสนามในเกมพบ ทีมชาติอาร์เมเนีย ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม เอฟ ที่จะลงเล่นในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ส่งผลให้ซูเปอร์สตาร์วัย 40 ปีต้องพลาดโอกาสช่วยทีมในแมตช์สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมที่โปรตุเกสบุกพ่าย สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 0-2 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยโรนัลโด้ถูกใบแดงเป็นครั้งแรกในชีวิตการเล่นทีมชาติชุดใหญ่ หลังปะทะกับ ดาร่า โอเชีย ในกรอบเขตโทษ ซึ่งเดิมผู้ตัดสินให้ใบเหลือง แต่เมื่อ VAR ตรวจสอบก็เปลี่ยนเป็นใบแดง เนื่องจากมองว่ามีเจตนาใช้ศอกเล่นงานคู่แข่ง
จากโทษแบนหนึ่งนัด ทำให้โรนัลโด้ไม่สามารถลงสนามในเกมต่อไปได้ และมีรายงานจากสื่อโปรตุเกสว่า เจ้าตัวได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับสโมสร อัล นาสเซอร์ ในซาอุดีอาระเบียก่อนกำหนด เพื่อเตรียมพร้อมช่วยต้นสังกัดในเกมลีกที่ต้องพบกับ อัล-คาลีจ ในสุดสัปดาห์หน้า
ด้าน โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ เฮดโค้ชทีมชาติโปรตุเกส ยกย่องวินัยอันยอดเยี่ยมของกัปตันทีม พร้อมเผยว่า ใบแดงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเล่นทีมชาติของโรนัลโด้ และมองว่าเป็นเรื่องที่ควรได้รับคำชม เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับเจ้าตัวมาก่อน
สำหรับสถานการณ์ในกลุ่ม เอฟ ปัจจุบัน โปรตุเกสยังคงนำเป็นจ่าฝูงมี 10 คะแนนจาก 5 นัด ตามมาด้วยฮังการี 8 คะแนน และไอร์แลนด์ 7 คะแนน ซึ่งทั้งสามทีมยังมีลุ้นเข้ารอบสุดท้าย ขณะที่อาร์เมเนียมีเพียง 3 คะแนน จึงตกรอบแน่นอนแล้วแม้จะเหลือโปรแกรมแข่งก็ตาม
ก่อนหน้า 1 … 71 72 73 74 75 … 83 ถัดไป »