บันทึกหน้าประวัติศาสตร์! แมนยู รักษาสถิติใส่ชื่อแข้งอะคาเดมี่ครบ 88 ปี หลังบุกเจ๊าสเปอร์ส 2-2

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงรักษาสถิติอันยอดเยี่ยมของสโมสรไว้ได้ต่อเนื่อง หลังมีชื่อนักเตะจากอะคาเดมี่ติดทีมในเกมอย่างเป็นทางการติดต่อกันยาวนานถึง 88 ปี หรือรวมทั้งสิ้น 4,332 นัด หลังจบเกมพรีเมียร์ลีกที่บุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

แมนยู

อโมริม พาแมนยูบุกแบ่งแต้ม แม้เหลือสิบคน
เกมที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม รูเบน อโมริม กุนซือชาวโปรตุกีสของแมนยู พาทีมโชว์ความใจสู้ไล่ตีเสมอเจ้าบ้านในช่วงทดเวลา แม้ต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วงท้ายเกม นับเป็นแมตช์ที่สองติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของอโมริม สามารถเก็บแต้มจากการเป็นฝ่ายตามหลังก่อน

รักษาสถิติใส่ชื่อแข้งเยาวชนต่อเนื่อง 88 ปี
จากการประกาศรายชื่อผู้เล่นก่อนเกม พบว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงรักษาประเพณีใส่ชื่อนักเตะจากอะคาเดมี่ไว้ในทีมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1937 แม้เกมนี้จะไม่มีชื่อของ ค็อบบี้ เมนู ที่บาดเจ็บ และ ทอม ฮีตัน ผู้รักษาประตูที่หลุดจากทีม
อย่างไรก็ตาม “ปีศาจแดง” ยังคงสานต่อสถิตินี้ได้ เพราะมีชื่อของ แจ็ค เฟล็ทเชอร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย 18 ปี ลูกชายของอดีตกองกลางชื่อดัง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อยู่ในรายชื่อสำรองของทีม

แจ็ค เฟล็ทเชอร์ ดาวรุ่งผู้สานต่อสายเลือดปีศาจแดง
แจ็ค เฟล็ทเชอร์ เป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 และมีฝาแฝดชื่อ ไทเลอร์ เฟล็ทเชอร์ ที่อยู่ในอะคาเดมี่ของแมนยูเช่นกัน แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติสกอตแลนด์ชุดยู-19 แม้เจ้าตัวยังไม่เคยลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ แต่เคยมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองในหลายเกมเมื่อฤดูกาลก่อน และล่าสุดในเกมเสมอสเปอร์สก็ถูกเรียกติดทีมอีกครั้ง

สถิติการใส่ชื่อนักเตะจากอะคาเดมี่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการพัฒนาเยาวชนของสโมสร ซึ่งยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ และยังคงสืบทอดต่อไปภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม ที่ให้ความสำคัญกับการปลุกปั้นแข้งเลือดใหม่ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

แมนยู

 

จาก “เดอะหมุน” สู่ “เดอะแบก” อันโตนี่ ระเบิดฟอร์มเฉิดฉายในลาลีกากับเรอัล เบติส

อันโตนี่ ปีกชาวบราซิลที่เคยถูกล้อเลียนว่าเป็น “เดอะหมุน” ตอนอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งกับ เรอัล เบติส ในลาลีกา สเปน ฤดูกาลนี้เขากำลังโชว์ฟอร์มร้อนแรงสุดขีดด้วยผลงาน 6 ประตู 2 แอสซิสต์ จาก 10 นัดแรก และรวมแล้วกว่า 15 ประตู 7 แอสซิสต์ จาก 36 เกม นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเบติส แฟนบอลสเปนถึงกับยกให้เขาเป็น “เดอะแบก” คนใหม่ของสโมสร

อันโตนี่

สถิติการเล่นในฤดูกาลนี้กับต้นสังกัดใหม่อย่างเรอัล เบติส คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเขาจัดการซัดไปแล้วถึง 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงสนามเพียง 10 นัด ในทุกรายการ ซึ่งเป็นฟอร์มที่แตกต่างจากช่วงเวลาที่เขาอยู่กับ “ปีศาจแดง” อย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขที่น่าประทับใจนี้สะท้อนถึงบทบาทใหม่ที่เด่นชัดและผลผลิตที่ยอดเยี่ยมในพื้นที่ที่ให้อิสระแก่เขามากขึ้น

ฟอร์มสุดร้อนแรงนี้ต่อยอดมาจากสถิติรวมที่ทำไว้เมื่อฤดูกาลที่แล้วและช่วงเวลาที่ผ่านมากับทีมดังแห่งแคว้นอันดาลูเซีย ซึ่งรวมแล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำไปถึง 15 ประตู และ 7 แอสซิสต์ จาก 36 เกม นับเป็นผลงานที่สม่ำเสมอและมีความหมายต่อทีมอย่างมาก ซึ่งสถิติเหล่านี้ยืนยันได้ว่าอันโตนีคือนักเตะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะและความสามารถในการตัดสินเกม

ความแตกต่างของฉายาที่เขาได้รับทั้ง “เดอะหมุน” ที่สื่อถึงการใช้ทักษะแต่ขาดประสิทธิภาพในอังกฤษ และ “เดอะแบก” ที่ยกย่องบทบาทการเป็นผู้นำเกมรุกในสเปน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและแท็กติกที่มีต่อฟอร์มการเล่นของนักฟุตบอลอย่างชัดเจน การได้ลงเล่นในตำแหน่งที่เหมาะสมและได้รับความไว้วางใจให้เป็นแกนหลัก ทำให้เขากลับมาเป็นปีกตัวอันตรายอีกครั้ง

การกลับมาเฉิดฉายของอันโตนีในลาลีกา ไม่เพียงแต่ทำให้เรอัล เบติสแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงโลกฟุตบอลว่าเขายังคงเป็นผู้เล่นระดับสูงที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ หากถูกวางไว้ในระบบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสไตล์การเล่น ซึ่งแฟนบอลของเบติสคงหวังว่าฟอร์ม “เดอะแบก” นี้จะอยู่กับทีมไปอีกนานแสนนาน

อันโตนี่

ก็องเต้ คัมแบ็ก ! เดส์ชองส์ เรียกคืนทัพตราไก่ ลุยคัดบอลโลก 2026

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อดีตกองกลางเชลซี กลับมามีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป หลังห่างหายจากทัพ “ตราไก่” ไปนานกว่าหนึ่งปีเต็ม โดย ดีดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือใหญ่ มั่นใจว่ามิดฟิลด์ประสบการณ์สูงรายนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แดนกลางของทีมได้อย่างแน่นอน

คัมแบ็ก

ก็องเต้

ก็องเต้ วัย 34 ปี ปัจจุบันค้าแข้งกับ อัล อิตติฮัด สโมสรดังในลีกซาอุดีอาระเบีย และโชว์ฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวาในฤดูกาลนี้ เขาลงสนามให้ต้นสังกัดไปแล้ว 12 นัดรวมทุกรายการ ก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง หลังจากลงเล่นให้ฝรั่งเศสครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่เสมออิสราเอล 0-0 ซึ่งเจ้าตัวได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม

นอกจากก็องเต้แล้ว ยังมีนักเตะที่ค้าแข้งในซาอุดีอาระเบียอีกหนึ่งรายที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศสคือ เตโอ แอร์กน็องเดซ ของอัล ฮิลาล ขณะเดียวกัน ดีดิเยร์ เดส์ชองส์ ยังเรียก รายาน แชร์กี จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ร็องดาล โกโล่ มูอานี่ จากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กลับมาติดทีมอีกครั้ง หลังจากทั้งคู่หลุดโผไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทีมชุดนี้ยังขาดผู้เล่นคนสำคัญหลายรายจากอาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็น อุสมาน เดมเบเล่ เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์, ออเรเลียง ชูอาเมนี่, อาเดรียน ราบิโอต์ และ เดซิเร่ ดูเอ้ ซึ่งทั้งหมดต้องพักรักษาตัวต่อ ทำให้ เดส์ชองส์ ต้องปรับทัพและมอบโอกาสให้นักเตะหน้าใหม่ได้พิสูจน์ฝีเท้า

สำหรับสถานการณ์ในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2026 ทีมชาติฝรั่งเศสยังคงนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม D มีอยู่ 10 คะแนน นำหน้ายูเครนอยู่ 3 คะแนน โดยพวกเขาจะเปิดบ้านพบยูเครนในวันที่ 13 พฤศจิกายน ก่อนออกไปเยือนอาเซอร์ไบจานในอีกสามวันถัดมา หากคว้าชัยได้ต่อเนื่อง “ตราไก่” จะการันตีการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างไม่ยากเย็น

คัมแบ็ก

ก็องเต้

อาร์เน่อ ปัดจับ เวียร์ตซ์ เล่นปีกซ้ายถาวร ยันอยากให้โชว์ของได้หลายตำแหน่ง

อาร์เน่อ ชล็อต เฮดโค้ชชาวดัตช์ของ ลิเวอร์พูล ยืนยันว่าไม่มีแผนจะจับ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี ลงเล่นตำแหน่งปีกซ้ายแบบถาวร แม้นักเตะจะโชว์ฟอร์มสุดยอดในเกมที่ “หงส์แดง” เอาชนะ เรอัล มาดริด 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เวียร์ตซ์

เวียร์ตซ์ โชว์ฟอร์มเด่น เกมชนะมาดริด 1-0

ในเกมดังกล่าว เวียร์ตซ์ ถูกส่งลงเล่นทางฝั่งซ้ายของแนวรุก และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งการสร้างสรรค์โอกาสและการเชื่อมเกมรุก จนหลายฝ่ายคาดว่าเขาอาจได้รับโอกาสลงประจำการในตำแหน่งนี้อย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม ชล็อต ออกมายืนยันชัดเจนว่า ตนไม่มีแผนจำกัดการเล่นของ เวียร์ตซ์ ให้อยู่เพียงแค่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เพราะนักเตะมีศักยภาพสูงและสามารถปรับตัวเล่นได้หลายบทบาทในแนวรุก

ชล็อต ชี้ เวียร์ตซ์ เล่นได้หลายตำแหน่ง ไม่จำกัดอยู่แค่ปีกซ้าย

“ฟลอเรียน สามารถเล่นได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง เขาเคยเล่นทางฝั่งซ้ายมาเกือบตลอดตอนอยู่กับ เลเวอร์คูเซ่น ภายใต้การคุมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ในระบบ 3-4-3 และก่อนหน้านั้นก็เคยเล่นเป็นเพลย์เมกเกอร์ในระบบ 4-3-3”
ชล็อต กล่าว

“สิ่งสำคัญคือการให้เขาได้เล่นในพื้นที่ที่เขาถนัด ไม่ว่าจะเป็นหมายเลข 10, 11 หรือ 8 เราต้องการให้เขาอยู่ใกล้กรอบเขตโทษ เพื่อสร้างโอกาสและความอันตรายให้ทีม เหมือนที่เขาทำได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกเกมที่ผ่านมา”

ดาวรุ่งเยอรมันกับอนาคตในถิ่นแอนฟิลด์

เวียร์ตซ์ วัย 22 ปี ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลคาดหวังสูง ด้วยทักษะการครองบอล การจ่ายบอลเฉียบคม และการหาพื้นที่ในแนวรุกได้อย่างชาญฉลาด

ด้วยความสามารถรอบด้านของเขา ทำให้ อาร์เน่อ ชล็อต เชื่อว่า การเปิดโอกาสให้ เวียร์ตซ์ เล่นอย่างอิสระในหลายบทบาท จะช่วยดึงศักยภาพสูงสุดของแข้งรายนี้ออกมา และช่วยให้ทีมมีความยืดหยุ่นในเกมรุกมากขึ้น

เวียร์ตซ์

เด รอสซี่ คัมแบ็ก ! เจนัว ดึงอดีตโค้ชโรม่า นั่งแท่นกุนซือใหม่

สโมสร เจนัว ทีมดังแห่งศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ประกาศแต่งตั้ง ดานิเอเล่ เด รอสซี่ อดีตกุนซือของ โรม่า เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากตัดสินใจปลด ปาทริค วิเอร่า ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากผลงานย่ำแย่ในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล

คัมแบ็ก

ทีม “กริโฟเน่” เก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัดจาก 10 เกมแรกในลีก เก็บได้เพียง 6 คะแนน และรั้งอันดับ 18 ของตาราง ทำให้บอร์ดบริหารต้องเร่งเปลี่ยนแปลงเพื่อกอบกู้สถานการณ์ โดยมอบหมายให้ เด รอสซี่ เข้ามารับงานทันที หวังพาทีมหนีตกชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้

ในการแถลงอย่างเป็นทางการ เจนัว ระบุว่า “สโมสรขอประกาศแต่งตั้ง ดานิเอเล่ เด รอสซี่ เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชุดใหญ่ เขาได้พบกับนักเตะและเริ่มนำทีมลงซ้อมทันที” อย่างไรก็ตาม อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอิตาลีวัย 42 ปี จะยังไม่สามารถคุมทีมข้างสนามในเกมวันอาทิตย์นี้ ที่จะเปิดบ้านพบ ฟิออเรนติน่า ได้ เนื่องจากต้องชดใช้โทษแบนจากสมัยคุมทีมโรม่า

เด รอสซี่ เคยเริ่มต้นเส้นทางโค้ชกับสโมสร สปาล และเพิ่งว่างงานหลังถูก โรม่า ปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน 2024 โดยเกมสุดท้ายที่เขาคุมทีมคือการบุกเสมอ เจนัว 1-1 ก่อนถูกแบนจากการประท้วงผู้ตัดสิน ซึ่งโทษดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ในขณะนี้

ด้าน ฟิออเรนติน่า คู่แข่งในเกมถัดไป ก็กำลังเผชิญวิกฤติไม่แพ้กัน หลังปลด สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ออกจากตำแหน่งจากผลงานไม่ชนะตลอด 10 นัดแรกของฤดูกาล โดยมอบหมายให้ ดานิเอเล่ กัลล็อปป้า ทำหน้าที่คุมทีมชั่วคราวไปก่อน ขณะที่แฟนบอลต่างจับตาดูว่า เด รอสซี่ จะสามารถพาเจนัวกลับมาเก็บชัยชนะได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

คัมแบ็ก

เปิดสถิติระดับตำนาน! โรนัลโด้ 140 ประตูใน ยูฟ่า เอ็มบัปเป้-ฮาลันด์ จะถึงไหม ?

ในยุคปัจจุบันชื่อของ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ได้กลายเป็นสองดาวยิงที่ร้อนแรงที่สุดของวงการฟุตบอลโลก ทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นทายาทรุ่นใหม่ที่จะสืบทอดความยิ่งใหญ่ต่อจากสองตำนานอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยเฉพาะในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ถือเป็นเวทีวัดระดับความสุดยอดของกองหน้าตัวจริง

ยูฟ่า

โรนัลโด้

ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โรนัลโด้ คือเจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดของถ้วย “บิ๊กเอียร์” ด้วยจำนวน 140 ประตู จากการเล่นให้สามสโมสรใหญ่ ได้แก่ เรอัล มาดริด 106 ประตู, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 21 ประตู และ ยูเวนตุส 14 ประตู นอกจากนี้เขายังเคยคว้ารางวัลดาวซัลโว UCL มากถึง 7 ฤดูกาล ซึ่งเป็นสถิติที่ยากจะมีใครเทียบได้

ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ ตามมาเป็นอันดับสองจากผลงาน 129 ประตู ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่ค้าแข้งกับบาร์เซโลน่า นับเป็นคู่แข่งคนสำคัญของโรนัลโด้ที่ผลัดกันสร้างประวัติศาสตร์ในยุคทองของฟุตบอลสโมสรยุโรปอย่างแท้จริง

ในอีกฟากหนึ่งของยุคใหม่ เอ็มบัปเป้ และ ฮาลันด์ กำลังไล่ล่าความสำเร็จในรายการนี้อย่างเต็มตัว เอ็มบัปเป้ ยิงในถ้วย UCL ไปแล้วกว่า 45 ประตู ขณะที่ ฮาลันด์ ยิงได้มากกว่า 40 ประตู แม้อายุยังไม่ถึง 26 ปี ทั้งคู่มีอัตราการทำประตูต่อเกมที่สูงมาก ซึ่งหากรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้ต่อเนื่อง โอกาสทำลายสถิติของโรนัลโด้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด UCL ยังอีกยาวไกล ทั้งสองต้องอาศัยทั้งความฟิต ความต่อเนื่อง และความสำเร็จของต้นสังกัดร่วมด้วย แต่ด้วยศักยภาพและอายุที่ยังน้อย ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นชื่อของ เอ็มบัปเป้ หรือ ฮาลันด์ ขึ้นแท่นเป็น “ราชาคนใหม่แห่งแชมเปี้ยนส์ ลีก” ก็เป็นได้

ยูฟ่า

โรนัลโด้

เป๊ป เตรียมคุมทีมครบ 1,000 นัด ในศึกชี้ชะตา แมนฯซิตี้ ปะทะ ลิเวอร์พูล

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือคนเก่งชาวสเปนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการฟุตบอล เมื่อเขาจะคุมทีมลงสนามเป็นนัดที่ 1,000 ในอาชีพผู้จัดการทีม ในเกมพรีเมียร์ลีกสุดมันส์ ที่ “เรือใบสีฟ้า” จะเปิดสนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของยอดโค้ชวัย 54 ปีที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับทุกสโมสรที่เขาเคยคุมทีม

เป๊ป

เส้นทางการคุมทีมของ กวาร์ดิโอล่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อน กับ บาร์เซโลน่า ชุดบี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า พร้อมพาทีมประสบความสำเร็จมากมายทั้งในประเทศและยุโรป จากนั้นเขาย้ายไปสร้างผลงานต่อกับ บาเยิร์น มิวนิค ในบุนเดสลีกา เยอรมัน และปัจจุบันเป็นแม่ทัพใหญ่ของ แมนฯ ซิตี้ มานานถึง 10 ปีเต็ม

จนถึงตอนนี้ เป๊ป ลงคุมทีมไปแล้ว 999 นัด โดยแบ่งเป็น บาร์เซโลน่า บี 42 นัด, บาร์เซโลน่า 247 นัด, บาเยิร์น มิวนิค 161 นัด และ แมนฯ ซิตี้ 549 นัด ทำสถิติชนะรวมถึง 715 นัด หรือคิดเป็นอัตราชนะสูงถึง 71.57% ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในอัตราความสำเร็จที่สูงที่สุดในโลกของผู้จัดการทีมระดับสโมสรยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ หากนับเฉพาะยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กวาร์ดิโอล่า จะกลายเป็น ผู้จัดการทีมคนที่ 39 ที่คุมทีมครบ 1,000 นัด โดยมีชื่อร่วมกับตำนานกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, ไบรอัน คลัฟ, เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้, โชเซ่ มูรินโญ่, เจอร์เก้น คล็อปป์ และ เดวิด มอยส์ ซึ่งต่างเป็นบุคคลที่ฝากผลงานระดับโลกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนัง

เป๊ป กล่าวเปิดใจก่อนเกมสำคัญว่า “การคุมทีมครบ 1,000 นัดเป็นสิ่งที่พิเศษมาก ตอนเริ่มต้นกับบาร์เซโลน่า บี ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมแค่ตั้งใจทำงาน เล่นฟุตบอลอย่างถูกทาง และรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น” พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จตลอด 18 ปี ทั้งเพื่อนร่วมงาน นักเตะ แฟนบอล และครอบครัวที่คอยสนับสนุนเขาโดยไม่มีเงื่อนไข

เป๊ป

โรนัลโด้ เปิดใจสุดเศร้า! เห็น แมนยู ยังไร้รากฐานหลังยุค “เซอร์ อเล็กซ์”

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุกีส ออกมาเปิดใจถึงความรู้สึกต่ออดีตต้นสังกัดอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยยอมรับว่ารู้สึก “เสียใจและเจ็บปวด” ที่เห็นสโมสรยังขาดรากฐานและโครงสร้างที่ชัดเจน แม้จะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลก็ตาม

แมนยู

โรนัลโด้

ตั้งแต่ปี 2013 ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาตำแหน่งกุนซือ “ปีศาจแดง” ก็ยังไม่สามารถกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกเลย หลายฤดูกาลหลังผลงานของทีมตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงล่าสุดที่เคยหล่นไปอยู่อันดับ 15 ของตาราง สร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอลทั่วโลก

โรนัลโด้เปิดใจกับพิธีกรชื่อดัง เพียร์ส มอร์แกน ว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่สำคัญมากในชีวิตผม แต่ตอนนี้พวกเขายังขาดโครงสร้างและการวางรากฐานที่ดี เหมือนในยุคที่มีคนเก่งอย่าง นิคกี้ บัตต์, ไมเคิ่ล คาร์ริค, รอย คีน และ เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งเคยเติบโตจากระบบอันแข็งแกร่งของทีม”

เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมเจ็บปวดที่เห็นทีมเป็นแบบนี้ เพราะผมเคยได้แชมป์มากมายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และผมจะไม่มีวันลืมสโมสรนี้ มันยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ” ปัจจุบันเขาค้าแข้งอยู่กับ อัล นาสเซอร์ ทีมดังจากซาอุดีอาระเบีย

คำพูดของโรนัลโด้สะท้อนถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อสโมสรเก่าของเขา แม้เวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษ แต่แฟนบอลทั่วโลกยังคงหวังว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะสามารถกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งในอนาคต

แมนยู

โรนัลโด้

อาร์เซน่อล ฟอร์มโหด! บุกอัด สลาเวีย ปราก 3-0 ชนะ 4 นัดรวดใน UCL

อาร์เซน่อล ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง หลังบุกไปเอาชนะ สลาเวีย ปราก ยอดทีมจากสาธารณรัฐเช็ก 3-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส นัดที่ 4 เมื่อคืนวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เก็บชัยชนะ 4 นัดรวด พร้อมทำสถิติ “คลีนชีต 8 นัดติดต่อกัน” ในทุกรายการ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

อาร์เซน่อล

ครึ่งแรก: ซาก้า ยิงจุดโทษพาอาร์เซน่อลนำก่อน
เริ่มเกมที่สนาม ฟอร์ทูน่า อารีน่า เจ้าถิ่นสลาเวีย ปราก เปิดเกมบุกใส่ตั้งแต่ต้น แต่ “ปืนใหญ่” ค่อย ๆ ตั้งเกมได้และเริ่มกดดันอย่างต่อเนื่อง

นาทีที่ 19 บูคาโย่ ซาก้า ได้โอกาสตัดเข้ากลางแล้วยิงด้วยซ้าย แต่ยังไม่ผ่านมือ มาร์โควิช นายด่านเจ้าบ้าน ก่อนที่นาที 30 VAR จะเข้ามาตรวจสอบจังหวะแฮนด์บอลของ ลูคัส โพรว็อด กัปตันทีมสลาเวีย ปราก และผู้ตัดสินชี้ให้เป็นจุดโทษ

ซาก้า รับหน้าที่ยิงไม่พลาด พา อาร์เซน่อล ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 32 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลัง: เมริโน่ เหมาสองพา “ปืนใหญ่” ปิดเกม

ครึ่งหลังเริ่มมาเพียงนาทีเดียว อาร์เซน่อลหนีห่าง 2-0 จากจังหวะที่ เลอันโดร ทรอสซาร์ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายให้ มิเกล เมริโน่ แปเข้าเสาแรกอย่างเด็ดขาด

นาทีที่ 68 ทีมเยือนมาได้ประตูปิดกล่อง 3-0 จากจังหวะบอลยาวของ เดแคลน ไรซ์ ให้เมริโน่ขึ้นโหม่งข้ามตัวผู้รักษาประตูเข้าไป เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 87 สลาเวีย ปราก ได้จุดโทษจากจังหวะปะทะในเขตโทษ แต่ VAR ชี้ว่า เบน ไวท์ สกัดโดนบอลก่อน ทำให้ผู้ตัดสินยกเลิกการให้จุดโทษ

สรุปผลการแข่งขัน: ปืนใหญ่ฟอร์มแรงจ่าฝูงชั่วคราว
จบเกม อาร์เซน่อล บุกถล่ม สลาเวีย ปราก 3-0 เก็บเพิ่มอีก 3 คะแนน รวมเป็น 12 แต้มเต็มจาก 4 นัด ขึ้นนำจ่าฝูงของกลุ่มชั่วคราว พร้อมสร้างสถิติสุดโหด ไม่เสียประตู 8 นัดติดรวมทุกรายการ

แฟนบอล “เดอะ กันเนอร์ส” ต่างยิ้มออกเมื่อเห็นทีมรักโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอทั้งในลีกและยุโรป ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ที่กำลังพาอาร์เซน่อลลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฤดูกาลนี้

อาร์เซน่อล

 

“แม็ค อัลลิสเตอร์” โขกนำชัย! ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์เฉือน มาดริด 1-0 ศึกแชมเปี้ยนส์ลีก

อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาของ ลิเวอร์พูล กลายเป็นฮีโร่ในค่ำคืนแห่งความทรงจำ หลังโหม่งทำประตูชัยพาทีมเปิดสนามแอนฟิลด์เฉือนเอาชนะ เรอัล มาดริด 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีก เฟส เมื่อคืนวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมช่วยให้ “หงส์แดง” เก็บสามแต้มสำคัญต่อหน้าแฟนบอลในบ้าน

ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับมาโชว์ฟอร์มดุดันอีกครั้ง โดยเปิดเกมรุกเข้าใส่ทีมเยือนตั้งแต่ต้น แต่ต้องชม ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารของ เรอัล มาดริด ที่โชว์ฟอร์มเหนียวแน่น เซฟลูกยิงสำคัญได้ถึง 8 ครั้ง ทำให้สกอร์ยังคงเสมอกันจนถึงช่วงต้นครึ่งหลัง

กระทั่งนาทีที่ 61 “เดอะ เร้ดส์” มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะฟรีคิกทางฝั่งขวา โดมินิค โซโบซไล เปิดบอลโค้งอย่างแม่นยำเข้าเขตโทษ และเป็น แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่สอดขึ้นมาโหม่งบอลผ่านมือ กูร์กตัวส์ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม กลายเป็นประตูเดียวของเกมและพาทีมคว้าชัยเหนือคู่ปรับจากสเปนได้สำเร็จ

หลังจบเกม แม็ค อัลลิสเตอร์ กล่าวอย่างปลื้มใจว่า “มันเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมกับทีมชั้นนำอย่างเรอัล มาดริด ชัยชนะนี้สำคัญต่อความมั่นใจของเรา และผมต้องขอบคุณ โดมินิค สำหรับการเปิดบอลที่ยอดเยี่ยม มันง่ายสำหรับผมแค่ต้องโหม่งให้เข้าเท่านั้น” เจ้าตัวยังย้ำว่า ลิเวอร์พูล ต้องรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นนี้ต่อไปในเกมถัดไป

ชัยชนะครั้งนี้ส่งให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำกลุ่มในรอบลีกเฟสของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของทีมในถิ่นแอนฟิลด์ แม้จะมีโอกาสได้ประตูเพิ่ม แต่ฟอร์มเหนียวของ กูร์กตัวส์ ทำให้เกมจบด้วยสกอร์ 1-0 ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอล “เดอะ ค็อป” ที่ได้เห็นทีมรักคว้าชัยเหนือราชันชุดขาวได้อีกครั้ง

ลิเวอร์พูล

1 73 74 75 76 77 83