คอนเต้เครียด! เดอบรอยน์ เจ็บหนัก ส่อปิดเทอมยาวถึงปี 2026

นาโปลี ยืนยันข่าวร้ายอย่างเป็นทางการว่า เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางตัวเก๋าคนสำคัญของทีม ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขาอย่างรุนแรง จากเกมล่าสุดกับอินเตอร์ มิลาน โดยคาดการณ์ว่าเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียมรายนี้จะต้องพักรักษาตัวและฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งนับเป็นข่าวที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับแชมป์เซเรีย อา

เดอบรอยน์

อาการบาดเจ็บของเดอ บรอยน์ เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แม้เจ้าตัวจะสามารถยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำได้ แต่ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 37 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ชัดเจน หลังจากการตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลปิเนต้า กรานเด้ สโมสรได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ และระบุว่านักเตะได้เริ่มกระบวนการฟื้นฟูร่างกายแล้ว

การขาดหายไปของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม นาโปลี แบบไร้ค่าตัวเมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทันที โดยลงเล่นไปแล้ว 11 นัด ทำ 4 ประตู 2 แอสซิสต์ จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแผนการทำทีมของกุนซืออันโตนิโอ คอนเต้ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลุ้นตำแหน่งจ่าฝูงของกัลโช่ เซเรีย อา และการแข่งขันในเวทียุโรป

สื่อชั้นนำหลายสำนักต่างประเมินว่า ดาวเตะวัย 34 ปี อาจจะต้องพลาดการลงสนามไปจนกระทั่งจบปีนี้ หรืออาจยาวนานถึงช่วงต้นปี 2026 ทำให้แฟนบอล นาโปลี และทีมงานต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในการปรับทัพและค้นหานักเตะที่จะเข้ามาทดแทนการสร้างสรรค์เกมจากแนวรุกคนสำคัญรายนี้ เพื่อให้ทีมยังคงรักษามาตรฐานและเส้นทางการลุ้นแชมป์ไว้ได้

นี่คือสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับยอดทีมแห่งเนเปิลส์ และแฟนบอลทุกคนต่างส่งกำลังใจให้ เควิน เดอ บรอยน์ สามารถฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อรุนแรงนี้ได้อย่างรวดเร็วและกลับมาเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางให้กับ นาโปลี อีกครั้ง เพื่อเป้าหมายในการประสบความสำเร็จของสโมสรในฤดูกาลนี้

เดอบรอยน์

 

เดอ ยอง เดือด! จวกแข้ง มาดริด รุม ยามาล หลังเอล กลาซิโก้จบเกม

เฟรนกี้ เดอ ยอง กองกลางคนสำคัญของ บาร์เซโลนา ออกมาแสดงความคิดเห็นหลังเกม เอล กลาซิโก้ ที่ต้นสังกัดของเขาพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 1-2 เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเตะ “ราชันชุดขาว” ที่เข้าไปต่อว่า ลามีน ยามาล ดาวรุ่งวัย 17 ปีของบาร์ซา หลังจบเกมเดือดที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว

มาดริด

เกมนี้ มาดริด เป็นฝ่ายคว้าชัยจากประตูของ คิลียัน เอ็มบัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม ขณะที่ดราม่านอกสนามก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน หลัง ยามาล ให้สัมภาษณ์ผ่านช่อง Twitch ก่อนเกมว่า “เรอัล มาดริด ชอบขโมยและเอาแต่บ่นร้องเรียน” คำพูดดังกล่าวสร้างแรงปะทุจนกลายเป็นประเด็นเดือดหลังจบการแข่งขัน

เหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นหลังสิ้นเสียงนกหวีด เมื่อผู้เล่นหลายรายของมาดริดเข้าไปมีปากเสียงกับ ยามาล โดยเฉพาะ ดานี การ์บาฆาล ที่ตรงเข้าไปต่อว่ารุ่นน้องร่วมทีมชาติสเปน และ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เข้ามาร่วมโต้เถียงด้วย โชคยังดีที่ ราฟินญา ปีกเพื่อนร่วมทีมบาร์เซโลนา เข้ามาห้ามเหตุการณ์ไว้ได้ทัน ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

เดอ ยอง กล่าวหลังเกมว่า “ผมอยู่ที่ม้านั่งสำรองและเห็นนักเตะหลายคนของมาดริดพากันพุ่งเข้าใส่ลามีน มันดูเกินไปหน่อย ถ้าพวกเขาอยากพูดคุยกับเขาจริง ๆ โทรหาหรือส่งข้อความไปก็ได้ เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องในสนามแบบนี้”

มิดฟิลด์ชาวดัตช์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า บาร์เซโลนายังมีจุดที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย ขณะที่เรอัล มาดริด มีความอันตรายในเกมรุกจากแนวรุกคุณภาพสูงอย่าง เอ็มบัปเป้ และ เบลลิงแฮม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะในเอล กลาซิโก้ ครั้งนี้ได้

มาดริด

รูนีย์ จวกแรง! ฟานไดค์ซาลาห์ ภาษากายเปลี่ยน ทำ ลิเวอร์พูล ฟอร์มรูด

เวย์น รูนีย์ ตำนานกองหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันของสโมสรลิเวอร์พูล หลังทีมดังจากเมอร์ซีย์ไซด์โชว์ฟอร์มไม่สม่ำเสมอในช่วงหลัง โดยรูนีย์ชี้ว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สองซูเปอร์สตาร์ของทีม แสดง “ภาษากายที่น่าเป็นห่วง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในทีมที่ต้องเร่งแก้ไข

ฟานไดค์

รูนีย์กล่าวว่า “ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ลิเวอร์พูลถูกเล่นงานเร็วและหนักมากจนตอนนี้กำลังดิ้นรนหาทางออก นี่คือเวลาที่ผู้จัดการทีมและบรรดาผู้นำในทีมต้องหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด” คำพูดนี้ชี้ให้เห็นว่าตำนานปีศาจแดงมองว่าทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กำลังเผชิญวิกฤตความมั่นใจอย่างชัดเจน

อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษยังเสริมว่า แม้ฟาน ไดค์ และ ซาลาห์ จะเพิ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในสนามได้อย่างเต็มที่ในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อฟอร์มโดยรวมของทีม

รูนีย์ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ภาษากายมันบอกอะไรได้เยอะ และสิ่งที่เราเห็นคือภาษากายของทั้งคู่ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาคือสองนักเตะที่สำคัญที่สุดในทีม และถ้าภาษากายของพวกเขาไม่ถูกต้อง มันก็ส่งผลต่อทุกคนที่เหลือในทีมด้วย” ซึ่งเป็นคำเตือนที่สะท้อนถึงบทบาทความเป็นผู้นำที่ลิเวอร์พูลต้องการในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

สำหรับลิเวอร์พูล เวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญในการเรียกความมั่นใจกลับมา หาก ฟาน ไดค์ และ ซาลาห์ สามารถแสดงความเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้กลับมาสู่ฟอร์มที่แฟนบอลคาดหวัง และช่วยให้ทีมกลับมาอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อีกครั้งในฤดูกาลนี้

ฟานไดค์

 

หงส์แดง ฟอร์มร่วง! เกิดอะไรขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ทำไมถึงแพ้รวดและหล่นอันดับเร็ว

ลิเวอร์พูล กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อสถิติชี้ชัดว่าพวกเขา แพ้ในพรีเมียร์ลีก 4 นัดติดต่อกัน และ แพ้ถึง 5 จาก 6 นัดหลังสุดในทุกรายการ ส่งผลให้ตำแหน่งจ่าฝูงที่เคยยึดครองในเดือนก่อน ต้องหล่นฮวบมาอยู่ที่อันดับ 6 นี่คือ วิกฤตศรัทธา ครั้งใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่อ ชล็อต ที่ต้องรับมือกับความกดดันอย่างหนัก

หงส์แดง

สาเหตุหลักที่ทำให้ หงส์แดง ฟอร์มตก อย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ต่างชี้ตรงกันว่ามันคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าแค่ฟอร์มตกชั่วคราว ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ เกมรับที่ขาดวินัยและสมดุล โดยเฉพาะการรับมือกับลูกตั้งเตะและลูกครอสจากด้านข้าง ซึ่งคู่แข่งเริ่มจับทางและใช้เป็นอาวุธสำคัญในการทำลายเกมของลิเวอร์พูล รวมถึงความผิดพลาดในการตัดสินใจเพรสซิ่งที่ไม่เป็นเอกภาพเหมือนยุคก่อน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นแกนหลักและการมาถึงของนักเตะค่าตัวสูงยังไม่สามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัว ชล็อตเองยังดูเหมือนจะ ยังหาตัวจริง 11 คนที่ลงตัวไม่ได้ บางครั้งก็พยายามใช้ระบบใหม่มากเกินไปจนทำให้ ระบบทีมเสียสมดุล ขณะที่ผู้เล่นตัวหลักอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็อยู่ในช่วงฟอร์มฝืด ไม่สามารถทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกขั้น

อย่างไรก็ตาม ความหวังสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปอยู่ในถ้วยเล็ก คาราบาวคัพ ที่ทีมมีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ เกมนี้ไม่ใช่แค่การเข้ารอบ แต่เป็นโอกาสที่ ลิเวอร์พูล ต้องใช้เพื่อ เรียกความมั่นใจ และ ชัยชนะ กลับคืนสู่ทีมให้ได้ เพราะชัยชนะจะเป็นตัวจุดประกายสำคัญในการพลิกสถานการณ์กลับมาลุ้นพื้นที่ Top 4 ให้ได้อีกครั้ง

อาร์เน่อ ชล็อต จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเกมรับอย่างเร่งด่วนที่สุด และหาสมดุลที่ถูกต้องให้กับทีมโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความผิดหวังในลีกจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงฟุตบอลถ้วยและรายการยุโรป เพราะแฟนบอลต้องการเห็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่ชัดเจนจากทีมรักในการกู้วิกฤตครั้งนี้ เพื่อยืนยันว่า ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งและมีลุ้นประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

หงส์แดง

อโมริม พาผีติดลมบน! แมนยู ถล่ม ไบรท์ตัน 4-2 คุนญ่ายิงเปิดซิงในโอลด์ แทรฟฟอร์ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงในศึกพรีเมียร์ลีก หลังเปิดสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดเอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 4-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเกมนี้ มาเตอุส คุนญ่า ทำประตูแรกให้กับทีมได้สำเร็จ พร้อมกับนำทัพ “ปีศาจแดง” ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม คว้าชัยในลีกสามนัดรวดเป็นครั้งแรกของฤดูกาล

แมนยู

ในเกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ลงสนามครบ 300 นัดให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดพอดี ขณะที่อโมริมมีการปรับทัพเพียงสองตำแหน่งจากเกมแดงเดือดนัดก่อน โดยส่ง เลนี่ โยโร่ ลงแทน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่บาดเจ็บ และให้ เบนยามิน เชชโก้ กลับมาออกสตาร์ตแทน เมสัน เมาท์ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่วนทีมเยือนไบรท์ตันภายใต้การคุมของ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ปรับเพียงตำแหน่งเดียว พร้อมได้ แดนนี่ เวลเบ็ค อดีตเด็กผีลงล่าตาข่ายทีมเก่า

ครึ่งแรกเจ้าถิ่นออกนำก่อน 2-0 จากลูกยิงของ คุนญ่า ในนาทีที่ 24 และ กาเซมีโร่ ในนาทีที่ 34 แม้จะครองบอลน้อยกว่าแต่จังหวะจบสกอร์เฉียบคมกว่าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนกลับเข้าสู่ครึ่งหลังที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังบุกต่อเนื่อง และได้เพิ่มอีกประตูจาก ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ในนาทีที่ 61 พาทีมหนีห่างเป็น 3-0

อย่างไรก็ตาม ไบรท์ตันไม่ยอมง่าย ๆ เมื่อ แดนนี่ เวลเบ็ค ยิงฟรีคิกสุดสวยตีไข่แตกในนาทีที่ 74 และทีมเยือนมาได้อีกหนึ่งลูกช่วงทดเวลาไล่มา 3-2 ก่อนที่ เอ็มเบอโม่ จะยิงปิดกล่องในนาที 90+3 ให้ปีศาจแดงคว้าชัย 4-2 พร้อมรักษาสถิติไม่แพ้ในบ้านทุกครั้งที่นำก่อนในครึ่งแรกติดต่อกันถึง 327 นัด (ชนะ 302 เสมอ 25)

ชัยชนะนัดนี้นอกจากจะเป็นการปลดล็อกประตูแรกของ คุนญ่า แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบการเล่นในยุคของ รูเบน อโมริม ที่เริ่มลงตัวทั้งเกมรุกและเกมรับ ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บเก้าแต้มเต็มจากสามเกมหลังสุด พร้อมขยับอันดับบนตารางพรีเมียร์ลีกและสร้างความมั่นใจให้แฟนบอลในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล

แมนยู

 

แมวดำพลิกนรก! ซันเดอร์แลนด์ ยิงทดเจ็บดับ เชลซี 2-1 ขึ้นรองฝูงพรีเมียร์ลีก

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ “สิงห์บลูส์” เชลซี เปิดบ้านรับการมาเยือนของ “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ เกมนี้เต็มไปด้วยความเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรก ก่อนที่ทีมเยือนจะสร้างปาฏิหาริย์ในช่วงทดเวลา คว้าชัยไปได้แบบสุดมันส์ 2-1 พร้อมขยับขึ้นรั้งรองจ่าฝูงของตารางชั่วคราว

ซันเดอร์แลนด์

เริ่มเกมได้เพียง 4 นาที แฟนบอลเจ้าถิ่นได้เฮก่อนจากจังหวะที่ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ วางบอลยาวให้ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ลากทะลุเข้าเขตโทษ ก่อนยิงลอดขา โรบิน รูฟส์ นายทวารซันเดอร์แลนด์ เข้าประตูไปอย่างเฉียบคม เชลซีออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว และยังคงบุกกดดันต่อเนื่องในช่วงต้นครึ่งแรก

แต่ซันเดอร์แลนด์ไม่ยอมแพ้ นาทีที่ 22 จากจังหวะชุลมุนในกรอบเขตโทษ บอลมาเข้าทาง วิลสัน อิซิดอร์ ซัดระยะเผาขนเข้าไปตุงตาข่ายให้ทีมเยือนตีเสมอเป็น 1-1 ส่งผลให้เกมกลับมาสนุกสูสีอีกครั้ง โดยทั้งสองทีมต่างผลัดกันรุกและรับอย่างดุเดือดตลอดครึ่งแรก

ครึ่งหลัง เชลซียังพยายามเปิดเกมรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากฝั่งซ้ายของการ์นาโช่ นาทีที่ 57 เจ้าตัวลากตัดเข้าในก่อนปั่นด้วยขวา บอลพุ่งเฉียดคานไปนิดเดียว พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย ขณะที่ซันเดอร์แลนด์อาศัยจังหวะสวนกลับคอยเล่นงานแนวรับของเจ้าบ้านเป็นระยะ

กระทั่งช่วงทดเวลา นาทีที่ 90+3 ซันเดอร์แลนด์สร้างความช็อกให้แฟนเจ้าถิ่น เมื่อ เชมส์ดีน ตัลบี้ ได้บอลหน้าเขตโทษก่อนซัดเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูชัยให้ทีมเยือนเฉือนชนะ 2-1 เก็บสามแต้มสุดล้ำค่า ทำให้ “แมวดำ” ขยับแซง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นรั้งรองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกชั่วคราว ตามหลังจ่าฝูงเพียง 2 คะแนน ส่วน “สิงห์บลูส์” ยังต้องเร่งฟื้นฟูฟอร์มในเกมต่อไป

ซันเดอร์แลนด์

 

เอล กลาซีโก 2025/26 แรชฟอร์ด เชื่อบาร์ซ่ามีดีพอเอาชนะราชัน

มาร์คัส แรชฟอร์ด มั่นใจ บาร์เซโลน่า พร้อมบุกซานติอาโก เบร์นาเบว คว้าชัยเหนือ เรอัล มาดริด
ดาวยิงสัญญายืมตัวของ บาร์เซโลน่า แสดงความมั่นใจว่า ทีมของเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะบุกไปเอาชนะ เรอัล มาดริด ในศึก เอล กลาซีโก นัดสำคัญที่จะจัดขึ้นที่ ซานติอาโก เบร์นาเบว วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมนี้

แรชฟอร์ด

การแข่งขันใน ลา ลีกา 2025/26 นัดนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกของฤดูกาล โดยปัจจุบัน บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 2 ของตารางคะแนน มี 22 แต้มจากการลงแข่ง 9 นัด ตามหลัง เรอัล มาดริด จ่าฝูงเพียง 2 แต้ม ทำให้เกมนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการลุ้นแชมป์ลีก

แรชฟอร์ดกล่าวกับ ESPN ว่า “เรอัล มาดริด เป็นทีมที่แข็งแกร่ง และมีโค้ชอย่าง ชาบี อลอนโซ่ ที่เก่งมากๆ พวกเขากำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย มันจะเป็นเกมที่ยากแน่ๆ และน่าตื่นเต้นสุดๆ” เขายังเสริมว่า ทีมบาร์เซโลน่าพร้อมรับมือความท้าทายและมุ่งมั่นคว้าชัย

ฤดูกาลที่ผ่านมา บาร์เซโลน่าและเรอัล มาดริด พบกันทั้งหมด 4 นัดรวมทุกรายการ ผลปรากฏว่า บาร์เซโลน่า ชนะทั้ง 4 นัด ยิงรวม 16 ประตู และเสียเพียง 7 ประตู แสดงให้เห็นว่าแม้เจอคู่ปรับตลอดกาล ทีมของแรชฟอร์ดก็มีศักยภาพในการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม

เกม เอล กลาซีโก 2025/26 นี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแฟนบอลทั่วโลก ว่าบาร์เซโลน่าจะสามารถต่อยอดฟอร์มเก่งและเก็บสามแต้มสำคัญได้หรือไม่ แฟนบอลและนักวิเคราะห์หลายคนต่างรอลุ้นชมผลงานของมาร์คัส แรชฟอร์ด และนักเตะบาร์เซโลน่าทุกฝีเท้า

แรชฟอร์ด

 

เสือใต้เล็งสอย เกฮี เสริมแกร่งแนวรับฤดูกาลหน้า หลังโชว์ฟอร์มเด่นพรีเมียร์ลีก

มีรายงานจาก Sky Sport Germany เปิดเผยว่า เอเย่นต์ของ มาร์ค เกฮี ปราการหลังตัวเก่งของสโมสร คริสตัล พาเลซ ได้เดินทางไปพบกับผู้บริหารของ บาเยิร์น มิวนิค เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการย้ายทีมในช่วง ตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้

เกฮี

เกฮี วัย 24 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และกลายเป็นหนึ่งในแนวรับที่ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรชั้นนำของยุโรป โดยเฉพาะบาเยิร์น มิวนิค ที่กำลังมองหากำลังเสริมในแนวรับ หลังจากมีปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายรายในฤดูกาลที่ผ่านมา

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า การพูดคุยเบื้องต้นเป็นไปในเชิงบวก แม้ยังไม่มีการยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่ “เสือใต้” ยังคงติดตามสถานการณ์ของกองหลังทีมชาติอังกฤษรายนี้อย่างใกล้ชิด

สำหรับ มาร์ค เกฮี ลงเล่นให้คริสตัล พาเลซ ไปแล้วกว่า 100 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาจากเชลซีในปี 2021 และกลายเป็นกำลังหลักทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอังกฤษ โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับหลายทีมยักษ์ใหญ่ ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล เช่นกัน

การพบปะระหว่างเอเย่นต์ของมาร์ค เกฮี กับผู้บริหารบาเยิร์น มิวนิค อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ หากการเจรจาเดินหน้าไปได้ด้วยดี เราอาจได้เห็นกองหลังชาวอังกฤษรายนี้ย้ายไปค้าแข้งในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เป็นครั้งแรก

เกฮี

 

 

ซาลาห์ ฟอร์มดร็อปไม่ใช่ปัญหา! ชล็อต ย้ำทุกอย่างยังอยู่ในแผนของลิเวอร์พูล

อาร์เนอ ชล็อต ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า เขาไม่ได้รู้สึกกังวลกับฟอร์มการเล่นของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวเก่งทีมชาติอียิปต์ แม้นักเตะจะยังไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวังในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะในเกมสำคัญอย่าง “แดงเดือด” ที่พ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2 ซึ่งเจ้าตัวพลาดโอกาสทองหลายครั้ง

ตลอดช่วงเปิดฤดูกาล 2025/26 ซาลาห์ ทำไปเพียง 2 ประตู และ 2 แอสซิสต์ในศึก พรีเมียร์ลีก แตกต่างจากซีซั่นก่อนที่เขามีส่วนร่วมกับประตูมากถึง 57 ลูก ทั้งยิงและจ่าย รวมถึงในเกมยุโรปที่บุกชนะ ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต ก็มีจังหวะที่เจ้าตัวถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังเลือกยิงเองแทนที่จะจ่ายให้ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่ยืนโล่งหน้าประตู

ชล็อต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “สิ่งสุดท้ายที่ผมจะกังวลคือเรื่องการทำประตูของโม เพราะตลอดอาชีพของเขา เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นคนที่ยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ผมมั่นใจว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนข้างหน้า เขาจะกลับมาช่วยทีมได้ตามมาตรฐานเดิมของเขาแน่นอน”

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ ซาลาห์ พลาดโอกาสจบสกอร์บ่อยครั้ง กุนซือชาวดัตช์ยอมรับว่าอาจมีหลายปัจจัยที่ส่งผล ทั้งเรื่องความเฉียบคมในจังหวะสุดท้ายหรือสภาพจิตใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก “บางครั้งการยิงประตูอาจง่ายกว่าตอนที่ทีมขึ้นนำ มากกว่าตอนที่เรากำลังตามหลัง และแน่นอนว่าโมเองก็เป็นมนุษย์ เขาย่อมมีช่วงที่ฟอร์มไม่ดีเหมือนทุกคน”

นอกจากนี้ ชล็อต ยังกล่าวถึงประเด็นที่การอำลาทีมของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อาจส่งผลต่อฟอร์มของซาลาห์ โดยเฉพาะเรื่องการยืนตำแหน่งและจังหวะการเล่นทางฝั่งขวา “ช่วงเวลาที่ผ่านมา โม เล่นกับเทรนต์มาโดยตลอด พวกเขาเข้าใจกันดี การเปลี่ยนแปลงภายในทีมช่วงซัมเมอร์ทำให้ต้องปรับจูนใหม่ทั้งหมด นั่นคือเรื่องปกติ และโมเองก็ต้องใช้เวลาเหมือนคนอื่นๆ เพราะสุดท้ายเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน”

ซาลาห์

 

ไม่ต้องปรับตัว! ดิอาซ ยิง-จ่ายกระจาย พาบาเยิร์นขึ้นจ่าฝูงบุนเดสลีกา

การย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะที่ผ่านมาของ หลุยส์ ดิอาซ มาสู่ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมทัพธรรมดา แต่คือการจุดชนวนปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการฟุตบอลเยอรมัน ด้วยการเริ่มต้นที่เหนือจินตนาการ ปีกชาวโคลอมเบียรายนี้ใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่สุดของทีม ด้วยสถิติสุดโหด: 12 เกม (รวมทุกรายการ) ยิงไป 7 ประตู และทำอีก 4 แอสซิสต์! ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันชัดเจนว่า นี่คือ การเริ่มต้นฤดูกาลกับสโมสรใหม่ที่ร้อนแรงที่สุด แห่งยุคของ “เสือใต้”

ดิอาซ

การปรับตัวที่รวดเร็วและคุณสมบัติเด่น

สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลและผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดคือความสามารถในการ ไม่ต้องปรับตัว ไม่ต้องใช้เวลา เลยแม้แต่วินาทีเดียว ดิอาซ ลงสนามก็พร้อมปล่อยของทันที คุณสมบัติเด่นของเขาคือ:

  1. การเลี้ยงบอลที่ทะลุทะลวง : ดิอาซเป็นปีกที่กล้าเล่น กล้าเลี้ยง และเอาชนะคู่แข่งในสถานการณ์ตัวต่อตัวได้บ่อยครั้ง ทำให้เขาสามารถ ปั่นป่วนแนวรับ ของคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่บาเยิร์นต้องการอย่างยิ่งในการเจาะทีมที่เน้นรับลึก
  2. สัญชาตญาณการจบสกอร์ : แม้จะเป็นปีก แต่สถิติ 7 ประตูใน 12 เกม แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถในการจบสกอร์ที่เฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นการยิงไกล หรือการหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษเพื่อเข้าทำ

บทบาททางแท็กติกภายใต้ โค้ช

ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนปัจจุบัน (ชื่อกุนซือ ณ เวลาที่มีการย้ายทีม) ฟอร์มของ หลุยส์ ดิอาซ บาเยิร์น มิวนิค เข้ามาเติมเต็มมิติเกมรุกที่ขาดหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ เขามักจะประจำการในตำแหน่ง ปีกซ้าย แต่ด้วยความคล่องตัว ทำให้เขาสามารถขยับเข้ามายืนเป็นแนวรุกตัวใน หรือ ‘False Nine’ เพื่อดึงตัวประกบ เปิดพื้นที่ว่างให้แบ็คซ้ายที่เติมขึ้นมา หรือสร้างช่องว่างให้ แฮร์รี่ เคน กองหน้าตัวเป้าของทีมได้มีอิสระในการเล่นมากขึ้น

การประสานงานและอนาคตที่สดใส

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ดิอาซ ฟอร์มร้อนแรงคือการผนึกกำลังกับเพื่อนร่วมทีมในแนวรุก โดยเฉพาะการประสานงานกับ แฮร์รี่ เคน ที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ ดิอาซ ได้กล่าวชื่นชม เคน ว่าเป็นกองหน้าที่ “ครบเครื่อง” และไม่ได้คิดถึงแค่การทำประตู แต่ยังช่วยสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมด้วยเช่นกัน การที่นักเตะคุณภาพสูงได้เล่นร่วมกัน ทำให้เขาได้รับความมั่นใจและรู้สึกสบายใจมากขึ้นในการเล่น

ด้วยการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมนี้ อนาคตของ หลุยส์ ดิอาซ กับบาเยิร์น มิวนิค จึงดูสดใสอย่างที่สุด แฟนบอลต่างคาดหวังว่าปีกจอมพลังคนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมกวาดถ้วยรางวัล ทั้งในเวทีบุนเดสลีกา และเป้าหมายสูงสุดอย่างถ้วย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก โดยสถิติ 12 เกม 7 ประตู 4 แอสซิสต์ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นนี้เท่านั้น

ดิอาซ

1 74 75 76 77 78 83