เป็นทางการ! เมสซี่ ต่อสัญญาเพิ่ม 3 ปี กับอินเตอร์ ไมอามี่ ถึงปี 2028

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ กูรูข่าวฟุตบอลชื่อดัง ยืนยันว่า ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักเตะบัลลงดอร์ 8 สมัย ได้บรรลุข้อตกลงต่อสัญญาฉบับใหม่กับ อินเตอร์ ไมอามี่ สโมสรในศึกเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) ออกไปจนถึงปี 2028 อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลทั่วโลก และย้ำถึงความมุ่งมั่นของเมสซี่ที่มีต่อฟุตบอลในสหรัฐอเมริกา

เมสซี่

การต่อสัญญาครั้งนี้จะทำให้เมสซี่ค้าแข้งกับสโมสรในรัฐฟลอริดาไปจนกระทั่งเขามีอายุครบ 41 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยเจ้าตัวเผยว่ามีความสุขอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ของทีม และตื่นเต้นที่จะได้ลงเล่นในสนามเหย้าแห่งใหม่ของอินเตอร์ ไมอามี่ ในอนาคต

ด้วยวัย 38 ปีในปัจจุบัน และสัญญาที่จะสิ้นสุดในปี 2028 ที่อายุ 41 ปี ทำให้มีการคาดการณ์อย่างหนาหูว่า อินเตอร์ ไมอามี่ จะเป็น สโมสรสุดท้ายในชีวิต การค้าแข้งระดับสโมสรของ “GOAT” คนนี้ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการปิดฉากเส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ในลีกอเมริกาเหนือ

สัญญาฉบับใหม่นี้ยังเปิดโอกาสให้เมสซี่รักษาความฟิตและฟอร์มการเล่นเพื่อเป้าหมายในระดับทีมชาติ โดยเฉพาะการพา ทีมชาติอาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ และยังอาจรวมถึงการลงเล่นในศึก โคปา อเมริกา 2028 ซึ่งตอกย้ำว่าเขายังไม่คิดที่จะอำลาเกมลูกหนังในเร็ววันนี้

การยืนยันต่อสัญญาจนถึงปี 2028 ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่ออินเตอร์ ไมอามี่ ในแง่ของผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับลีก MLS ในระดับโลกได้อย่างมหาศาลต่อไปอีกหลายปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของ ลิโอเนล เมสซี่ ยังคงแข็งแกร่งและสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอยู่เสมอ

เมสซี่

“โจชัว เซิร์กซี” เตรียมลา แมนยู มุ่งหน้าซบเวสต์แฮม มกราคมนี้

สื่ออังกฤษชื่อดัง The Mirror รายงานว่า โจชัว เซิร์กซี  กองหน้าชาวเนเธอร์แลนด์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมแจ้งต้นสังกัดถึงความต้องการย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมนี้ หลังได้รับโอกาสลงสนามน้อยเกินไปภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม  ผู้จัดการทีมคนใหม่ของปีศาจแดง

แมนยู

ตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2024/25 เป็นต้นมา เซิร์กซี ได้รับโอกาสลงเล่นเพียง 82 นาทีจากทั้งหมด 4 นัด ซึ่งทั้งหมดมาจากการลงเป็นตัวสำรองเท่านั้น ส่งผลให้เขาตกเป็นตัวเลือกอันดับสุดท้ายในแผนการทำทีมของ อโมริม และเริ่มพิจารณาทางเลือกใหม่เพื่อรักษาเส้นทางอาชีพของตัวเองในพรีเมียร์ลีก

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นทีมเต็งอันดับหนึ่งที่จะคว้าตัว เซิร์กซี ไปร่วมทีมในตลาดหน้าหนาว โดยสโมสรขุนค้อนกำลังมองหาศูนย์หน้ารายใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แนวรุก หลังผลงานของผู้เล่นแดนหน้าชุดปัจจุบันยังไม่สม่ำเสมอมากนัก ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมพิจารณาทั้งข้อเสนอซื้อขาดและสัญญายืมตัวหากเงื่อนไขเหมาะสม

การย้ายทีมครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญของ เซิร์กซี ในการกลับมาเรียกฟอร์มเก่งอีกครั้ง หลังจากเคยทำผลงานโดดเด่นกับโบโลญญาในกัลโช่ เซเรีย อา ก่อนย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวกว่า 36 ล้านปอนด์เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความไม่ต่อเนื่องในการลงเล่นอาจทำให้ความมั่นใจของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในมุมของแฟนบอลและนักวิเคราะห์ การย้ายไปเวสต์แฮมถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะทีมของ จูเลน โลเปเตกี มีสไตล์การเล่นที่เอื้อต่อกองหน้าที่ถนัดการเคลื่อนที่และเชื่อมเกมเหมือน เซิร์กซี หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ช่วยให้เขากลับมาโชว์ศักยภาพในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

แมนยู

ปีนี้อาจเป็นปีของ อาร์เซน่อล ! ขึ้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แถมไร้พ่ายในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ฤดูกาล 2025/26 ดูเหมือนจะเป็นปีที่ “อาร์เซน่อล” ของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า  กำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงทั้งใน พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงตั้งแต่เปิดฤดูกาล จนทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มเชื่อว่า “นี่อาจเป็นปีทองของอาร์เซน่อล”

อาร์เซน่อล

ครองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติสุดโหด

ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปัจจุบันอาร์เซน่อลยังคง “ครองตำแหน่งจ่าฝูง” อย่างมั่นคง พวกเขาเป็นทีมที่ เก็บชัยชนะได้มากที่สุด และ แพ้น้อยที่สุด ในลีก สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งเกมรุกและเกมรับ โดยนักเตะตัวหลักอย่าง บูกาโย่ ซาก้า, มาร์ติน โอเดการ์ด และ กาเบรียล เชซุส ต่างอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม

ฟอร์มโหดต่อเนื่องในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ไม่เพียงแค่ในลีกเท่านั้น ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก “เดอะกันเนอร์ส” ก็โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงเช่นกัน โดยเป็น 1 ใน 3 ทีมที่เก็บชัยชนะได้ครบทุกนัด และยังเป็น 1 ใน 2 ทีมที่ยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว ซึ่งถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงการพัฒนาของทีมอย่างแท้จริง ทั้งในด้านแท็กติกและความมั่นใจของผู้เล่น

ทีมที่ครบเครื่องทั้งเกมรุกและเกมรับ

สิ่งที่ทำให้อาร์เซน่อลต่างจากฤดูกาลก่อน คือ “ความสมดุลของทีม” เกมรับที่เหนียวแน่นขึ้นจากการเสริมทัพและการเล่นเป็นระบบ ส่วนเกมรุกก็ยังคงมีความหลากหลายและเฉียบคม นำโดยดาวรุ่งพุ่งแรงและตัวเก๋าที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัว

ปีนี้อาจเป็นปีของอาร์เซน่อล?

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งในลีกและเวทียุโรป หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ปี 2025 อาจเป็นปีทองของอาร์เซน่อล ที่พวกเขาจะสามารถ “กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก” และ “ลุ้นถ้วยใหญ่ยุโรป” ได้อีกครั้ง แฟนบอลทั่วโลกต่างตั้งตารอว่า “มิเกล อาร์เตต้า” จะพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ได้หรือไม่

อาร์เซน่อล

ไกเซโด้เอ็นโซ่ นำทีมเชลซีอัดอาแจ็กซ์เละ 5-1 ขึ้นนำจ่าฝูงกลุ่ม UCL

เชลซี โชว์ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง หลังเปิดบ้านที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไล่อัด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แบบไม่ไว้หน้า 5-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส คืนวันพุธที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมตอกย้ำความมั่นใจของทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่

ไกเซโด้

เชลซีขึ้นนำเร็ว อาแจ็กซ์เหลือ 10 คนตั้งแต่ต้นเกม

เริ่มเกมได้เพียง 15 นาที อาแจ็กซ์ต้องเจอกับข่าวร้าย เมื่อ เคนเน็ธ เทย์เลอร์ ทำฟาวล์ใส่ ฟาคุนโด้ บัวนาน็อตเต้ ผู้ตัดสินเช็ก VAR ก่อนแจกใบแดงโดยตรงให้ทีมเยือนต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน

จากนั้นในนาทีที่ 18 เวสเล่ย์ โฟฟาน่า โหม่งชงให้ มาร์ค กิว ซัดจ่อ ๆ ส่งบอลตุงตาข่ายพาเชลซีออกนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

สิงห์บลูส์บุกต่อไม่หยุด ยิงกระหน่ำก่อนจบครึ่งแรก

นาทีที่ 27 มอยเซส ไกเซโด้ ซัดบอลไปแฉลบแนวรับอาแจ็กซ์เปลี่ยนทางเข้าประตูให้เชลซีหนีเป็น 2-0
แต่ในนาทีที่ 33 ทีมเยือนได้เฮบ้างเมื่อ เวาต์ เว็กฮอร์สต์ ยิงจุดโทษตีไข่แตก 1-2

อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 45 เว็กฮอร์สต์กลายเป็นผู้ร้ายเมื่อทำฟาวล์ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ในเขตโทษ ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นมายิงเองไม่พลาดช่วยเชลซีนำห่าง 3-1

ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+6 “สิงห์บลูส์” มาได้จุดโทษอีกครั้ง คราวนี้เป็น เอสเตเวา ที่รับหน้าที่ยิงเข้าไปไม่พลาด จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ขาดลอย 4-1

ครึ่งหลังปิดจ็อบไว เชลซีฟอร์มดุไม่มีแผ่ว

เริ่มครึ่งหลังเพียง 3 นาที เชลซีได้ประตูตอกฝาโลงจาก ไทริค จอร์จ ที่ซัดเต็มข้อไม่เหลือพาเจ้าบ้านหนีไกล 5-1
แม้จะยังมีโอกาสเพิ่มสกอร์อีกหลายครั้ง แต่สุดท้ายไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม เชลซีถล่มอาแจ็กซ์ไปอย่างขาดลอย 5-1

เชลซีรั้งจ่าฝูงกลุ่ม ฟอร์มสุดโหดในศึก UCL

ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ เชลซี เก็บสามแต้มสำคัญ ขึ้นนำจ่าฝูงกลุ่มในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 แบบเต็มภาคภูมิ ขณะที่ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ต้องกลับไปแก้เกมด่วนหลังโดนถล่มยับ

ไกเซโด้

ลิเวอร์พูล คืนชีพ! บุกยำ แฟร้งค์เฟิร์ต 5-1 หยุดสถิติแพ้รวด 4 นัด

ลิเวอร์พูล ปลดล็อกฟอร์มสุดร้อนแรง หลังบุกถล่ม ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 โดยมี อูโก เอกิติเก้ ยิงทีมเก่า และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แจก 2 แอสซิสต์

ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 รอบลีก เฟส นัดที่สาม เมื่อคืนวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่สนาม ด๊อยท์ช แบงค์ พาร์ค เมืองแฟร้งค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
เป็นการพบกันระหว่าง ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ทีมดังจากบุนเดสลีกา เปิดบ้านรับมือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตัวแทนจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตกหลังแพ้ติดต่อกันถึง 4 นัดในทุกรายการ

ลิเวอร์พูล

เกมเริ่มสูสี แต่ แฟร้งค์เฟิร์ต ยิงนำก่อน

ช่วงต้นเกม ลิเวอร์พูล ครองบอลและบุกได้มากกว่า แต่ในนาทีที่ 26 เจ้าถิ่นกลับเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจาก ราสมุส คริสเตนเซ่น แบ็กขวาชาวเดนมาร์ก ที่เติมขึ้นมายิงอย่างเฉียบขาดให้ แฟร้งค์เฟิร์ต ออกนำ 1-0

เอกิติเก้ ยิงทีมเก่า – ฟาน ไดค์, โกนาเต้ โหม่งคนละลูก

หลังโดนยิงนำ ลิเวอร์พูล เร่งเครื่องทันที นาทีที่ 35 ได้ประตูตีเสมอจาก อูโก เอกิติเก้ ที่หลุดไปยิงผ่านมือผู้รักษาประตูอย่างเยือกเย็น จากจังหวะเปิดยาวของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ซึ่งถือเป็นการยิงใส่ทีมเก่าของเอกิติเก้เอง

จากนั้นเพียง 4 นาที ลิเวอร์พูล พลิกขึ้นนำ 2-1 จากลูกเตะมุมฝั่งซ้ายที่ โกดี คักโป เปิดให้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เทกตัวโหม่งเข้าไป

นาทีที่ 44 “หงส์แดง” หนีห่างเป็น 3-1 จากลูกเตะมุมอีกครั้ง คราวนี้ โดมินิค โซโบซไล เปิดจากฝั่งขวาให้ อิบราฮิมา โกนาเต้ ขึ้นโขกเต็มแรงตุงตาข่าย
จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล นำ แฟร้งค์เฟิร์ต 3-1

เวียร์ตซ์ โชว์ฟอร์ม – คักโป, โซโบซไล ปิดบัญชี

ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ยังคุมเกมได้หมด นาทีที่ 66 ได้ประตูที่สี่จากจังหวะที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ หลุดทางขวา ก่อนเปิดให้ คักโป ยิงจ่อ ๆ ไม่พลาด

ต่อมานาทีที่ 70 เวียร์ตซ์ ยังโชว์ฟอร์มต่อเนื่อง เมื่อจ่ายให้ โดมินิค โซโบซไล ซัดเต็มข้อด้วยขวา ส่งบอลพุ่งเรียดเข้าประตูอย่างสุดสวย ช่วยให้ ลิเวอร์พูล นำขาด 5-1

ลิเวอร์พูล เก็บ 3 แต้ม ขึ้นที่ 10 ของตารางลีกเฟส

จบเกม ลิเวอร์พูล บุกถล่ม ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต 5-1 เก็บเพิ่มเป็น 6 คะแนนจาก 3 นัด ขยับขึ้นมาอยู่ อันดับ 10 ของตารางลีกเฟส ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26
ส่วนเจ้าถิ่น แฟร้งค์เฟิร์ต ยังมี 3 แต้มเท่าเดิม ร่วงไปอยู่อันดับ 22

ลิเวอร์พูล

กอมปานี อยู่ยาว! บาเยิร์น ต่อสัญญาคุมทัพถึงปี 2029 หลังคว้าแชมป์ทันทีฤดูกาลแรก

บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025 ว่าได้ต่อสัญญาฉบับใหม่กับ แว็งซ็องต์ กอมปานี ผู้จัดการทีมชาวเบลเยียม ออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2029 หลังพาทีมคว้าแชมป์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลแรก และยังนำเป็นจ่าฝูงในฤดูกาลปัจจุบัน

กอมปานี

กอมปานี วัย 39 ปี เข้ามาคุมทีม “เสือใต้” แทน โธมัส ทูเคิ่ล เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 พร้อมเซ็นสัญญาเบื้องต้นถึงปี 2027 แต่ผลงานเกินความคาดหมายในทันที โดยพาบาเยิร์นคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 2024/25 และต่อยอดด้วยแชมป์ ซูเปอร์คัพ 2025 ได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2025/26 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงฟอร์มร้อนแรง ด้วยการรั้งตำแหน่ง จ่าฝูงบุนเดสลีกา อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป้าหมายไล่ล่าแชมป์ในทุกรายการ โดยเฉพาะยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่แฟนบอลเฝ้ารอการกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง

หลังการต่อสัญญา กอมปานีกล่าวว่า “ผมรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติมากที่ได้อยู่กับสโมสรแห่งนี้ บาเยิร์นให้ความไว้วางใจและสภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่วันแรก เราเริ่มต้นการเดินทางที่สวยงาม และผมตั้งตารอที่จะสร้างความสำเร็จร่วมกันมากขึ้นในอนาคต”

การต่อสัญญาครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมั่นใจของบาเยิร์นที่มีต่อกุนซือหนุ่มรายนี้ ในฐานะผู้นำทีมเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยสไตล์การเล่นที่ทันสมัย แข็งแกร่ง และมีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในลีกสูงสุดของเยอรมันและเวทียุโรป

กอมปานี

 

ปืนใหญ่ของจริง! โยเคเรส ยิงปลดล็อก อาร์เซน่อลขยี้แอตเลติโก้ มาดริด 4-0

มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมไฟแรงของ อาร์เซน่อล ออกมาแสดงความชื่นชมต่อฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของ วิคตอร์ โยเคเรส หัวหอกทีมชาติสวีเดน หลังเจ้าตัวโชว์ฟอร์มโหด ยิงคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ “ปืนใหญ่” เปิดรัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถล่ม แอตเลติโก มาดริด ยับเยิน 4-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส เมื่อคืนวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา

โยเคเรส

โยเคเรส ปลดล็อก! หลังเงียบสนิทยิงไม่ได้ 7 นัดรวด

ก่อนหน้านี้ โยเคเรส ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อไม่สามารถทำประตูได้เลยตลอด 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการ จนแฟนบอลหลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงฟอร์มของเขา อย่างไรก็ตาม ในเกมสำคัญกับยอดทีมจากสเปนอย่าง แอต.มาดริด ดาวยิงสวีดิชวัย 27 ปี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมและสามารถปลดล็อกได้สำเร็จ

เขายิงประตูแรกให้กับทีมในครึ่งแรก ก่อนจะบวกเพิ่มอีกลูกในช่วงครึ่งหลัง ด้วยจังหวะการเข้าทำที่เฉียบคมและการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้เขาคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครองอย่างไร้ข้อกังขา

อาร์เตต้า ปลื้มลูกทีม พัฒนาขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

มิเกล อาร์เตต้า ไม่ปิดบังความภูมิใจในตัวลูกทีมรายนี้ โดยให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า

“เขาสมควรได้รับสิ่งนี้แล้ว ความทุ่มเทของเขามีค่ามหาศาลต่อทีม เราเห็นถึงความพยายามของเขาทุกวัน และวันนี้เขาแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่แท้จริง หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของเขา”

จากคำพูดของกุนซือรายนี้ บ่งบอกได้ชัดว่า โยเคเรส ยังคงได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจอย่างเต็มที่จากสตาฟฟ์โค้ช แม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เขากลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้

เกมรุกปืนใหญ่คืนชีพ! ส่งสัญญาณบวกก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งฤดูกาล

ชัยชนะในเกมนี้ไม่ใช่เพียงแค่ 3 แต้มในรอบ ลีกเฟสของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาของ “จังหวะ” และ “ความมั่นใจ” ของเกมรุกอาร์เซน่อล ที่ดูเฉียบคมและหลากหลายยิ่งกว่าเดิม

การประสานงานระหว่างผู้เล่นแนวรุกอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, และ บูกาโย่ ซาก้า รวมถึงฟอร์มเฉียบของ โยเคเรส ทำให้แนวรับของ แอต.มาดริด แทบจะตั้งรับไม่ทัน

ไม่เพียงเท่านั้น เกมรับของทีมก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ภายใต้การนำของ วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส ที่ช่วยกันปิดช่องไม่ให้ทีมเยือนมีโอกาสจบสกอร์มากนัก

โยเคเรส กับบทบาทสำคัญในช่วงที่เหลือของฤดูกาล

ฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของ วิคตอร์ โยเคเรส ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอล “เดอะ กันเนอร์ส” ที่ต้องการเห็นเขากลับมาทำผลงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงท้ายฤดูกาลที่อาร์เซน่อลยังมีภารกิจใหญ่รออยู่ ทั้งในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

หากโยเคเรสสามารถรักษาฟอร์มการเล่นในระดับนี้ได้ต่อไป โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคีย์แมนของอาร์เซน่อลในแนวรุกก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง โดยเฉพาะเมื่อมองถึงสไตล์การเล่นที่เข้ากับระบบของอาร์เตต้า และศักยภาพที่ยังพัฒนาได้อีกมาก

สรุป: อาร์เซน่อล ฟอร์มโหด โยเคเรส ปลดล็อก ยิง 2 เม็ด อาร์เตต้าปลื้มจัด

ชัยชนะเหนือ แอตเลติโก มาดริด ด้วยสกอร์ 4-0 ไม่เพียงแต่ทำให้ อาร์เซน่อล เก็บสามแต้มสำคัญในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้คู่แข่งได้รู้ว่า ทีมของอาร์เตต้ากลับมาพร้อมสู้ศึกอย่างเต็มพิกัด โดยมี วิคตอร์ โยเคเรส เป็นหนึ่งในหัวหอกความหวัง ที่พร้อมแบกความหวังแฟนบอลไปจนจบฤดูกาล

โยเคเรส

ฮาแลนด์ ยิงต่อไม่หยุด! แมนฯ ซิตี้ บุกอัดบียาร์เรอัล 2-0 ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังยิง 1 ประตูช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกเอาชนะ บียาร์เรอัล 2-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ ลีก เฟส เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สนามเอสตาดิโอ เด ลา เซรามิก้า

ฮาแลนด์

แมนฯ ซิตี้ ออกนำเร็วจากฮาแลนด์ ก่อนปิดเกมในครึ่งแรก

เกมนี้ทีมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เปิดเกมรุกตั้งแต่ต้น และมาได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วในนาทีที่ 17 จากจังหวะที่ ริโก ลูอิส เติมเกมขึ้นมาทางขวา ก่อนเปิดให้ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ซัดเข้าไปอย่างเฉียบคม ส่งให้ “เรือใบสีฟ้า” ขึ้นนำ 1-0

จากนั้นในนาทีที่ 40 แมนฯ ซิตี้ มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ ซาวินโญ่ เปิดบอลจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าไปกลางประตู และเป็น แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่ขึ้นโขกเต็มหัวเข้าประตูไป ทำให้ทีมเยือนนำห่าง 2-0 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลังเน้นคุมเกม บียาร์เรอัลสู้แต่ไม่เฉียบคม

กลับมาครึ่งหลัง แมนฯ ซิตี้ เน้นการครองบอลและชะลอจังหวะเกมเพื่อรักษาสกอร์ ขณะที่ บียาร์เรอัล พยายามเปิดเกมบุกมากขึ้น แต่ยังขาดความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย ไม่สามารถเจาะแนวรับของทีมเยือนได้

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกชนะ บียาร์เรอัล 2-0 คว้า 3 คะแนนสำคัญในรอบลีกเฟส พร้อมทั้งยังรักษาสถิติไร้พ่ายในรายการนี้ต่อไป

ฮาแลนด์ยิงต่อเนื่อง 12 นัดติด!

สำหรับ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ ยังคงเดินหน้าทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง โดยลูกยิงในเกมนี้ทำให้เขาทำประตูได้ถึง 12 นัดติดต่อกัน ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ตอกย้ำฟอร์มอันร้อนแรงของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้

ฮาแลนด์

เอ็มบัปเป้ ยิงกระจาย! ยอดดาวยิงลาลีก้า 2025 ฟอร์มแรงไม่หยุด

คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ กองหน้าฟอร์มแรงของลาลีก้า กำลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาลนี้ ด้วยสถิติ 10 ประตู และ 2 แอสซิสต์ จากการลงสนามเพียง 9 เกมเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความคมกริบและความสำคัญของเขาต่อทีมในทุกนาทีที่ลงสนาม

นอกจากผลงานในเรื่องการทำประตูแล้ว เอ็มบัปเป้ยังได้รับการยกย่องในฐานะผู้เล่นที่มีผลต่อเกมอย่างมาก โดยเขาได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ถึง 7 ครั้งในลาลีก้า ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความโดดเด่นและความสามารถในการเปลี่ยนเกมให้กับทีมของเขาได้เสมอ

ความร้อนแรงของเอ็มบัปเป้ในฤดูกาลนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความหวังให้กับแฟนบอลเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโอกาสในการลุ้นแชมป์ของทีมในลีกสูงสุดของสเปนด้วย สถิติที่น่าทึ่งนี้ช่วยยกระดับชื่อเสียงของเขาให้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าจับตามองที่สุดในโลกฟุตบอลปัจจุบัน

การเล่นที่รวดเร็ว คล่องแคล่ว และมีไหวพริบในการทำประตู ทำให้เอ็มบัปเป้กลายเป็นนักเตะที่คู่แข่งต้องระวังอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่เขาลงสนาม แฟนบอลสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้เห็นการแสดงฝีเท้าที่น่าตื่นเต้นและมีประสิทธิภาพสูง

ด้วยผลงานที่ต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้จึงกลายเป็นนักเตะดาวเด่นในลาลีก้า ฤดูกาลนี้ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ต้องการก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดนักฟุตบอลในอนาคต

เอ็มบัปเป้

 

ซาลาห์ ไม่ควรเป็นตัวจริงทุกนัดอีกต่อไป คาร์ราเกอร์ สับแหลกหลังลิเวอร์พูลพ่ายแดงเดือด

ศึก แดงเดือด ล่าสุดสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับทีม ลิเวอร์พูล หลังเปิดแอนฟิลด์พ่ายให้กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป 1-2 ส่งผลให้ “หงส์แดง” แพ้เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกันในทุกรายการ และเป็นความพ่ายแพ้ 3 นัดรวดใน พรีเมียร์ลีก อย่างน่าผิดหวัง

ซาลาห์

หนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นเป้าโจมตีจากทั้งแฟนบอลและกูรูฟุตบอลคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกทีมชาติอียิปต์ที่กำลังฟอร์มฝืดอย่างต่อเนื่อง โดยเขาไม่สามารถยิงประตูจากโอเพ่นเพลย์ในลีกได้เลยใน 7 เกมหลังสุด ซึ่งถือเป็นสถิติที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล

คาร์ราเกอร์วิจารณ์หนัก ถึงเวลาที่ซาลาห์ต้องถูกลดสถานะ

เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังของลิเวอร์พูลและนักวิเคราะห์เกมชื่อดัง ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาหลังจบเกม โดยเขาชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ โม ซาลาห์ จะต้องหยุดเป็น “นักเตะที่ไม่มีใครแตะต้องได้” และควรถูกจัดการอย่างเท่าเทียมกับนักเตะรายอื่นในทีม

“นับเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้จัดการทีม แต่สิ่งที่เขาจะต้องตัดสินใจคือ โม ซาลาห์ ไม่ควรได้รับสิทธิ์ลงเล่นเป็นตัวจริงทุกนัดอีกต่อไป” คาร์ราเกอร์กล่าว“มันน่าสนใจที่เขาถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เยอร์เก้น คล็อปป์ เองก็เคยเปลี่ยนเขาออกมาหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เขาจะยังมีพลังงานและความเฉียบคมอยู่บ้าง แต่ก็มีเกมที่เขาเล่นไม่ดีเช่นกัน”

คาร์ราเกอร์ยังเสริมว่า ตอนนี้ทีมจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะการจัดการนักเตะก่อนเกมเยือนสำคัญที่รออยู่ทั้งในยุโรปและพรีเมียร์ลีก

“ลิเวอร์พูลต้องออกไปเล่นเกมเยือนสองนัดติด เกมหนึ่งในยุโรป และอีกเกมกับเบรนท์ฟอร์ด ผมไม่คิดว่า ซาลาห์ ควรได้ลงตัวจริงทั้งสองนัด”“เราอยู่ในจุดที่เขาไม่ควรได้รับการันตีให้เป็น 11 ตัวจริงอีกแล้ว มันควรขึ้นอยู่กับฟอร์มการเล่นปัจจุบัน ไม่ใช่ชื่อเสียงในอดีต”

ลิเวอร์พูลจะไปต่ออย่างไร?

คำถามใหญ่สำหรับ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในตอนนี้คือจะจัดการกับสถานการณ์ของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อย่างไรต่อไป เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะยังเป็นนักเตะที่มีอิทธิพลในแนวรุกของทีม แต่ฟอร์มการเล่นในช่วงหลังแสดงให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลอาจต้องพิจารณาทางเลือกใหม่ เพื่อพาทีมกลับสู่เส้นทางแห่งชัยชนะอีกครั้ง

ซาลาห์

 

1 75 76 77 78 79 83