ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการลูกหนัง เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการฟุตบอลเยาวชน ด้วยการประกาศจัดตั้งทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี (U16) ในชื่อ ‘MESSI CUP’ ที่เมืองไมอามี่ ซึ่งเป็นถิ่นของสโมสร อินเตอร์ ไมอามี่ ที่เขาสังกัดอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเตะดาวรุ่งจากทั่วทุกมุมโลก
การแข่งขันครั้งนี้ได้รวบรวม 8 สโมสรชั้นนำจากทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักเตะเยาวชนมาร่วมประชันฝีเท้า ซึ่งประกอบด้วย อินเตอร์ ไมอามี่ ในฐานะเจ้าภาพ และอีก 7 สโมสรระดับโลก ได้แก่ บาร์เซโลนา, ริเวอร์ เพลท, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, แอตเลติโก มาดริด, นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
นับเป็นโอกาสทองของนักเตะเยาวชนที่จะได้ทดสอบฝีเท้ากับคู่แข่งที่มีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน เพื่อพัฒนาทักษะและเรียนรู้ประสบการณ์ระดับนานาชาติ นอกจากนี้ การแข่งขันยังเป็นเวทีสำคัญที่ดึงดูดสายตาของแมวมองจากสโมสรชั้นนำทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต
การจัด MESSI CUP ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเมสซี่ ที่ต้องการตอบแทนวงการฟุตบอลด้วยการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชน เพราะการได้แข่งขันกับทีมชั้นนำจากหลายทวีปตั้งแต่ยังอายุน้อย ถือเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และจะช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลที่มีคุณภาพ
แฟนบอลและผู้ติดตามวงการฟุตบอลเยาวชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับการแข่งขันครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะเป็นการชิงชัยเพื่อความเป็นหนึ่งแล้ว ยังเป็นเหมือนการเฉลิมฉลองให้กับอนาคตของวงการฟุตบอลอีกด้วย
ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานผู้รักษาประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงวิจารณ์การทำงานของทีมในตลาดนักเตะช่วงที่ผ่านมาอย่างหนัก หลังทัพ “ปีศาจแดง” ตัดสินใจเสริมทัพผิดจุด โดยเฉพาะการทุ่มเงินซื้อนักเตะในตำแหน่งแนวรุก ทั้งที่ปัญหาหลักของทีมยังอยู่ที่มิดฟิลด์ตัวรับและผู้รักษาประตู ส่งผลให้ผลงานโดยรวมของทีมใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุดจบลงเพียงอันดับ 15 อย่างน่าผิดหวัง
ในช่วงซัมเมอร์ แมนฯ ยูไนเต็ด เสริมทัพอย่างคึกคัก ด้วยการคว้าตัวแนวรุกชื่อดังอย่าง มาเตอุส คุนญ่า, ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ เบนจามิน เชชโก้ เข้ามาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม การลงทุนมหาศาลเหล่านี้กลับสวนทางกับความต้องการจริงของทีมที่ยังขาดแคลนนักเตะในตำแหน่งหมายเลข 6 และผู้รักษาประตูที่ไว้วางใจได้
หนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือการปล่อย ราสมุส ฮอยลุนด์ ออกไปแบบยืมตัวให้กับ นาโปลี โดยที่เจ้าตัวกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยิงไปแล้ว 2 ประตูจาก 4 นัดในลีก และอีก 2 ประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนกลายเป็นกำลังหลักของทีมอัซซูร่าไปแล้วในเวลานี้
ชไมเคิ่ลชี้ว่า ฮอยลุนด์มีศักยภาพพอจะยิง 25 ประตูต่อฤดูกาลให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม “คุณแค่ต้องดูว่าเขาทำอะไรได้บ้างกับนาโปลี เขากำลังเล่นร่วมกับ เควิน เดอ บรอยน์ และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เขาทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ผมพูดเรื่องนี้มานานสองปีแล้วว่าเขามีของ เพียงแค่เขาต้องได้รับบอลที่เหมาะสมเท่านั้น”
ตำนานนายด่านเดนมาร์กยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของการซื้อขายนักเตะ โดยระบุว่า คริสโตเฟอร์ วีเวลล์ หัวหน้าฝ่ายสรรหานักเตะคนใหม่ที่ย้ายมาจาก ไลป์ซิก อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทุ่มเงินคว้าตัว เชชโก้ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ทีมจำเป็นที่สุดในเวลานี้ “คุณใช้เงิน 70 ล้านปอนด์กับกองหน้า ขณะที่เรายังไม่มีผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ไว้ใจได้ หรือมิดฟิลด์ตัวรับคนใหม่ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย” ชไมเคิ่ล กล่าวปิดท้าย
แว็งซ็องต์ กอมปานี เฮดโค้ชของ บาเยิร์น มิวนิค ยืนยันว่า เกมบุนเดสลีกานัดสำคัญที่ทีมของเขาจะเปิดบ้านพบกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคมนี้ ไม่ใช่แค่เกมธรรมดา แต่เป็นแมตช์ที่ “มีค่ามากกว่า 3 คะแนน” และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเกมลีกทั่วไป

แม้ บาเยิร์น มิวนิค จะออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างสุดยอด ด้วยการ คว้าชัยรวด 6 นัด เก็บ 18 แต้มเต็ม นั่งแท่นจ่าฝูงของตารางบุนเดสลีกา ขณะที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 14 คะแนน แต่เสียงจากผู้เชี่ยวชาญก็ดังขึ้นเตือนว่า ตัวเลขเหล่านี้จะถูกโยนทิ้งไป เมื่อถึงเวลาของ “แดร์ คลาสซิเคอร์” ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และแรงกดดัน
วินเซนต์ กอมปานี อดีตปราการหลังชื่อดัง ได้ออกมาแสดงทัศนะว่า ฟอร์มการเล่น ที่ผ่านมาไม่มีผลใดๆ กับ เกมใหญ่ ระดับนี้ เพราะนี่คือแมตช์ที่แตกต่างจากเกมลีกทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
กอมปานีระบุอย่างชัดเจนว่า เกมบาเยิร์น vs ดอร์ทมุนด์ ไม่ได้ถูกตัดสินกันแค่ แท็กติก หรือ สถิติการพบกัน เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่เหนือกว่านั่นคือ พลังของแฟนบอล, ความมุ่งมั่น และ จิตวิญญาณของนักเตะ ในสนาม
“แม้ว่าสองเมืองจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่นี่คือเกมที่มีความคล้ายกับ ดาร์บี้แมตช์ อารมณ์และบรรยากาศในสนามมันต่างจากเกมอื่นๆ อย่างชัดเจน” กอมปานีกล่าว ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความดุเดือดและบรรยากาศอันเข้มข้นที่รายล้อม ศึกยักษ์ใหญ่บุนเดสลีกา นี้
การันตีได้จากฤดูกาลที่ผ่านมาที่ บาเยิร์น และ ดอร์ทมุนด์ ต่างเสมอกันในลีกทั้งสองนัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความสูสี ของคู่นี้ และเป็นเครื่องยืนยันว่าใน แดร์ คลาสซิเคอร์ มักมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้ แฟนบอลทั่วโลก ต้องจับตามองทุกครั้งที่ทั้งสองทีมลงสนาม
กอมปานีทิ้งท้ายอย่างกินใจว่า เกมลีก ทุกนัดอาจมีค่าเท่ากันในตารางคะแนน แต่ในความเป็นจริง แมตช์บาเยิร์น-ดอร์ทมุนด์ มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่า เพราะมันคือ ศึกแห่งศักดิ์ศรี ของ สองยักษ์ใหญ่เยอรมัน ที่ไม่มีใครอยากแพ้ และเป็นแมตช์ที่สะท้อนทั้ง ประวัติศาสตร์, ความภาคภูมิใจ, และความเป็น ตัวตนของสโมสร อย่างแท้จริง
มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าทีมชาติอังกฤษของ บาร์เซโลน่า ออกมาเปิดใจถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในอดีตกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเผยว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ฟอร์มตกอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ขาดความมั่นคง ทั้งในเรื่องของทีมงาน โค้ช และโครงสร้างสโมสร ส่งผลต่อความสามารถในการรักษาฟอร์มให้สม่ำเสมอ
หลังจากไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ รูเบน อโมริม กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แรชฟอร์ด ถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับ แอสตัน วิลล่า เมื่อช่วงตลาดหน้าหนาวก่อนจะย้ายซบ บาร์เซโลน่า แบบยืมตัวอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เจ้าตัวยอมรับว่าช่วยให้เขาเริ่มกลับมาค้นพบฟอร์มเก่งอีกครั้ง
ผลงานของ แรชฟอร์ด กับ บาร์เซโลน่า เริ่มฉายแววความยอดเยี่ยมอีกครั้ง โดยเขาทำไปแล้ว 3 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ จนถูกเรียกตัวกลับไปติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป นัดพบกับ ลัตเวีย ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้
ดาวยิงวัย 27 ปี ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษอย่าง ITV (ซึ่งถูกลบในภายหลัง) ว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะโชว์ฟอร์มสม่ำเสมอเมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมแค่อยากมีโอกาสได้พัฒนาตัวเองในทีมที่มีความมั่นคง ทั้งในเรื่องการฝึกซ้อม และการสนับสนุนจากรอบด้าน”
แรชฟอร์ด ปิดท้ายว่าเป้าหมายของเขาคือการคืนฟอร์มเก่งให้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเขาเล่นได้ในระดับสูงสุด เขาจะสนุกกับเกมฟุตบอลมากขึ้น และเชื่อว่าการย้ายมาอยู่กับสโมสรอย่าง บาร์เซโลน่า คือก้าวสำคัญในการกลับมาเป็นนักเตะระดับท็อปของยุโรปอีกครั้ง
ทีมชาติอังกฤษ การันตีการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของ ฟุตบอลโลก 2026 ได้เป็นที่เรียบร้อย หลังโชว์ฟอร์มโหดบุกถล่ม ทีมชาติลัตเวีย ถึงถิ่น 5-0 ในเกมรอบคัดเลือกโซนยุโรป กลุ่ม K เมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568 ณ สนามเดากาวา สเตเดี้ยม กรุงริก้า ประเทศลัตเวีย โดยเกมนี้ แฮร์รี่ เคน ยิงสองประตู ขณะที่ เอเบเรชี เอเซ่ ลงสำรองมายิงปิดกล่องสุดสวย
เริ่มเกมในช่วง 15 นาทีแรก อังกฤษครองบอลบุกใส่เจ้าบ้านอย่างต่อเนื่อง แม้ยังเจาะไม่เข้า แต่ในนาทีที่ 26 ก็มาได้ประตูแรกจาก แอนโธนี กอร์ดอน ที่ลากตัดเข้าในก่อนซัดด้วยขวาเสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาด จากนั้นก่อนจบครึ่งแรก บูคาโย ซาก้า จ่ายให้ เคน ยิงประตูที่สองในนาทีที่ 44 และช่วงทดเจ็บ เคนโดนดึงล้มในเขตโทษ ก่อนลุกขึ้นมาสังหารเองเป็นประตูที่สาม ส่งอังกฤษนำห่าง 3-0 ในครึ่งแรก
เข้าสู่ครึ่งหลัง ทีมเยือนยังเหนือกว่าชัดเจน นาทีที่ 58 ได้ประตูที่สี่จากการทำเข้าประตูตัวเองของแนวรับลัตเวีย มักซิมส์ โทนิเซฟส์ ก่อนจะปิดท้ายในนาทีที่ 86 เมื่อ จาร์ร็อด โบเว่น ไหลให้ เอเบเรชี เอเซ่ ยิงหายอย่างเด็ดขาด เป็นประตูที่ห้าในเกมนี้
ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ ทีมชาติอังกฤษ เก็บชัยรวด 6 นัด มี 18 คะแนนเต็ม แถมยังไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว การันตีแชมป์กลุ่ม K แน่นอนแล้ว แม้จะเหลือโปรแกรมอีก 2 นัด เนื่องจากทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง ทีมชาติแอลเบเนีย ถึง 7 คะแนน
จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมและความแข็งแกร่งในรอบคัดเลือก อังกฤษจึงกลายเป็นหนึ่งในชาติแรกๆ ที่คว้าตั๋วไปลุย ฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ที่จะจัดขึ้นใน แคนาดา, เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ช่วงกลางปีหน้าเป็นที่เรียบร้อย แฟนบอล “สิงโตคำราม” เตรียมนับถอยหลังรอเชียร์ทีมรักในเวทีใหญ่ระดับโลกได้เลย
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังทีมชาติโปรตุเกส ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดกลายเป็น ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ด้วยจำนวน 41 ประตู หลังยิงสองประตูในเกมที่ โปรตุเกส เสมอ ฮังการี 2-2 เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา
แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 40 แต่ โรนัลโด้ ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงทั้งในด้านฟอร์มการเล่นและการยิงประตู โดยในเกมรอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม เอฟ ที่โปรตุเกสเปิดบ้านพบฮังการี โรนัลโด้สวมปลอกแขนกัปตันทีม และโชว์ฟอร์มระดับตำนานอีกครั้งด้วยการเหมายิงสองประตู ช่วยให้ทีมเก็บแต้มสำคัญ
จากสถิติล่าสุด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงประตูในนามทีมชาติไปแล้ว 143 ประตู มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลชายระดับชาติ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในการแข่งขันระดับอาชีพทั้งสโมสรและทีมชาติ โรนัลโด้ทำประตูรวมไปแล้ว 948 ประตู
ปัจจุบัน โรนัลโด้ ค้าแข้งอยู่กับ อัล นาสเซอร์ ทีมดังใน ซาอุดี โปร ลีก ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขายังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ พิสูจน์ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของเขานั้นไม่ลดลงตามอายุ
ยิงประตูรวมระดับอาชีพ: 948 ประตู
ยิงให้ทีมชาติโปรตุเกส: 143 ประตู
ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก: 41 ประตู
อายุ: 40 ปี (ณ ปี 2025)
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนบอลทั่วโลก ด้วยความสำเร็จที่ไม่หยุดยั้ง แม้จะผ่านช่วงพีคของอาชีพไปแล้ว แต่เขายังคงพิสูจน์ตัวเองในทุกสนามที่ลงเล่น และยังคงจารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่อง
ทีมชาติสวีเดน ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวังในศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม บี โดยนัดล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา พวกเขาพลิกล็อกแพ้ โคโซโว คาบ้าน 0-1 ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ 3 นัดติดต่อกันแบบยิงประตูไม่ได้เลย สถานการณ์ในกลุ่มตอนนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และมีโอกาสสูงที่จะพลาดการเข้าร่วมฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายอีกครั้ง
แม้ว่าเกมนี้ สวีเดน จะจัดผู้เล่นแนวรุกชื่อดังจากพรีเมียร์ลีกอย่าง อเล็กซานเดอร์ อีซัค (ลิเวอร์พูล) และ วิคตอร์ โยเคเรส (อาร์เซน่อล) ลงสนามเป็นตัวจริงคู่กันในแดนหน้า แต่กลับไม่สามารถเจาะแนวรับของทีมเยือนได้เลย ขณะที่ โคโซโว เป็นฝ่ายได้ประตูชัยในนาทีที่ 32 จากจังหวะจบสกอร์ของ ฟิสนิค อัสลานี่ ซึ่งกลายเป็นประตูเดียวของเกม
ผลงานของลูกทีม ยอน ดาห์ล โทมัสสัน กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต โดยพวกเขาแพ้รวด 3 นัดติดต่อกัน และไม่สามารถยิงประตูได้เลย ไล่ตั้งแต่เกมแพ้ โคโซโว 0-2, สวิตเซอร์แลนด์ 0-2 และล่าสุดแพ้ โคโซโว 0-1 ทำให้ สวีเดน มีเพียง 1 แต้มจาก 4 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม และโอกาสเข้ารอบแทบจะหมดลง เพราะตามหลังจ่าฝูงอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ถึง 9 คะแนน ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 2 เกม
หากไม่มีปาฏิหาริย์ในสองนัดสุดท้าย ทีมชาติสวีเดน จะไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นใน แคนาดา, เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการพลาดเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน หลังจากบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ พวกเขาก็ไม่ผ่านรอบคัดเลือกเช่นกัน นับเป็นความล้มเหลวที่น่าผิดหวังสำหรับชาติที่เคยคว้ารองแชมป์โลกในปี 1958
นอกจากนี้ ฟอร์มส่วนตัวของ วิคตอร์ โยเคเรส ก็ยังน่ากังวล เมื่อเจ้าตัวไม่สามารถทำประตูได้ตลอด 8 นัดหลังสุด ทั้งในการลงเล่นให้กับ อาร์เซน่อล และทีมชาติสวีเดน ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อีซัค ก็ยังไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งมาช่วยทีมได้ในเกมสำคัญ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงแนวทางการทำทีมของโค้ชโทมัสสัน ว่าจะสามารถพาทีมกลับสู่เส้นทางเดิมได้หรือไม่
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนยุโรป กลุ่มเจ นัดที่ 7 เมื่อคืนที่ผ่านมา “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ทีมชาติเบลเยียม โชว์ฟอร์มร้อนแรง บุกไปเอาชนะ ทีมชาติเวลส์ แบบสุดมัน 4-2 ที่สนามคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ส่งผลให้ เบลเยียม เก็บเพิ่มเป็น 14 คะแนน แซงขึ้นนำจ่าฝูงของกลุ่มเจ ขณะที่ เวลส์ ยังมี 10 คะแนนเท่าเดิม รั้งอันดับ 3 ต้องลุ้นหนักใน 2 นัดสุดท้ายของรอบคัดเลือก
เกมเริ่มมาได้เพียง 8 นาที เจ้าถิ่น เวลส์ ขึ้นนำก่อนอย่างรวดเร็ว 1-0 จากลูกโหม่งของ โจ โรดอน แต่เบลเยียมใช้เวลาไม่นานกลับมาตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 16 จากจุดโทษที่ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงเข้าไปไม่พลาด ก่อนที่นาทีที่ 24 เบลเยียมจะแซงนำ 2-1 จากจังหวะทำเกมทางริมเส้นที่ลงเอยด้วยลูกยิงสุดสวยของ โธมัส เมอนิเย่ร์
ครึ่งหลัง เบลเยียมยังคงคุมเกมได้ดีกว่า และมาได้ประตูที่สามในนาทีที่ 76 จากจุดโทษอีกครั้ง โดย เควิน เดอ บรอยน์ รับหน้าที่สังหารเข้าไป ทำให้เจ้าตัวเหมาสองประตูในเกมนี้ ช่วยให้ทีมเยือนนำห่าง 3-1 และแม้ เวลส์ จะตีตื้นมาเป็น 2-3 ในนาทีที่ 89 จาก เนธาน บรอดเฮด แต่ก็ถูกสวนกลับทันทีในนาทีถัดมา เมื่อ เลอันโดร ทรอสซาร์ ยิงปิดกล่องให้เบลเยียมเอาชนะไปอย่างเด็ดขาด 4-2
ชัยชนะในนัดนี้ทำให้ เบลเยียม ขยับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงกลุ่มเจ โดยมี 14 คะแนนจาก 7 นัด แซงหน้า ออสเตรีย ที่ลงแข่งน้อยกว่าอยู่ 1 นัด ส่วน เวลส์ ยังต้องลุ้นต่อในช่วงฟีฟ่าเดย์เดือนหน้า ซึ่งเหลือโปรแกรมอีก 2 นัดในการแย่งชิงตั๋วไปเล่นรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า
สำหรับโปรแกรมนัดถัดไปของกลุ่มเจ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับทีมอย่าง เวลส์ ที่ยังมีโอกาสไปต่อ หากสามารถเก็บชัยชนะได้ใน 2 นัดที่เหลือ ส่วน เบลเยียม หากรักษาฟอร์มแบบนี้ไว้ได้ โอกาสเข้ารอบสุดท้ายก็ถือว่าสดใสมากขึ้นทุกขณะ
เบนยามิน เชชโก้ ถูกโหวต “การเซ็นสัญญาแย่สุด” ซัมเมอร์ – เอเจนต์ลงความเห็น แมนยูสะดุ้ง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเผชิญกระแสวิจารณ์อีกครั้ง เมื่อ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชั้นนำของอังกฤษ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นจากเอเจนต์นักเตะจำนวน 20 ราย โดยเสียงส่วนใหญ่ลงคะแนนให้การคว้าตัว เบนยามิน เชชโก้ กองหน้าทีมชาติสโลวีเนีย เป็น “การเซ็นสัญญาที่แย่ที่สุด” ประจำตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 ด้วยค่าตัวสูงถึง 74 ล้านปอนด์จาก แอร์เบ ไลป์ซิก
แม้จะถูกคาดหวังว่าจะเข้ามายกระดับแนวรุกให้กับ “ปีศาจแดง” แต่เชชโก้กลับออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกด้วยฟอร์มฝืด ไม่สามารถทำประตูได้เลยตลอด 6 เกมแรก ส่งผลให้หลายเสียงจากวงการลูกหนัง โดยเฉพาะเอเจนต์ที่ร่วมตอบแบบสำรวจ มองว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้ยังไม่คุ้มค่าการลงทุน
มีรายงานเพิ่มเติมว่า รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการตัว โอลลี่ วัตกิ้นส์ จากแอสตัน วิลล่าเป็นเป้าหมายหลักในตำแหน่งศูนย์หน้า แต่ไม่สามารถปิดดีลได้ จึงเบนเป้าไปหาเชชโก้แทน ซึ่งดาวยิงวัย 22 ปีได้รับเสียงโหวตสูงสุดถึง 6 จาก 20 เสียง โดยบางเอเจนต์มีการเสนอชื่อมากกว่าหนึ่งราย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของเชชโก้เริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย เมื่อเขาสามารถทำประตูได้ในสองเกมหลังสุดของพรีเมียร์ลีก ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจทำให้แฟนบอล “ผีแดง” พอใจได้บ้าง หลังจากต้องอดทนรอความคุ้มค่าจากแข้งค่าตัวแพงรายนี้
ทางด้าน ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าชื่อดังของทีมชาติอังกฤษ ออกโรงปกป้องเชชโก้ โดยให้สัมภาษณ์กับ เดอะ ซัน ว่า “เร็วเกินไปที่จะตัดสิน” พร้อมชี้ว่าดาวรุ่งรายนี้ยังไม่ได้รับโอกาสลงตัวจริงต่อเนื่อง และต้องใช้เวลาปรับตัวกับระบบใหม่ เขาเชื่อว่าหากได้ลงเล่นสม่ำเสมอ เชชโก้จะเรียกความมั่นใจและศักยภาพออกมาได้ในที่สุด
การแข่งขันฟุตบอลการกุศลเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นการพบกันระหว่าง ตำนาน เชลซี พบกับ ตำนาน ลิเวอร์พูล
ตำนานเชลซี ปราชัยให้กับ ตำนานลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 0-1 ในการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษเพื่อการกุศลที่เต็มไปด้วยความดุเดือดสมศักดิ์ศรี แม้จะเป็นเกมกระชับมิตรของเหล่าอดีตนักเตะ แต่บรรยากาศในสนามก็ยังคงตึงเครียดและเร้าใจไม่แพ้สมัยที่ค้าแข้งอยู่ นี่คือการันตีได้ว่าเมื่อสองทีมตำนานคู่นี้เจอกันเมื่อไหร่ ก็มักจะมีเรื่องราวให้พูดถึงอยู่เสมอ
หนึ่งในไฮไลท์ที่แฟนบอลต่างจับตาคือการเผชิญหน้ากันอีกครั้งระหว่าง ดิเอโก้ คอสต้า อดีตกองหน้าสายบู๊ของเชลซี และ มาร์ติน สเคอร์เทล อดีตกองหลังจอมแกร่งของลิเวอร์พูล ผ่านไปกว่า 10 ปีนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ทั้งคู่เคยดวลกันในพรีเมียร์ลีก แต่ความไม่ยอมกันและสไตล์การเล่นที่ดุดันก็ยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสปิริตนักสู้ที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา
แม้จะเป็นเกมฟุตบอลการกุศลที่มุ่งเน้นการสร้างรอยยิ้มและการระดมทุน แต่ ดิเอโก้ คอสต้า ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้อย่างชัดเจน ด้วยลีลาการเข้าปะทะและท่าทางที่ดุดันไม่เกรงใจใครในสนาม ทำให้ชื่อของเขาเป็นเครื่องการันตีความเดือดและสีสันให้กับเกมอยู่เสมอ
ชัยชนะของ ตำนานลิเวอร์พูล ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างสองสโมสรยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเกมระดับอาชีพหรือเกมของตำนาน ความเป็นคู่ปรับก็ยังคงอยู่ในสายเลือด นักเตะต่างทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อมอบความสุขให้กับแฟนบอลที่เข้ามาชม และแน่นอนว่าการดวลกันครั้งต่อไปของ ตำนานสิงห์บลู และ ตำนานหงส์แดง จะต้องเป็นที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
การแข่งขันฟุตบอลตำนานครั้งนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลอย่างมาก ทั้งการได้เห็นนักเตะขวัญใจกลับมาโลดแล่นในสนามอีกครั้ง และความมันส์จากเกมที่เข้มข้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามิตรภาพและความเป็นมืออาชีพสามารถอยู่ร่วมกับการแข่งขันที่ดุเดือดได้ ฟุตบอลตำนาน จึงเป็นมากกว่าเกม แต่คือการรวมใจของคนรักฟุตบอลและการทำความดีเพื่อสังคม
ก่อนหน้า 1 … 77 78 79 80 81 … 83 ถัดไป »