การแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม F เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา “ทัพฝอยทอง” ทีมชาติโปรตุเกส เปิดสนาม เอสตาดิอู โชเซ่ อัลวาลาด รับการมาเยือนของ ทีมชาติไอร์แลนด์ โดยเกมนี้เจ้าถิ่นต้องการเก็บชัยชนะเป็นนัดที่สามติดต่อกัน เพื่อรักษาจ่าฝูงกลุ่ม F ขณะที่ทีมเยือนยังไม่ชนะใครและมีเพียง 1 แต้มรั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่ม
เกมในครึ่งแรก โปรตุเกสเป็นฝ่ายครองบอลบุกได้มากกว่า และมีโอกาสใกล้เคียงจะได้ประตูขึ้นนำหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะยิงของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในนาทีที่ 17 ที่ซัดด้วยซ้ายไปชนเสาอย่างจัง ก่อนที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา จะตามซ้ำแต่หลุดกรอบไปอีก จบ 45 นาทีแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 0-0
ครึ่งหลังโปรตุเกสยังคงเปิดเกมรุกอย่างหนัก หวังคว้าสามแต้มให้ได้ โดยมีจังหวะลุ้นจาก วิตินญ่า และ รูเบน เนเวส แต่ยังไม่สามารถเจาะผ่านมือของ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูทีมเยือนได้ กระทั่งนาทีที่ 73 โปรตุเกสได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลของ ดาร่า โอเช หลังเช็ก VAR ยืนยันชัดเจน อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้กลับยิงไปติดขาเคลเลเฮอร์ ทำให้พลาดโอกาสทองในการขึ้นนำ
เกมทำท่าว่าจะจบด้วยการแบ่งแต้ม แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+1 ความพยายามของเจ้าถิ่นก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อ ตรินเกา เปิดบอลเข้ากลางให้ รูเบน เนเวส สอดมาโขกเต็มศีรษะส่งบอลตุงตาข่ายอย่างเฉียบขาด พาโปรตุเกสออกนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นสนาม
จบเกม โปรตุเกสเฉือนชนะไอร์แลนด์ 1-0 เก็บ 3 คะแนนสำคัญ เพิ่มเป็น 9 แต้มเต็มจาก 3 นัด นั่งจ่าฝูงกลุ่ม F อย่างมั่นคงในศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป ขณะที่ไอร์แลนด์ยังคงไร้ชัย มีเพียง 1 แต้มจาก 3 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของกลุ่มต่อไป
เออร์ลิง ฮาแลนด์ ยอดดาวยิงจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มสุดโหดในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม ไอ โดยกดแฮตทริกสุดเฉียบช่วยให้ ทีมชาตินอร์เวย์ เปิดบ้านไล่ถล่ม อิสราเอล ไปอย่างขาดลอย 5-0 เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เก็บเพิ่มเป็น 18 แต้มเต็มจาก 6 นัด ใกล้การันตีตั๋วไปสู่รอบสุดท้ายที่ สหรัฐอเมริกา หาก อิตาลี ไม่สามารถเก็บชัยในเกมคืนนี้ได้
ในเกมนี้ ฮาแลนด์ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพระดับโลกด้วยการยิง 3 ประตูสุดเฉียบขาดตอกย้ำฉายา “เครื่องจักรสังหาร” และกลายเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกทีมชาตินอร์เวย์อย่างแท้จริง ฟอร์มอันร้อนแรงของเจ้าตัวไม่เพียงส่งผลให้ทีมเข้าใกล้รอบสุดท้าย แต่ยังสร้างแรงกดดันให้กับทุกทีมในกลุ่มที่ยังต้องลุ้นโควตาเพลย์ออฟ
สถิติส่วนตัวของ ฮาแลนด์ ฤดูกาลนี้น่าทึ่งอย่างมาก โดยล่าสุดซัดไปแล้ว 21 ประตูจากการลงเล่นเพียง 12 นัด รวมทุกรายการทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ขณะที่หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการยิงประตูได้ 10 นัดติดต่อกัน สะท้อนถึงความสม่ำเสมอและความเฉียบคมในการจบสกอร์ที่ยากจะหาใครเทียบได้ในเวลานี้
ผลงานระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับสโมสรเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับทีมชาตินอร์เวย์ให้กลายเป็นทีมที่น่าจับตามองในเวทีระดับโลก ฮาแลนด์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและพลังขับเคลื่อนสำคัญที่อาจพานอร์เวย์กลับไปสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบหลายปี
ด้วยวัยเพียง 25 ปี (ในปี 2025) เออร์ลิง ฮาแลนด์ ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับส่วนตัวและกับต้นสังกัด ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ทีมชาตินอร์เวย์ ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน และยังคงเป็นฝันร้ายสำหรับกองหลังทั่วโลกต่อไปในอนาคต
บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีแผนย้ายไปเล่นใน ซาอุดี โปร ลีก แม้จะได้รับข้อเสนอค่าเหนื่อยสูงลิ่วยั่วใจจากสโมสรในซาอุดีอาระเบียก็ตาม
ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีข่าวลือหนาหูว่า เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโปรตุเกสได้รับความสนใจจากทีมใหญ่ใน ซาอุดี โปร ลีก อย่าง อัล ฮิลาล และ อัล อิตติฮัด ซึ่งพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยมหาศาลเพื่อคว้าตัวไปเสริมทัพ
อย่างไรก็ตาม บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น โดยให้เหตุผลหลักว่าเขาต้องการอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปมากกว่าที่จะย้ายไปเล่นในลีกต่างประเทศ
กองกลางตัวเก่งรายนี้เผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโอกาสในการติดทีมชาติโปรตุเกสหรือการลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 แต่อย่างใด
“ผมไม่ได้ปิดประตูย้ายไปเล่นที่ซาอุดีอาระเบียเพราะเรื่องฟุตบอลโลก มันไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่อยากอยู่กับสโมสรต่อไป และสโมสรเองก็ต้องการให้ผมอยู่ที่นี่” บรูโน่กล่าว
แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างพอใจที่กัปตันทีมคนสำคัญยังคงภักดีและตั้งใจจะอยู่ช่วยทีมสร้างความสำเร็จในฤดูกาลหน้า
การอยู่กับ ปีศาจแดง ต่อไปถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความรักในสโมสรของบรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมชุดปัจจุบัน
สำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การยืนยันครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าทีมจะยังมีแข้งคุณภาพสูงอย่างบรูโน่ อยู่ในสนามต่อไป
อเล็กซานเดอร์ อีซัค กองหน้าทีมชาติสวีเดนของ ลิเวอร์พูล ออกมายืนยันด้วยตนเองว่าขณะนี้สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว พร้อมลงสนามช่วยทีมครบ 90 นาทีอย่างไม่มีปัญหา หลังจากก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถเล่นเต็มเกมได้เลยนับตั้งแต่ย้ายมาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมา
การย้ายทีมของอีซัคสร้างความฮือฮาไม่น้อย หลัง ลิเวอร์พูล ยอมทุ่มค่าตัวสูงถึง 125 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท) ดึงตัวเขามาเสริมแนวรุก กลายเป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งใหญ่ของสโมสร และเป็นค่าตัวระดับสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อีซัคต้องเจอกับปัญหาสภาพความฟิตในช่วงต้นซีซั่น ทำให้ยังไม่มีโอกาสลงสนามในเกมลีกทันที และต้องรอจนถึงแมตช์ คาราบาว คัพ กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อวันที่ 23 กันยายน ถึงจะได้ประเดิมสนาม ซึ่งเขาได้ลงเล่นเพียงครึ่งเวลาแรกเท่านั้น
หลังจากเกมแรก เจ้าตัวเริ่มมีโอกาสลงเล่นมากขึ้น โดยได้รับความไว้วางใจจากกุนซือให้เป็นตัวจริงในอีก 3 นัดถัดมา พร้อมทำผลงานได้น่าพอใจ ด้วยการยิง 1 ประตู และทำ 1 แอสซิสต์ แต่ถึงกระนั้นเขายังไม่สามารถเล่นจบเกมได้เลยในทุกรายการ
ล่าสุด ระหว่างร่วมแคมป์กับทีมชาติสวีเดน ซึ่งมีโปรแกรมทำศึก ฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กับ สวิตเซอร์แลนด์ และ โคโซโว อีซัคได้เปิดเผยถึงสภาพร่างกายของตนเองว่า ตอนนี้พร้อมเต็มร้อยและสามารถลงเล่นครบ 90 นาทีได้อย่างไม่มีปัญหา
“ผมคิดว่าผมพร้อมเต็มที่แล้ว เราจะต้องดูไปทีละเกม แต่ถ้าทีมต้องการ ผมพร้อมลงเล่นตลอด 90 นาทีแน่นอน” อีซัคกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นของสวีเดน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแฟนบอลหงส์แดงทั่วโลก
การกลับมาฟิตสมบูรณ์ของอีซัคถือเป็นข่าวดีสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ และลิเวอร์พูลที่กำลังเข้าสู่ช่วงโปรแกรมเตะถี่ ทั้งใน พรีเมียร์ลีก, ยูโรป้าลีก และฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ โดยการมีตัวเลือกในแนวรุกที่ครบเครื่องอย่างอีซัค จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับทีมได้มากขึ้น
แฟนบอลลิเวอร์พูลต่างตั้งความหวังว่า อีซัคจะสามารถเค้นฟอร์มเก่งที่เคยแสดงให้เห็นกับนิวคาสเซิ่ล และทีมชาติสวีเดนออกมาได้อย่างเต็มที่ในสีเสื้อ “หงส์แดง” และกลายเป็นกองหน้าคนสำคัญที่จะช่วยทีมลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้อย่างแท้จริง
หากพูดถึงหนึ่งในตำนานของพรีเมียร์ลีกที่ยากจะลืมเลือน ชื่อของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ย่อมต้องถูกพูดถึงในฐานะกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาคือหัวใจของทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16 ที่ทำให้โลกฟุตบอลต้องหันมาจับตาดูชายตัวเล็กผู้มากด้วยหัวใจและความทุ่มเทเกินร้อยในทุกเกม
ในฤดูกาลมหัศจรรย์นั้น ก็องเต้สร้างสถิติ สกัดบอล ได้ถึง 156 ครั้ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกต่อหนึ่งฤดูกาล สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการอ่านเกมที่เหนือชั้นของเขา รวมถึงการยืนตำแหน่งอย่างชาญฉลาดที่ช่วยหยุดเกมรุกของคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงแค่การสกัดบอล แต่เขายังทำสถิติ แท็กเกิล ได้มากถึง 175 ครั้งในฤดูกาลเดียว ตัวเลขอันน่าทึ่งนี้ตอกย้ำถึงความขยันและแม่นยำในการเข้าบอล ที่ช่วยทีมควบคุมจังหวะเกม และเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลงานของก็องเต้ไม่เพียงช่วยให้เลสเตอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เขากลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้รับการยกย่องจากโค้ช เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลมากมายว่าเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรับที่ครบเครื่องที่สุดในยุคของเขา
ความสำเร็จของก็องเต้กับเลสเตอร์ไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่คือผลลัพธ์ของความทุ่มเท ความมีวินัย และการทำงานหนักในทุกนาทีที่อยู่ในสนาม แม้ไม่มีชื่อเสียงโด่งดังก่อนย้ายมาร่วมทีม แต่เขากลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ
หลังจากฤดูกาลประวัติศาสตร์นั้น ชื่อของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็ถูกพูดถึงในฐานะนักเตะที่ “เปลี่ยนเกมได้ด้วยการไม่มีบอล” เขาไม่จำเป็นต้องยิงประตูหรือแอสซิสต์ แต่สามารถควบคุมเกมได้ด้วยพลังและสมองที่ทำให้คู่แข่งต้องกังวลทุกครั้งที่ได้บอล
แม้ในปัจจุบัน ก็องเต้จะย้ายออกจากเลสเตอร์และไปประสบความสำเร็จกับทีมใหญ่อย่างเชลซีและทีมชาติฝรั่งเศส แต่ชื่อของเขายังคงถูกจารึกไว้ในใจแฟนบอล “จิ้งจอกสยาม” เสมอ เพราะเขาคือจิ๊กซอว์สำคัญของฤดูกาลที่ไม่มีใครคาดฝันว่าจะเกิดขึ้นจริง
เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ เลสเตอร์ ซิตี้ คือเรื่องราวที่สะท้อนว่า ความมุ่งมั่นและความอ่อนน้อมถ่อมตนสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่ทีมและตัวนักเตะได้อย่างแท้จริง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ฝันอยากก้าวสู่ระดับสูงสุดของเกม
ทีมชาติอังกฤษโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในเกมอุ่นเครื่องเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยการเปิดบ้านถล่ม เวลส์ ไปแบบขาดลอย 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก ที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยม ถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม เค ที่จะบุกเยือน ลัตเวีย คืนวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้
เริ่มเกมได้เพียงนาทีที่ 2 มอร์แกน โรเจอร์ส เปิดบอลเข้ากลาง แนวรับทีมเยือนสกัดพลาด แอนโธนี่ กอร์ดอน ได้ยิงแต่ยังติด คาร์ล ดาร์โลว์ ทว่าจังหวะต่อเนื่อง นาทีที่ 3 เดแคลน ไรซ์ เปิดเตะมุมฝั่งซ้าย จอห์น สโตนส์ โหม่งชงให้ มาร์ค เกฮี ตวัดต่อมาให้ โรเจอร์ส ยิงเต็มเท้าพา “สิงโตคำราม” ขึ้นนำ 1-0
หลังจากนั้นเพียง 8 นาที อังกฤษหนีเป็น 2-0 จากจังหวะที่ โรเจอร์ส ลากบอลมาทางขวาก่อนกระดกข้ามไปเสาสองให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ซัดจ่อๆ ไม่พลาด จากนั้นนาทีที่ 20 เจ้าถิ่นมาได้ประตูที่สามจาก บูคาโย่ ซาก้า ที่รับบอลจาก เอซรี่ คอนซ่า ก่อนลากตัดเข้าในแล้วปั่นโค้งเสียบเสาสองสุดสวย จบครึ่งแรก อังกฤษ นำ เวลส์ 3-0 แบบไร้ข้อกังขา
เข้าสู่ครึ่งหลัง แม้ว่าเวลส์จะพยายามหาจังหวะลุ้นประตูตีไข่แตก นาทีที่ 72 คริส เม็มแฮม ได้โอกาสยิงเหน่งๆ แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังโชว์ซูเปอร์เซฟไว้ได้ ทำให้สกอร์ยังคงเดิม ก่อนที่ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมจะทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม อังกฤษ เอาชนะ เวลส์ ไปขาดลอย 3-0
ชัยชนะในเกมนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้กับลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับศึกคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยพวกเขามีโปรแกรมนัดถัดไปในการบุกเยือน ลัตเวีย คืนวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจเป็นอีกก้าวสำคัญในการคว้าตั๋วสู่เวทีฟุตบอลโลกที่สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโก
ทีมชาติเดนมาร์กโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่มซี หลังบุกถล่มทีมชาติเบลารุสแบบขาดลอย 6-0 โดยเกมนี้ ราสมุส ฮอยลุนด์ กองหน้าฟอร์มแรงจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำคนเดียว 2 ประตู และจ่าย 1 แอสซิสต์ให้ แพทริค ดอร์กู ยิงปิดครึ่งแรกอย่างสุดสวย ช่วยให้ “โคนม” เก็บเพิ่มเป็น 7 คะแนน ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม
เกมนี้เดนมาร์กเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อ วิคตอร์ ฟรอโฮลต์ท ยิงประตูเบิกร่องในนาทีที่ 14 ตามด้วยประตูที่สองจากฮอยลุนด์ในนาทีที่ 19 ก่อนเจ้าตัวจะมายิงเพิ่มอีกเม็ดในช่วงท้ายครึ่งแรก (น.45) ทำให้ทีมเยือนนำห่าง 3-0 จากนั้นในช่วงทดเวลา ดอร์กู มาซัดประตูสุดสวยปิดครึ่งแรกไปที่ 4-0
ครึ่งหลัง เดนมาร์กยังคงเดินหน้าบุกต่อเนื่อง และมาได้สองประตูจาก แอนเดอร์ส เดรเยอร์ ในนาทีที่ 67 และ 79 ปิดท้ายชัยชนะถล่มทลาย 6-0 ทำให้สถานการณ์ในกลุ่มซีตอนนี้ เดนมาร์กมี 7 คะแนนจาก 3 นัด นำเป็นจ่าฝูงอย่างแข็งแกร่ง โดยมีผลต่างประตูได้เสียที่ยอดเยี่ยม
ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของราสมุส ฮอยลุนด์ในเกมนี้ไม่เพียงแค่ช่วยทีมเก็บชัยชนะ แต่ยังตอกย้ำความมั่นใจให้กับแฟนบอล “โคนม” ว่าพวกเขามีดาวยิงตัวความหวังสำหรับเส้นทางสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังจากโชว์ฟอร์มดีต่อเนื่องทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ
สำหรับโปรแกรมนัดถัดไปของทีมชาติเดนมาร์ก คือเกมเปิดบ้านพบกับทีมชาติกรีซ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม นี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งในการยึดจ่าฝูงกลุ่มซี และขยับเข้าใกล้ตั๋วไปฟุตบอลโลก 2026 มากยิ่งขึ้น
เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้าตัวเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 หลังผ่านไป 7 นัด เขายิงไปแล้ว 9 ประตู และทำ 1 แอสซิสต์ รวมมีส่วนร่วมกับประตูของทีมไปทั้งหมด 10 ลูก คิดเป็น 66.7% จากจำนวนประตูรวมที่ “เรือใบสีฟ้า” ทำได้ในลีกตอนนี้ (15 ประตู)
ด้วยผลงานอันร้อนแรงนี้ ฮาแลนด์ จึงนำเป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน และยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ แมนฯ ซิตี้ ขาดไม่ได้ในการไล่ล่าแชมป์ลีกอีกสมัย แม้ว่าทีมจะอยู่ในอันดับ 3 ของตารางก็ตาม การมีส่วนร่วมกับเกมรุกของเขาเป็นสิ่งที่การันตีความอันตรายของแนวรุกซิตี้
แม้จะมีส่วนร่วมสูง แต่ ฮาแลนด์ ยังไม่ใช่นักเตะที่มีเปอร์เซ็นต์การมีส่วนร่วมกับประตูของทีมสูงที่สุดในลีก เพราะอันดับ 1 คือ อ็องตวน เซเมโย่ ของ บอร์นมัธ ที่มีส่วนกับประตูถึง 81.8% จาก 11 ประตูที่ทีมทำได้ (ยิง 6 จ่าย 3) ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ แอนโธนี่ จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
การที่ ฮาแลนด์ มีเปอร์เซ็นต์มีส่วนร่วมถึง 66.7% นับว่าสูงมากสำหรับนักเตะในทีมใหญ่ที่มักมีแหล่งทำประตูหลากหลาย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงไว้ใจในตัวหัวหอกชาวนอร์เวย์เป็นอย่างยิ่ง และการสร้างโอกาสก็ยังคงหมุนรอบตัวเขาเป็นหลัก
สำหรับแฟนบอลแมนซิตี้และคอลูกหนังทั่วโลก คงต้องติดตามต่อไปว่า เออร์ลิง ฮาแลนด์ จะรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมนี้ไว้ได้ตลอดฤดูกาลหรือไม่ และจะสามารถนำ “เรือใบสีฟ้า” กลับไปสู่ตำแหน่งจ่าฝูงอีกครั้งได้หรือเปล่า
คริสเตียโน โรนัลโด้ ตำนานกองหน้าทีมชาติโปรตุเกส ยืนยันยังไม่คิดเลิกเล่นฟุตบอลเร็ว ๆ นี้ แม้อายุครบ 40 ปีไปแล้ว โดยยังคงเต็มเปี่ยมด้วย แพชชั่นและความมุ่งมั่น ที่จะเดินหน้าสร้างผลงานกับทั้ง อัล นาสเซอร์ สโมสรในซาอุดีอาระเบีย และ ทีมชาติโปรตุเกส ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่กำลังเตรียมความพร้อมลุย ฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย
ล่าสุด โรนัลโด้ ให้สัมภาษณ์ในงาน Portugal Football Globes Gala หลังได้รับรางวัล the Prestígio Award โดยเปิดใจว่าถึงแม้ครอบครัวจะบอกว่าเขาควรหยุดพักได้แล้ว แต่เจ้าตัวยังรู้สึกสนุกกับการเล่นฟุตบอล และไม่คิดหยุดลงสนามในตอนนี้ “ผมมั่นใจว่าผมยังช่วยทีมได้ และยังมีอีก 2-3 ปีที่ผมอยากสนุกกับมัน” โรนัลโด้กล่าว
กองหน้าระดับตำนานรายนี้ยังเผยอีกว่า เขาเพิ่งทำสถิติยิงเกิน 900 ประตู ไปหมาด ๆ และมีเป้าหมายใหม่คือการยิงให้ถึง 1,000 ประตู ให้ได้ แม้คนใกล้ชิดจะมองว่าไม่จำเป็นแล้วก็ตาม “นั่นไม่ใช่วิธีที่ผมมองฟุตบอล ผมจะหยุดทำไมในเมื่อผมยังทำผลงานได้ดี?” โรนัลโด้กล่าวอย่างหนักแน่น
ในฤดูกาลล่าสุดกับ อัล นาสเซอร์ โรนัลโด้ยังคงเป็นกำลังหลัก โดยพาทีมออกสตาร์ทคว้าชัยชนะ 4 นัดรวด และทำไปแล้ว 4 ประตู แสดงให้เห็นว่าฟอร์มของเขายังไม่ตกแม้อายุเข้าเลข 4 แล้ว ขณะเดียวกันเขายังเป็นแกนหลักในแนวรุกของ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกอีกด้วย
สุดท้าย โรนัลโด้ทิ้งท้ายอย่างถ่อมตัวว่า ปัจจุบันเขาไม่ได้หมกมุ่นกับการเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป แต่เน้นการใช้ชีวิตและเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขในแต่ละวัน “เมื่อ 20 ปีก่อนผมอาจอยากเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่วันนี้ผมแค่อยากสนุก และทุ่มเทกับทุกวันที่ยังได้เล่นฟุตบอล” โรนัลโด้กล่าวสรุป
แฮร์รี่ เคน ดาวยิงระดับโลกที่ปัจจุบันค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค ยังคงสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนร่วมทีมไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคำกล่าวของปีกตัวจี๊ดอย่าง หลุยส์ ดิอาซ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทัพ “เสือใต้” ด้วยกัน โดย ดิอาซ ได้ออกมายกย่องถึงความสามารถรอบด้านของกัปตันทีมชาติอังกฤษรายนี้อย่างสุดซึ้ง ชี้ว่า เคน เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักรถล่มประตู แต่คือนักเตะที่ “ทำได้ทุกอย่าง” จริงๆ
คำชมของ ดิอาซ เน้นย้ำให้เห็นว่าความสามารถของ เคน นั้นครอบคลุมทุกมิติของเกมรุกอย่างแท้จริง “แฮร์รี่ เคน เป็นนักเตะที่ทำได้ทุกอย่าง ทั้งยิงประตู สร้างเกมรุก หรือแม้แต่เกมรับก็มีส่วนสำคัญ” นี่คือการเน้นย้ำถึงบทบาทของเคนที่ไม่จำกัดอยู่แค่การจบสกอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นตัวเชื่อมเกม สร้างสรรค์โอกาส และการมีวินัยในเกมรับ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในบรรดากองหน้าเบอร์ต้นๆ ของโลก
อดีตปีกของ ลิเวอร์พูล ยอมรับว่าแม้ในตอนที่เขาเล่นอยู่ใน พรีเมียร์ลีก ก็ทราบดีว่าเคนคือนักเตะที่ยิงประตูได้อย่างมหาศาล แต่ความรู้สึกที่แท้จริงมาจากการได้ร่วมงานกัน “ตอนที่ผมอยู่กับลิเวอร์พูล ผมรู้ดีว่าเขายิงประตูได้เยอะ แต่พอผมได้มาร่วมทีมฝึกซ้อมกับเขาครั้งแรก ผมก็รู้ทันทีว่า นักเตะคนนี้เก่งมากแค่ไหน” เป็นเครื่องยืนยันว่าฝีเท้าในชีวิตจริงของเคนนั้นเหนือกว่าที่ภาพลักษณ์ภายนอกปรากฏเสียอีก
คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและพรสวรรค์ของ แฮร์รี่ เคน ที่ไม่เพียงแต่สร้างสถิติการทำประตูอย่างต่อเนื่องจนเป็นตำนานในหลายสโมสร แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเพื่อนร่วมทีมอย่างชัดเจนอีกด้วย การได้เล่นเคียงข้างกองหน้าระดับโลกที่ครบเครื่องเช่นนี้ ทำให้ หลุยส์ ดิอาซ ถึงกับกล่าวว่า “เขาทำให้ผมทึ่งกับความสามารถที่มี ผมมีความสุขที่ได้เล่นเคียงข้างเขา” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ บาเยิร์น มิวนิค ในการเดินหน้าล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้
การประสานงานของคู่หูแนวรุกใหม่อย่าง แฮร์รี่ เคน และ หลุยส์ ดิอาซ ในทีม บาเยิร์น มิวนิค จึงเป็นสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกให้ความสนใจ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของ “เสือใต้” ในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างประสบการณ์รอบด้านของเคน และความเร็วจัดจ้านของดิอาซ พวกเขาพร้อมแล้วที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในวงการฟุตบอล
ก่อนหน้า 1 … 78 79 80 81 82 83 ถัดไป »