ศึกชิงแบ็กซ้าย! ลิเวอร์พูล ควรเลือกใคร ระหว่าง เคอร์เคซ vs โรเบิร์ตสัน

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายจอมขยันของ ลิเวอร์พูล ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดของสโมสรยุคพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ย้ายมาจากฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2017 เขาพิสูจน์คุณภาพด้วยผลงานสม่ำเสมอทั้งเกมรุกและรับ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ มิลอส เคอร์เคซ ในช่วงซัมเมอร์ 2025 ทำให้สถานะของเขาสั่นคลอน เนื่องจากนักเตะวัย 21 ปีรายนี้ถูกวางตัวเป็นอนาคตของสโมสรในระยะยาว

ลิเวอร์พูล

แม้ ลิเวอร์พูล จะเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์ตามหลัง อาร์เซน่อล แค่แต้มเดียว แต่ผลงานในช่วงหลังเริ่มน่ากังวล โดยเฉพาะเกมรับทางฝั่งซ้ายที่ยังไม่แน่นอน การแพ้ 3 นัดติดในทุกรายการเป็นครั้งแรกในยุคของ อาร์เน่อ ชล็อต ทำให้โค้ชชาวดัตช์ต้องเร่งหาความสมดุลในทีม ซึ่งตำแหน่งแบ็กซ้ายกำลังเป็นโจทย์สำคัญ เคอร์เคซ ยังต้องปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ แม้มีจุดเด่นเรื่องความเร็วและพลัง แต่ยังไม่สม่ำเสมอในเกมรับ ขณะที่ โรเบิร์ตสัน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจแท็คติกของโค้ชดัตช์ได้ดีในเกมล่าสุดที่เจอเชลซี

การเซ็นสัญญากับ เคอร์เคซ ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ ลิเวอร์พูล แม้เจ้าตัวทำผลงานยอดเยี่ยมกับ บอร์นมัธ เมื่อฤดูกาลก่อน ทั้งแอสซิสต์และการเติมเกม แต่การย้ายมาทีมระดับท็อปที่มีความกดดันสูงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สถิติบางอย่างยังคงเป็นรองโรเบิร์ตสัน โดยเฉพาะการจ่ายบอลขึ้นหน้าและการขยับเข้าด้านในที่เป็นระบบการเล่นเฉพาะของ อาร์เน่อ

จากมุมมองแท็คติก โรเบิร์ตสัน มีความคุ้นเคยกับระบบของ ลิเวอร์พูล มากกว่า โดยเฉพาะการประสานงานกับ ฟาน ไดค์ และ คักโป ที่เล่นร่วมกันมานาน ทำให้เกมทางฝั่งซ้ายมีความไหลลื่นมากกว่า เคอร์เคซ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ แม้จะมีการบุกที่โดดเด่น แต่หลายครั้งยังขาดวินัยเกมรับและความเข้าใจในบทบาทฟูลแบ็กสมัยใหม่ที่โค้ชต้องการ

ในช่วงเวลานี้ การให้ โรเบิร์ตสัน กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับแนวรับ และพาทีมผ่านช่วงวิกฤตได้ อย่างไรก็ตาม การมี เคอร์เคซ เป็นตัวสำรองคุณภาพสูงก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ดีสำหรับ ลิเวอร์พูล ในระยะยาว หากเจ้าตัวพัฒนาฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นทายาทที่สมบูรณ์แบบของ โรเบิร์ตสัน ได้ในอนาคต

ลิเวอร์พูล

แจ๊ค กรีลิช โชว์ฟอร์มเด่น! มีส่วนร่วม 5 ประตู จาก 7 นัด ในสีเสื้อ เอฟเวอร์ตัน

แจ๊ค กรีลิช กองกลางตัวรุกของเอฟเวอร์ตัน กำลังโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ หลังจากลงสนามไปแล้ว 7 นัดในสีเสื้อท็อฟฟี่สีน้ำเงิน กรีลิชมีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูถึง 5 ครั้ง แบ่งเป็น 1 ประตู และ 4 แอสซิสต์ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่สะท้อนถึงคุณภาพและบทบาทสำคัญของเขาในแนวรุกของทีม

กรีลิช

การมีส่วนร่วมกับ 5 ประตูใน 7 เกม เป็นสัญญาณที่ดีว่ากรีลิชเริ่มปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของเอฟเวอร์ตันได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในเรื่องของการจ่ายบอล การเคลื่อนที่ และการเชื่อมเกมรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีมาตั้งแต่สมัยอยู่กับทีมเก่า และยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากการยิงประตูได้เองแล้ว การทำแอสซิสต์ถึง 4 ครั้งในระยะเวลาอันสั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสของแจ๊ค กรีลิช ที่สามารถช่วยให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ทำให้เขากลายเป็นกำลังหลักที่เอฟเวอร์ตันขาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้

แฟนบอลเอฟเวอร์ตันต่างเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับการมาของกรีลิช เพราะผลงานของเขาช่วยยกระดับคุณภาพเกมรุกของทีมได้อย่างชัดเจน ในสถานการณ์ที่ทีมต้องการความแตกต่างและความเฉียบคมในการเข้าทำ การมีนักเตะระดับท็อปอย่างเขาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ทีมสามารถแข่งขันกับทีมใหญ่ได้สูสีมากยิ่งขึ้น

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของแจ๊ค กรีลิช ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอลและนักวิเคราะห์ลูกหนังต่างจับตามอง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับประตูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดผลงานที่สำคัญสำหรับนักเตะตำแหน่งตัวรุก

หากกรีลิชสามารถรักษาฟอร์มการเล่นแบบนี้ไว้ได้ตลอดฤดูกาล มีโอกาสสูงที่เขาจะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของเอฟเวอร์ตันอย่างถาวร และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่พาทีมลุ้นพื้นที่ยุโรปในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอย่างจริงจัง

กรีลิช

เอ็มบัปเป้ ผงาดจ่าฝูงสถิติ ลา ลีกา 2025/26 ยิงเยอะสุด แถมเลี้ยงสุดโหด!

ศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 เปิดฉากได้อย่างดุเดือด โดยหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้คือ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกคนใหม่ของ เรอัล มาดริด ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมในซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวไม่ปล่อยให้แฟนบอลต้องรอนาน ด้วยการระเบิดฟอร์มสุดยอด นำเป็นจ่าฝูงในหลายสถิติส่วนบุคคลทั้งการทำประตู การเลี้ยงบอล และการยิงตรงกรอบ

เอ็มบัปเป้

เอ็มบัปเป้ ทำไปแล้ว 9 ประตู มากที่สุดในลีก พร้อมกับมีจำนวนการพยายามยิงสูงสุดที่ 40 ครั้ง และยิงเข้ากรอบถึง 15 ครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความเฉียบคมในการจบสกอร์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เขายังเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้มากที่สุดในลีกที่ 27 ครั้ง เรียกได้ว่าเป็นตัวอันตรายที่แนวรับฝั่งตรงข้ามต้องจับตามองทุกฝีก้าว

ทางด้านคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า ก็มีนักเตะดาวรุ่งที่ฟอร์มเด่นไม่แพ้กันอย่าง เปดรี มิดฟิลด์จอมเทคนิคที่ครองสถิติการผ่านบอลเข้าเป้ามากที่สุดในลีกถึง 690 ครั้ง และผ่านบอลเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายได้ถึง 267 ครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นนักเตะที่ช่วยทีมแย่งบอลกลับมาได้มากที่สุดถึง 55 ครั้ง บ่งบอกถึงบทบาทสำคัญในทั้งเกมรุกและเกมรับของทัพอาซูลกรานา

สำหรับนักเตะที่ทำผลงานได้น่าจับตาในฤดูกาลนี้ยังมีอีกหลายคน เช่น หลุยส์ มียา (เคตาเฟ่) ที่นำด้านแอสซิสต์และการสร้างโอกาสทอง, วินิซิอุส จูเนียร์ (เรอัล มาดริด) ที่สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษมากที่สุด และ เวดัต มูรีกี (มายอร์ก้า) ที่ชนะการดวลลูกกลางอากาศมากสุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของจุดเด่นในแต่ละตำแหน่ง

ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของ เอ็มบัปเป้ ในบทบาทกองหน้าตัวเป้า รวมถึงความแข็งแกร่งของทีมโดยรวม ทำให้ เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมเต็งแชมป์ของ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ขณะที่ บาร์เซโลน่า เองก็พร้อมไล่ล่าแชมป์ด้วยแดนกลางคุณภาพสูงที่นำโดย เปดรี ซึ่งหากดูจากสถิติแล้ว ซีซั่นนี้มีโอกาสสูงที่จะลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้าย

ท้ายที่สุด สถิติเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงฟอร์มส่วนตัวของนักเตะ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละนัด สำหรับแฟนบอลที่ติดตาม ลา ลีกา สเปน 2025/26 เตรียมพบกับความมันส์ระดับสูงทั้งจากดาวรุ่งพุ่งแรงและแข้งระดับโลกที่พร้อมพาทีมคว้าเกียรติยศในฤดูกาลนี้

เอ็มบัปเป้

จัดอันดับนักเตะ แมนยู ฤดูกาลนี้ ใครควรได้ไปต่อในยุค อโมริม ?

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บสามแต้มสำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติ ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ รูเบน อโมริม เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกสลดแรงกดดันลงได้ก่อนเกมแดงเดือดที่ต้องบุกเยือน ลิเวอร์พูล วันที่ 19 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจเป็นเกมตัดสินอนาคตของเขาในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด

แมนยู

ล่าสุดเว็บไซต์วิเคราะห์ชื่อดังอย่าง WhoScored ได้จัดอันดับผลงานนักเตะ “ปีศาจแดง” ฤดูกาลนี้ โดยอิงจากสถิติเฉลี่ยในสนาม ปรากฏว่ามีนักเตะบางรายยังโชว์ฟอร์มไม่ออก ขณะที่บางคนเริ่มฉายแววเด่นและมีแนวโน้มเป็นกำลังหลักในระยะยาว

ในกลุ่มผลงานแย่ที่สุด (อันดับ 20-16) คือ โจชัว เซิร์กซี่ ที่ยังไม่มีประตูหรือแอสซิสต์เลยในทุกรายการ รวมถึง อายเด็น เฮฟเว่น, ค็อบบี้ เมนู และ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ยังได้รับโอกาสน้อยภายใต้การทำทีมของอโมริม

ส่วนกลุ่มระดับกลาง (อันดับ 15-6) ประกอบด้วย ลุค ชอว์ ที่หายเจ็บกลับมาและลงเล่นต่อเนื่อง, เลนี่ โยโร่ ที่ได้สตาร์ตหลายนัด, เบนยามิน เชชโก้ และ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ที่เริ่มผลิตสกอร์ได้บ้าง แม้ยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่ มาเตอุส คุนญ่า ยังต้องเร่งฟอร์มเพื่อพิสูจน์ตัวเองในแนวรุก

5 อันดับแรกเป็นกลุ่มนักเตะฟอร์มดีของทีม นำโดย บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมที่ยังคงเป็นหัวใจในแดนกลาง แม้ผลงานโดยรวมยังไม่ถึงจุดพีค ร่วมด้วย อาหมัด ดิยัลโล่, แพทริค ดอร์กู และ มาตไตส์ เดอ ลิกต์ ที่เริ่มรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดคือ เซนเน่อ ลัมเมนส์ นายทวารตัวใหม่ที่ประเดิมสนามได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บคลีนชีตได้ทันที พร้อมโชว์ฟอร์มเหนียวแน่น จนคาดว่าจะยึดตำแหน่งมือหนึ่งถาวรแทน อัลตาย บายินดีร์ ได้สำเร็จ

การจัดอันดับนักเตะครั้งนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ที่อโมริมกำลังพยายามวางระบบใหม่อย่างจริงจัง และศึกแดงเดือดที่แอนฟิลด์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า “ปีศาจแดง” พร้อมกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่

แมนยู

 

บาเยิร์น เดินเกมไว! เล็งคว้า มาร์ก เกฮี จากพาเลซ แบบฟรีเอเย่นต์ ซัมเมอร์หน้า

บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกาเยอรมัน กำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในการคว้าตัว มาร์ก เกฮี กองหลังตัวเก่งของ คริสตัล พาเลซ มาร่วมทีมในช่วง ตลาดนักเตะซัมเมอร์ปี 2026 ตามรายงานล่าสุดจาก Florian Plettenberg นักข่าวสายตลาดนักเตะชื่อดังของสื่อเยอรมันอย่าง Sky Sports Germany

บาเยิร์น

แม้ว่า มาร์ก เกฮี จะยังคงมีสัญญากับ คริสตัล พาเลซ อยู่จนถึงปี 2026 แต่ทางบาเยิร์น มิวนิค ก็เริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยหวังจะได้ตัวแนวรับทีมชาติอังกฤษรายนี้มาร่วมทีมแบบ ฟรีเอเย่นต์ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงต่อสัญญากับต้นสังกัดในพรีเมียร์ลีก

กองหลังวัย 25 ปีรายนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวรับที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นอย่างต่อเนื่องในพรีเมียร์ลีก และมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทัพของ แกเร็ธ เซาธ์เกต มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายของหลายสโมสรใหญ่ในยุโรป

ด้านบาเยิร์น มิวนิค กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านในแนวรับ โดยเฉพาะการมองหาตัวแทนระยะยาวของแข้งเก๋าหลายราย การคว้าตัวเกฮีแบบไม่มีค่าตัวจะช่วยลดภาระทางการเงิน ขณะเดียวกันก็ได้ผู้เล่นคุณภาพระดับสูงมาร่วมทีม

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ มาร์ก เกฮี ยังไม่แน่นอน เนื่องจาก คริสตัล พาเลซ ก็ยังคงต้องการต่อสัญญากับนักเตะรายนี้ และมีแผนรั้งตัวไว้ต่อไปอีกหลายปี แฟนบอลคงต้องจับตาดูสถานการณ์ของแนวรับรายนี้อย่างใกล้ชิดในช่วงปีหน้า

บาเยิร์น

แรชฟอร์ดฮอยลุนด์ 2 แข้งตัวยืม แมนยู ยิงกระจายทั้งลีกและ UCL

แฟนบอล “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีเรื่องให้ยิ้มออก หลังจากที่ 2 นักเตะตัวยืมของทีมสามารถสร้างผลงานโดดเด่น ยิงประตูได้ทั้งในเกมลีกของประเทศต้นสังกัดใหม่ และในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของนักเตะและสโมสรต้นสังกัดแม่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด

แมนยู

ราสมุส ฮอยลุนด์: เริ่มต้นใหม่ในอิตาลีอย่างร้อนแรง

ราสมุส ฮอยลุนด์ ดาวยิงชาวเดนมาร์กที่ถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลีกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง โดยเขาลงสนามในลีกไปแล้ว 4 นัด ยิงได้ 2 ประตู พร้อมกับโชว์ความเฉียบคมในเกมยุโรป โดยในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เจ้าตัวยิงไปอีก 2 ประตูจากการลงสนาม 2 เกมเท่านั้น ถือว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสโมสรใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ

มาร์คัส แรชฟอร์ด: เรียกฟอร์มเก่งกลับมาในสเปน

อีกหนึ่งแข้งอังกฤษอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ไม่ยอมน้อยหน้า แม้ฤดูกาลก่อนกับแมนฯ ยูไนเต็ดจะฟอร์มตกลงไป แต่การย้ายไปเล่นแบบยืมตัวในลาลีกา สเปน กลับทำให้เจ้าตัวเริ่มกลับมาคืนฟอร์ม เขาลงเล่นในลีกไปแล้ว 8 นัด ยิงได้ 1 ประตู พร้อมทำอีก 3 แอสซิสต์ ขณะที่ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ก็มีส่วนร่วมโดยตรงกับเกมรุก ยิงได้ 2 ประตู และจ่ายอีก 1 แอสซิสต์ใน 2 นัด

ข่าวดีของแมนฯ ยูไนเต็ด และโอกาสในอนาคต

ผลงานของทั้งราสมุส ฮอยลุนด์ และมาร์คัส แรชฟอร์ด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของนักเตะเมื่อได้ลงเล่นในระบบที่เหมาะสม การลงสนามอย่างต่อเนื่อง และความมั่นใจที่กลับมา ถือเป็นข่าวดีสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อาจได้ 2 ขุมกำลังสำคัญกลับมาสู่ทีมในฤดูกาลหน้า

แฟนบอลจับตา! ฤดูกาลนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยน

ในขณะที่ฤดูกาลยังอีกยาวไกล แฟนบอลปีศาจแดงต่างจับตาดูพัฒนาการของทั้งสองนักเตะอย่างใกล้ชิด เพราะหากพวกเขายังรักษาฟอร์มนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางอาชีพ และเป็นกำลังหลักให้แมนฯ ยูไนเต็ดได้ในอนาคตอันใกล้

แมนยู

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำลายสถิติ! คว้าชัย 250 นัดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สร้างสถิติใหม่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยการเป็นผู้จัดการทีมที่คว้าชัยชนะครบ 250 นัด ได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 349 เกม นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ และตอกย้ำความเหนือชั้นของเขาในฐานะหนึ่งในกุนซือที่ดีที่สุดแห่งยุค


เป๊ป

ตัวเลขที่พูดแทนทุกอย่าง: 250 ชนะ จาก 349 เกม
ภายใต้การคุมทีมของเป๊ป ซิตี้เก็บชัยชนะได้ถึง 250 เกม, เสมอ 50 เกม และแพ้เพียง 49 เกม จากทั้งหมด 349 นัดในพรีเมียร์ลีก คิดเป็นอัตราชนะมากกว่า 71% ซึ่งไม่ใช่แค่เร็วที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นสถิติที่สะท้อนถึงความสม่ำเสมอ และมาตรฐานการเล่นที่สูงอย่างต่อเนื่องของทีม

แซงหน้ากุนซือระดับตำนานพรีเมียร์ลีก
ก่อนหน้านี้ ผู้จัดการทีมที่ทำสถิติใกล้เคียงมีอย่างเช่น โชเซ่ มูรินโญ่ และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ทั้งคู่ก็ยังต้องใช้เวลามากกว่าจะถึง 250 นัด เป๊ปแซงทุกคนอย่างขาดลอย ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งใน “กุนซือที่ประสบความสำเร็จเร็วที่สุด” ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

เป๊ปกับบทบาทผู้นำความสำเร็จ
ภายใต้การนำของเป๊ป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ รวมถึงแชมเปียนส์ลีก ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการวางระบบทีมที่แข็งแกร่ง, การพัฒนานักเตะ และสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเป๊ปอย่างแท้จริง

การทำสถิติ 250 ชัยชนะใน 349 เกม ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่มันคือเครื่องหมายของ “ความสำเร็จ” และ “ความยิ่งใหญ่” ที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สร้างขึ้นในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขาไม่ได้แค่คุมทีมให้ชนะ แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีเล่น และยกระดับฟุตบอลอังกฤษไปอีกขั้น

เป๊ป

100 ล้านไม่เสียเปล่า! ไกเซโด้ แบกแดนกลาง พา เชลซี ล้มลิเวอร์พูล 2-1

มอยเซส ไกเซโด้ กองกลางทีมชาติเอกวาดอร์ของ เชลซี กำลังพิสูจน์ให้แฟนบอลทั่วโลกเห็นว่าเขาคือหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ หลังโชว์ฟอร์มสุดโดดเด่นทั้งเกมรุกและรับ ในแมตช์ที่ “สิงห์บลูส์” เปิดบ้านเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมซัดประตูสุดสวยและคว้ารางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ไปครอง

ไกเซโด้

ในเกมบิ๊กแมตช์ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไกเซโด้ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในแดนกลาง โดยเขาสัมผัสบอลมากถึง 66 ครั้ง และเป็นผู้เล่นที่พยายามยิงมากที่สุดในทีมร่วมกับ เอสเตเวา และ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ (2 ครั้ง) ทั้งยังยิงตรงกรอบทั้งสองลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นกลายเป็นประตูที่ช่วยให้ เชลซี พลิกสถานการณ์คว้าชัยเหนือทีมแกร่งอย่าง ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ

นอกจากเกมรุกที่เฉียบขาด ไกเซโด้ ยังโชว์คลาสในเกมรับแบบครบเครื่อง ด้วยสถิติเข้าปะทะแย่งบอลสำเร็จ 4 ครั้ง, ช่วยทีมแย่งบอลกลับมาได้ 5 ครั้ง, ตัดบอล 1 ครั้ง และเคลียร์บอลจากพื้นที่อันตรายอีก 1 หน รวมถึงอัตราการผ่านบอลสำเร็จสูงถึง 88% (45/51 ครั้ง) ซึ่งสะท้อนความนิ่งและแม่นยำในบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลาง

ฟอร์มการเล่นของ ไกเซโด้ ถือว่าคงเส้นคงวาอย่างมากในฤดูกาล 2025/26 โดยเขากลายเป็นแกนหลักในแดนกลางที่เชื่อใจได้ และช่วยให้ เชลซี มีความสมดุลทั้งเกมรุกและรับอย่างชัดเจน ความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เจ้าตัวได้รับคำชมจากแฟนบอลและกูรูอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาฟอร์มการเล่นในปัจจุบัน ค่าตัวกว่า 100 ล้านปอนด์ ที่ เชลซี ทุ่มซื้อมาจาก ไบรท์ตัน เมื่อซัมเมอร์ปี 2023 อาจไม่ใช่ตัวเลขที่แพงเกินจริงอย่างที่หลายคนวิจารณ์ไว้ในตอนแรก หาก ไกเซโด้ ยังคงรักษามาตรฐานได้แบบนี้ต่อไป เชื่อว่าเขาจะกลายเป็นตำนานคนใหม่ของถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้ในอนาคตอันใกล้

ไกเซโด้

ดิอาซ ของจริง! ซัด 2 จ่าย 1 พา บาเยิร์น ยำแฟร้งค์เฟิร์ต 3-0

หลุยส์ ดีอาซ ปีกจอมพลิ้วชาวโคลอมเบีย ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน โดยเกมล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวจัดการกด 2 ประตู พร้อมทำอีก 1 แอสซิสต์ ช่วยให้ทัพ “เสือใต้” บุกไปถล่ม ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ถึงถิ่น 3-0 ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขากำลังกลายเป็นกำลังหลักในเกมรุกของทีมแบบไร้ข้อกังขา

ดิอาซ

สำหรับผลงานส่วนตัวของ ดีอาซ ในนัดนี้ เขาลงสนาม 89 นาที สัมผัสบอลไป 65 ครั้ง ยิงทั้งหมด 3 ครั้ง เข้ากรอบ 2 ครั้งและกลายเป็น 2 ประตูสุดคม นอกจากนี้ยังผ่านบอลแม่นยำถึง 93% (38/41) สร้างโอกาสให้เพื่อนได้ยิงถึง 3 ครั้ง มากที่สุดในทีม พร้อมกับจ่ายให้เพื่อนยิงอีก 1 ประตู ตอกย้ำคุณภาพในบทบาทตัวรุกริมเส้นของเขา

จากสถิติรวมฤดูกาล 2025/26 จนถึงตอนนี้ หลุยส์ ดีอาซ ลงเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว 10 นัดรวมทุกรายการ ทำได้ 6 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ ขณะที่ในเกมลีก บุนเดสลีกา เพียงอย่างเดียว เขาลงสนามไป 6 นัด ทำได้ 5 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง สำหรับนักเตะที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์

แม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลบางส่วนของ “เสือใต้” ว่า ดีอาซ วัย 28 ปี อาจไม่คุ้มค่าตัวที่สโมสรจ่ายไปกว่า 70 ล้านยูโรในการคว้าตัวเขาจาก ลิเวอร์พูล แต่ด้วยฟอร์มปัจจุบัน ดาวเตะโคลอมเบียรายนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่เพียงแค่เหมาะสมกับราคานั้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในตัวรุกคนสำคัญที่ บาเยิร์น มิวนิค ขาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้

ฟอร์มอันโดดเด่นของ หลุยส์ ดีอาซ ไม่เพียงแต่ยกระดับแนวรุกของ บาเยิร์น ให้ดุดันมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายในการเข้าทำ และสร้างมิติใหม่ให้กับเกมรุกของโธมัส ทูเคิ่ล ที่ดูจะลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การมีดีอาซในสนามคือความแตกต่าง และหากเขายังรักษาฟอร์มนี้ได้ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยมของฤดูกาล

ดิอาซ

แมนยู ได้ของดี! เลนี่ โยโร่ โดดเด่นสถิติบ่งบอกเกินวัย 19 ในเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-0

แม้จะไม่ได้เป็นหนึ่งในชื่อที่สื่อพูดถึงมากที่สุดหลังเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ไปได้ 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ผลงานของ เลนี่ โยโร่ กองหลังดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เมื่อดูจากตัวเลขทางสถิติที่ชัดเจนว่าเจ้าตัวมีบทบาทสำคัญในการพาทีมเก็บคลีนชีตได้ในเกมนี้

แมนยู

เลนี่โยโร่

ในเกมที่เพื่อนร่วมทีมอย่าง เซนเน่อ ลัมเมนส์ ได้ประเดิมสนามเฝ้าเสาอย่างยอดเยี่ยม ขณะที่แนวรุกอย่าง เมสัน เมาท์ และ เบนยามิน เชชโก้ ซัดคนละประตูพาทีมเก็บสามแต้มเต็ม โยโร่เองแม้จะถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วง 5 นาทีสุดท้ายให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ลงสนามแทน แต่ก่อนหน้านั้นเขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่เล่นได้อย่างมั่นคงและมีสถิติที่ไม่แพ้ใคร

หากเจาะลึกลงในตัวเลขทางเทคนิค โยโร่ วัย 19 ปี ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในสองหัวข้อหลักคือ ชนะดวลลูกกลางอากาศ 100% และ ชนะการเข้าปะทะ 100% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางกายภาพและไหวพริบการเล่นเกมรับของเจ้าตัวได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้เขายังมี เปอร์เซ็นต์การผ่านบอลแม่นยำสูงถึง 80% จากจำนวน 64 ครั้งที่สัมผัสบอล, ผ่านบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย 4 ครั้ง, เคลียร์บอล 3 ครั้ง, ดักเก็บบอล 2 ครั้ง, ไม่มีการทำฟาวล์ และที่สำคัญคือ ทีมไม่เสียประตู ขณะที่เขาอยู่ในสนาม นับเป็นฟอร์มที่น่าจับตาสำหรับกองหลังวัยรุ่นที่เพิ่งย้ายจาก ลีลล์

แม้บทบาทของ เลนี่ โยโร่ ในเกมนี้อาจยังไม่โดดเด่นเท่าเพื่อนร่วมทีมที่ทำประตูหรือโชว์ฟอร์มหวือหวา แต่สำหรับแฟนบอลและทีมงานโค้ชแล้ว นี่คือผลงานที่ยืนยันได้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจได้หนึ่งในกองหลังตัวหลักแห่งอนาคตไว้ในมือแล้วเรียบร้อย

แมนยู

เลนี่โยโร่

1 79 80 81 82 83